วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดาบสองคม! ชนวนละเมิดสิทธิ์จังหวัดชายแดน รัฐผวาไม่สงบ ชาวบ้านระแวงอำนาจพิเศษ

หลังจากที่ได้นำเสนอเคสของนายซายูตี สาและ (ร้องถูกตร.ซ้อม ยัดยาบ้า ใส่กุญแจมือคาเตียง รพ. ผบก.ปัตตานี ลั่น ถ้าทำจริงไม่เอาไว้) ที่อ้างว่าถูกชายกลุ่มหนึ่งเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบรุมซ้อมปางตาย ก่อนถูกยัดยาบ้า จนตัวเองต้องหาเงินมาประกันตัว เพื่อสู้คดีพร้อมแจ้งความชุดจับกุม 4 คน ในข้อหาทำร้ายร่างกายนั้น

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะนำเสนอแนวทางการต่อสู้คดี รวมทั้ง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่สีแดงที่มีแต่ความรุนแรง ซึ่งขึ้นแท่นการร้องเรียนเรื่องถูกซ้อมทรมานมากที่สุดในเมืองไทย

วิเคราะห์ทางสู้คดี..ทนาย เชื่อ ตัวละครทั้ง 4 อาจเกี่ยวข้องกัน มีซายูตีเป็นเหยื่อ

นายสายัณห์ สุขจันทร์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในคดีดังกล่าว เปิดเผยกับทีมข่าวว่า สำหรับคดีนี้ ต้องแยกเป็น 2 คดี คือ คดียาเสพติด หลังจากที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหา จึงได้ตั้งทนายเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป และเมื่อต่อสู้เสร็จจนมีคำพิพากษาของศาลออกมาแล้ว จากนั้น จะมาวางแผนดำเนินคดีกับตำรวจชุดจับกุมอีกครั้ง เพราะหากศาลพิเคราะห์แล้วว่าคดีนี้มีการยัดข้อหา แต่งตั้งพยานหลักฐานเท็จขึ้นมา เพื่อที่จะตั้งข้อหาให้ทางผู้เสียหายให้ได้รับความเดือดร้อน ทางผู้กระทำก็จะมีความผิด สามารถจะฟ้องตั้งแต่ สตช.ไปจนถึง สภ.มายอได้ เพราะเป็นหน่วยงานต้นสังกัดที่ต้องรับผิดชอบ

ส่วนคดีทำร้ายร่างกาย ตอนนี้ผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ กับพนักงานสอบสวนแล้ว หลังจากนี้ต้องตามคดี เพื่อให้ส่งไปให้อัยการให้เร็วที่สุด เนื่องจากมีหลักฐานปรากฏชัด เช่น ใบชันสูตรจากโรงพยาบาล ภาพถ่ายที่เห็นว่าร่างกายบาดเจ็บ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่อ้างว่า เป็นการสกัดการหลบหนี จะต้องใช้อำนาจไม่เกินขอบเขต เช่น ใช้อาวุธในการต่อสู้ขัดขืน แต่ในลักษณะเคสของซายูตี เป็นช่วงกลางคืน ตัวคนเดียว ไม่มีอาวุธ แต่ถูกซ้อมเกินกว่าเหตุ เข้าข่ายมาตรา 157 และร่วมกันทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตราย บาดเจ็บสาหัส แก่ร่างกายและจิตใจ ในส่วนนี้สามารถดำเนินคดีได้ทันที

สำหรับแนวทางการสู้คดีนั้น ที่ผ่านมามีฎีกาเรื่องการทำร้าย ยัดยาบ้า เยอะพอสมควร ศาลจะใช้แนวฎีกาว่า ในเคสที่ผู้ต้อหาปฏิเสธและถูกทำร้ายร่างกาย พฤติการณ์น่าเชื่อถือได้แค่ไหน ว่ายอมให้ทำร้ายร่างกายเพื่อที่จะปฏิเสธของกลางว่าไม่ใช่ของตัวเอง และพยานแวดล้อม พฤติการณ์ที่ตำรวจดักจับก็ไม่สมเหตุสมผล ว่า เหตุใดมาดักจับกลางคืน และประวัติค้ายาไม่มีก็ต้องไปรอดูที่ศาล รวมทั้ง บาดแผลที่โดนทำร้ายด้วย

“ในมุมมองทนายมองว่า เรื่องนี้ 50-50 ไม่กล้าฟันธงว่าสู้ได้ 100% และเชื่อว่าตัวละครทั้ง 4 คนเกี่ยวข้องกัน โดยมีซายูตีเป็นเหยื่อ ถูกล่อหลอกให้ตำรวจไปจับ และคิดว่า น่าจะมีลายนิ้วมือของซายูตีบนหลอดยาบ้า เพราะตอนนั้นเขาไม่รู้สึกตัว อะไรก็เกิดขึ้นได้” นายสายัณห์ให้ความเห็น

กสม.รับเรื่องแล้ว! จ่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซายูตี ถูกละเมิดสิทธิ์หรือไม่

