วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กกท.คิดบวก! ชี้ไทยพัฒนาหลายด้าน แม้พลาดเป้าเอเชียนเกมส์

กกท.คิดบวก! ชี้ไทยพัฒนาหลายด้าน แม้พลาดเป้าเอเชียนเกมส์

  • Share:

กกท.ลงลึกผลงานทัพนักกีฬาไทย ในเอเชียนเกมส์ 2018 แม้เหรียญรางวัลจะไม่ได้อย่างหวัง แต่เมื่อเทียบกับเอเชียนเกมส์ 2 ครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้มีพัฒนาการที่ดีในหลายๆด้าน จากยอดรวมนักกีฬา 830 คน เป็นนักกีฬาใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมเอเชียนเกมส์มาก่อนถึง 563 คน ซึ่งนักกีฬาใหม่เหล่านี้ทำผลงานได้เหรียญ 105 คน และอีกหลายกีฬายังสร้างประวัติศาสตร์ได้อีกเพียบ อย่างไรก็ตาม ยอมรับกีฬาหลัก ฟุตบอลชาย กอล์ฟ มวยสากล ยกน้ำหนัก พลาดเป้า ณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการ กกท. ฮึดสู้ใหม่ วาง 4 แนวทาง เพื่อให้ไทยกลับมาประสบความสำเร็จและก้าวไปสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา เปิดเผยถึงผลงานนักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 18 ส.ค.- 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประเทศอินโดนีเซีย ว่า การแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุด นักกีฬาไทย อยู่ในอันดับที่ 12 ของตารางแข่งขัน ด้วยผลงาน 11 เหรียญทอง 16 เหรียญเงิน 46 เหรียญทองแดง โดยมี จีน ครองเจ้าเหรียญทอง 132 เหรียญทอง 92 เหรียญเงิน 65 เหรียญทองแดง อันดับ 2 ญี่ปุ่น 75 เหรียญทอง 56 เหรียญเงิน 74 เหรียญทองแดง อันดับ 3 เกาหลีใต้ 49 เหรียญทอง 58 เหรียญเงิน 70 เหรียญทองแดง อันดับ 4 อินโดนีเซีย เจ้าภาพ 31 เหรียญทอง 24 เหรียญเงิน 43 เหรียญทองแดง ที่กอบโกยเหรียญทองได้มากเป็นประวัติศาสตร์ให้กับประเทศ ทำให้แฟนกีฬาชาวไทยและคนในแวดวงกีฬามองว่า เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จนักกีฬาไทยทำผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

หากจะพิจารณาผลงานของนักกีฬาไทยในระดับเอเชียนเกมส์ เปรียบเทียบผลงานในรอบ 3 ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน ปี 2553 ทัพนักกีฬาไทย อยู่อันดับ 9 ทำได้ 11 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 32 เหรียญทองแดง โดยมีสมาคมที่ส่งแข่งขัน 44 สมาคม สมาคมที่ได้เหรียญรางวัล 20 สมาคม คิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ปี 2557 ไทยอยู่อันดับ 6 ได้ 12 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 28 เหรียญทองแดง สมาคมที่ส่งแข่งขัน 39 สมาคม สมาคมที่ได้เหรียญรางวัล 17 สมาคม คิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ปี 2561 ไทยอยู่อันดับ 12 ทำได้ 11 เหรียญทอง 16 เหรียญเงิน 46 เหรียญทองแดง สมาคมที่ส่งแข่งขัน 45 สมาคม โดยมีสมาคมที่ได้เหรียญรางวัล 25 สมาคม คิดเป็น 56 เปอร์เซ็นต์

จะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบผลงานของนักกีฬาไทย ครั้งที่ 18 นี้ ประเทศไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน 830 คน จาก 45 สมาคมกีฬา ได้รับเหรียญรางวัล 158 คน จาก 25 สมาคมกีฬา ที่สำคัญเป็นนักกีฬาใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมในกีฬาเอเชียนเกมส์ มาก่อนถึง 563 คน คิดเป็น 67.83 เปอร์เซ็นต์ และมีนักกีฬาใหม่ทำผลงานได้เหรียญ 105 คน คิดเป็น 19 เปอร์เซ็นต์ จากเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 17 (แข่งขัน 39 สมาคมกีฬา) ถึง จาการ์ตาเกมส์ ครั้งที่ 18 (แข่งขัน 45 สมาคมกีฬา) มีชนิดกีฬาที่เหมือนกัน 37 ชนิดกีฬา ปรากฏว่าทัพนักกีฬาไทย ทำได้ดีขึ้น 12 ชนิด จาก กรีฑา, ขี่ม้า, เทควันโด, บาสเกตบอล, แบดมินตัน, ยกน้ำหนัก, ยิงปืน, ยิงเป้าบิน, ยูโด, วินด์เซิร์ฟ, เรือพาย และวูซู ขณะที่ 3 ชนิดกีฬา ทำได้เท่าเดิม คือ กาบัดดี้, คาราเต้ และ ตะกร้อ และ 7 ชนิดกีฬา ทำได้ลดลง คือ กอล์ฟ, จักรยาน, เทนนิส, โบว์ลิ่ง, มวยสากล, เรือใบ และวอลเลย์บอล ส่วนอีก 15 ชนิดกีฬา ไม่ได้รางวัล ได้แก่ ไตรกีฬา, เทเบิลเทนนิส, ฟันดาบ, ยิงธนู, ยิมนาสติก, รักบี้ฟุตบอล, ว่ายน้ำ, แฮนด์บอล, ปัญจกีฬาสมัยใหม่, ซอฟต์เทนนิส, ซอฟต์บอล, เบสบอล, สควอช และฮอกกี้