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ รองประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เนื่องมาจากพี่สาวของซายูตี มาร้องขอความช่วยเหลือจากกรรมการสิทธิฯ โดยอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ และได้ทำหนังสือถามไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วย ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์หรือไม่ เพราะกำลังตรวจสอบอยู่ พยายามหาหลักฐานให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะสรุป และออกรายงานการตรวจสอบ

ทั้งนี้ ในเรื่องของยาเสพติดคงต้องไปสู้คดีพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริงเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการถูกทำร้าย กรรมการสิทธิฯ ได้ไปเยี่ยมตอนอยู่โรงพยาบาล โดยตัวผู้ร้องจำหน้าเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ ซึ่งต้องไปดูหลักฐานของทางเจ้าหน้าที่ด้วยว่า ขณะที่จับกุมมีใครบ้าง และในส่วนการบาดเจ็บ หากชุดที่จับกุมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องดูว่าเจ้าหน้าที่ใช้กำลังได้สัดส่วนหรือไม่

สำหรับการที่ซายูตีถูกใส่กุญแจมือระหว่างทำการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล เนื่องจากเวลาที่นำผู้ต้องหาไปโรงพยาบาล ควรจะมีสถานที่ควบคุมตัวเพื่อป้องกันการหลบนี้ ส่วนการนำไปอยู่ร่วมกับผู้ป่วยทั่วไป ไม่มีห้องเฉพาะ เจ้าหน้าที่จะใช้วิธีใส่กุญแจมือ หรือกุญแจเท้าล่ามไว้กับเตียง เพื่อกันการหลบหนี แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ได้สัดส่วนกับฐานความผิดหรือไม่ เช่น ความผิดของเขามีโทษสูงไหมในการใส่กุญแจมือเพื่อป้องกันการหลบหนี

3 จังหวัดชายแดนใต้ ถูกละเมิดสิทธิ์มากที่สุด!

นางอังคณา ยังกล่าวต่อว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิ์ในประเทศไทยนั้น พื้นที่ที่มีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ น่าจะเป็นพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีการวางระเบิด ยิงผู้บริสุทธิ์ ถือได้ว่า เป็นสถานการณ์ที่มีความรุนแรงและมีการใช้อาวุธจากฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ จึงทำให้สถานการณ์ในภาคใต้แตกต่างไปจากสถานการณ์ที่อื่น ซึ่งอาจจะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประท้วง แต่ก็ยังไม่มีลักษณะในการใช้ความรุนแรงในการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ หรือว่าตอบโต้กับประชาชน

“ในพื้นที่มีทั้ง ฝ่ายรัฐและฝ่ายเห็นต่างกับรัฐ เมื่อมีการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายหนึ่ง ก็ทำให้อีกฝ่ายใช้ความรุนแรงไปด้วย ยกตัวอย่างกรณีที่บางครั้ง เจ้าหน้าที่ไปวิสามัญฆาตกรรมในกรณีที่อาจจะมีการทรมาน หรือการละเมิดสิทธิ์ ก็อาจจะเป็น ‘ข้ออ้าง’ ให้อีกฝ่ายใช้ความรุนแรง ‘ตอบโต้’ รัฐ หรือพอเวลาที่มีผู้ก่อความไม่สงบใช้ความรุนแรง รัฐเองก็จะใช้ความรุนแรงตอบโต้ แต่ว่าในความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การจะใช้ความรุนแรง ก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทำได้เท่าที่จำเป็น ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้” รองประธานฯ ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อธิบาย

นั่งห้องเย็น ยืนทั้งวัน ซ้อม! ‘ทรมาน’ หรือ ‘ปฏิบัติการ’ ของ จนท.รัฐ?

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า เรื่องที่มีการร้องเรียนเข้ามามากเป็นเรื่อง ‘การซ้อมทรมาน’ ซึ่งการซ้อมจะมี 2 ช่วง คือ ‘ช่วงจับกุม’ เจ้าหน้าที่จะอ้างว่าผู้ต้องหาหนี ขัดขืน จึงต้องใช้กำลัง และ ‘ช่วงควบคุมตัว’ หลังจากที่จับกุมไปแล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากในพื้นที่มีแต่ความรุนแรง เช่น การวางระเบิด ยิงต่อสู้ ทำให้เมื่อเจ้าหน้าที่จับกุม ควบคุมตัว ในบางครั้งขั้นตอนของการสอบสวน เจ้าหน้าที่จะใช้คำว่า ‘ปฏิบัติการ’ หรือ ‘กรรมวิธี’ ขณะเดียวกัน ทางผู้ร้องเรียนจะร้องว่า ถูกกดดัน ถูกทรมาน เช่น การอยู่ในห้องเย็น หรือว่าให้ยืนทั้งวัน มีบ้างที่ถูกทำร้ายและมีบาดแผล

แต่การหาพยานหลักฐานก็ไม่ง่าย เนื่องจากเวลาที่ถูกทรมานหรือโดนซ้อม กว่าญาติจะเข้าเยี่ยมก็อาจจะ 2-3 วัน ถึงแม้จะมีใบรับรองแพทย์ แต่ก็บอกไม่ได้ว่าใครเป็นคนทรมาน หรือบางทีแผลหายไปแล้ว เพราะใช้วิธีการให้นั่งในห้องที่มีอากาศเย็น เป็นต้น ซึ่งก็ยากที่จะหาหลักฐาน

“กรรมการสิทธิฯ เคยมีข้อเสนอแนะว่า ในการตรวจร่างกาย ควรจะมีการตรวจร่างกายตอนที่แรกรับเข้าไป และหลังจากนั้น ก่อนปล่อยตัวให้ตรวจร่างกายอีกครั้ง และหากว่าในระหว่างการถูกควบคุมตัวมีการร้องเรียนว่าถูกทรมานก็ขอให้ผู้เสียหาย ได้มีโอกาสพบแพทย์ที่ตัวเองไว้ใจ เพื่อให้เขาสบายใจ แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับจากทางเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่า หากนำตัวไปหาหมอที่โรงพยาบาลอื่นอาจจะหลบหนี” นางอังคณา กล่าว

หวาดระแวง สู่ ความรุนแรง! กฎหมายพิเศษให้อำนาจ จนท.รัฐ

นางอังคณา กล่าวถึง ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น เจ้าหน้าที่มีกฎหมายพิเศษที่เป็นเครื่องมือให้ เช่น กฎอัยการศึก สามารถนำตัวมาควบคุมได้ 7 วัน โดยที่ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สามารถเชิญตัวมาให้ข้อมูลได้โดยที่ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาเช่นกัน แต่ต้องขอหมายศาล และควบคุมตัวได้ครั้งละ 7 วันแต่ไม่เกิน 30 วัน เจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจตามกฎหมาย

แต่การที่บอกว่า เหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้มีความรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง และเจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเอง แต่การที่จะใช้ความรุนแรงได้ ต่อเมื่อเกิดกรณีที่มีความจำเป็นไม่ใช่ว่าในทุกสถานการณ์จะทำได้ และไม่สามารถใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้

“เจ้าหน้าที่บางคนอาจจะระแวงว่า ผู้ต้องหามีอาวุธร้ายแรง เพราะฉะนั้น ด้วยความหวาดระแวงก็อาจจะใช้ความรุนแรง ตรงนี้คงต้องปรับปรุงทัศนคติของเจ้าหน้าที่ด้วย จริงๆ แล้วหากเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เช่น การจับกุม มีทักษะ ก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่สามารถที่จะจับกุมได้โดยที่ไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ หรือละเมิดสิทธิ์ประชาชน” รองประธานฯ ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อธิบาย

กสม.แนะ หากโดนละเมิดสิทธิ์ต้องยืนยันความบริสุทธิ์ อย่ารับสารภาพ

ในอดีตจนถึงปัจจุบันยังคงมีปัญหาการซ้อมรับสารภาพอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกซุกไว้ใต้พรม ไม่มีอยากพูดถึงเรื่องนี้ ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้แนะแนวทางหากโดนละเมิดสิทธิ์ ว่า อันดับแรก ต้องยืนยันความบริสุทธิ์ หากไม่ได้ทำก็ต้องยืนยันว่าไม่ได้ทำ ถึงแม้ว่าจะถูกกดดันอะไรก็แล้วแต่ อย่างบางคนเมื่อรับสารภาพไปแล้ว เวลาที่คดีขึ้นสู่ศาลก็ยากที่จะปฏิเสธ

เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ได้ทำผิดก็ต้องยืนยันว่าไม่ได้ทำ และถึงแม้จะถูกควบคุมตัว ทุกคนก็มีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญต้องได้รับการสันนิษฐานก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องให้ผู้ถูกควบคุมตัวมีโอกาสที่จะได้พบกับทนายความ หรือญาติพี่น้อง ซึ่งเมื่อมีการได้พบญาติ ทำให้สามารถบอกกับญาติได้ว่า ถูกซ้อม หรือถูกทรมาน

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถที่จะมาร้องเรียนกับหน่วยงานที่มีอำนาจในการตรวจสอบ เช่น คณะกรรมการสิทธิฯ ศูนย์ดำรงธรรม และมีสิทธิ์ในกรณีที่ถูกฟ้อง ดำเนินคดี หากไม่มีทนาย หรือ เงินค่าประกันตัวก็สามารถร้องขอในกองทุนยุติธรรมได้ด้วย

เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิ์ “ความไว้ใจ” ระหว่างรัฐกับประชาชนก็จะลดลง
และยิ่งทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้ยาก
ดังนั้น การที่จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
เจ้าหน้าที่ก็จะต้องสร้าง "ความไว้เนื้อเชื่อใจ" กับประชาชน
และไม่กระทำการใดที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิ์

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ร้องถูกตร.ซ้อม ยัดยาบ้า ใส่กุญแจมือคาเตียง รพ. ผบก.ปัตตานี ลั่น ถ้าทำจริงไม่เอาไว้

ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่สีแดงที่มีแต่ความรุนแรง ซึ่งขึ้นแท่นการร้องเรียนเรื่องถูกซ้อมทรมานมากที่สุดในเมืองไทย 8 ก.ย. 2561 16:53 11 ก.ย. 2561 05:11 ไทยรัฐ