ที่สำคัญในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ มีการเพิ่มชนิดกีฬาใหม่ถึง 10 ชนิดกีฬา และนักกีฬาไทยทำเหรียญได้ 5 ชนิด ได้แก่ กีฬาทางอากาศ, เจ็ตสกี, บริดจ์, ปันจักสีลัต และยูยิตสู นอกจากผลงานภาพรวมที่ดีแล้วในส่วนของกีฬาที่มีสถิติเป็นตัวชี้วัด (4 ชนิดกีฬา กรีฑา, ว่ายน้ำ, ยกน้ำหนัก และ ยิงปืน) ชิง 61 รายการ ในครั้งนี้นักกีฬาไทยทำสถิติดีขึ้นถึง 38 รายการ สถิติลดลง 23 รายการ

รองผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันมีการวิเคราะห์กีฬาที่มีผลงานเด่นในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ปรากฏว่า มีหลายกีฬาที่โดดเด่น อาทิกรีฑา ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญเงินทศกรีฑาชาย ที่ห่างหายไป 40 ปี ส่วนค้ำถ่อหญิงได้เหรียญเงินครั้งแรกในประวัติศาสตร์, กีฬาทางอากาศ แข่งครั้งแรก ไทยคว้ามาได้ 2 เหรียญทอง ทั้งที่ตั้งเป้าไว้เพียง 1 เหรียญทอง, จักรยาน คว้าเหรียญทอง คิรีนชาย เหรียญประวัติศาสตร์ให้กับไทยได้สำเร็จ, เจ็ตสกี บรรจุแข่งขันครั้งแรก นักกีฬาทำได้ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง, ตะกร้อ พรชัย เค้าแก้ว สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองครบ 10 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์, เทควันโด นักกีฬาพุมเซ่ทีมหญิงคว้าทองแรกในประวัติศาสตร์ให้ทัพนักกีฬาไทย, เทนนิส คู่ผสมคว้าเหรียญเงินครั้งแรกในรอบ 40 ปี, บาสเกตบอลหญิง 3×3 คว้าเหรียญทองแดงแรกในประวัติศาสตร์เช่นกัน, วอลเลย์บอลในร่มทีมหญิง ที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แม้จะได้เหรียญเงิน, ยิงเป้าบิน คว้าเหรียญทองแรกในประวัติศาสตร์ในประเภทสกีตหญิง พร้อมทำลายสถิติของเอเชียอีกด้วย รวมทั้งแฮนด์บอลหญิง แม้จะได้อันดับ 4 แต่เป็นผลงานที่ดีที่สุดของไทยที่ไม่เคยได้มาก่อน นี่คือสมาคมที่สร้างชื่อและมีผลงานโดดเด่น

แต่ในทางตรงกันข้ามมีหลายกีฬาที่พลาดเป้าหมาย ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน อาทิ ฟุตบอลชาย ตกรอบแรก, กอล์ฟ คาดหวัง 2 เหรียญทองแต่ไม่ได้เหรียญรางวัลเลย, มวยสากล เข้ารอบรองชนะเลิศ 6 รุ่น แต่ทำได้ 1 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดง และยกน้ำหนัก ได้เพียง 1 เหรียญเงิน 6 เหรียญทองแดง ทั้งที่จีนไม่ได้เข้าร่วมแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวในบางชนิดกีฬาที่เกิดขึ้น มีปัจจัยที่ส่งผลต่อทำผลงานของนักกีฬาไทยและนักกีฬาประเทศอื่นๆ คือ การโอนสัญชาติ โดยเฉพาะบาห์เรน ที่ทำผลงานได้ 12 เหรียญทองจากกรีฑาเพียงชนิดกีฬาเดียว พบว่านักกีฬา 37 คน เป็นนักกีฬาโอนสัญชาติถึง 33 คน จาก ไนจีเรีย 10 คน, เอธิโอเปีย 9 คน, โมร็อกโก 5 คน, เคนยา 8 คน และ จาเมกา 1 คน

นอกจากนี้ การกำหนดชนิดกีฬาของประเทศเจ้าภาพนับเป็นปัจจัยต่ออันดับตารางเหรียญของไทย เช่น จะเห็นว่าเจ้าภาพอินโดนีเซีย กำหนดแข่งขันกีฬาในกลุ่มกีฬาต่อสู้ถึง 10 ชนิด ชิงกันมากถึง 118 เหรียญทอง (คูราช 7 เหรียญทอง, มวยปล้ำ 18 เหรียญทอง, ยูยิตสู 8 เหรียญทอง, แซมโบ้ 4 เหรียญทอง, ยูโด 15 เหรียญทอง, คาราเต้ 12 เหรียญทอง, วูซู 14 เหรียญทอง, เทควันโด 14 เหรียญทอง, ปันจักสีลัต 16 เหรียญทอง) ซึ่งนี่นับเป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง

“จากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ในครั้งนี้ กกท. มีแนวทาง 4 ด้านในการพัฒนากีฬาของไทยเพื่อให้ประสบความสำเร็จ คือ 1. การพัฒนาชนิดกีฬาให้มีความหลากหลายโดยเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มกีฬามาร์เชียลอาร์ต, 2.พัฒนาศูนย์กีฬาทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ศูนย์เฉพาะทาง/เฉพาะกีฬา โดยให้เริ่มจากส่วนกลางก่อน, 3.พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้กระจายทั่วทั้งส่วนกลางและภูมิภาค และ 4.สนับสนุนให้สมาคมเข้มแข็ง มีธรรมาภิบาล และมีแผนพัฒนากีฬาชนิดนั้นๆ อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อจะช่วยพัฒนานักกีฬาไทยให้ประสบความสำเร็จและก้าวไปสู่เวทีระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายณัฐวุฒิ กล่าว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้