วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มีอำนาจแต่ต้องรู้ปัญหาด้วย

มีอำนาจแต่ต้องรู้ปัญหาด้วย

โดย สายล่อฟ้า
6 ก.ย. 2561 05:01 น.
  • Share:

5 ปี คสช.วังวนขัดแย้ง

ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้อ้างถึงผลการวิเคราะห์ของธนาคารโลกถึงความขัดแย้งในประเทศไทย ยังดำรงอยู่แม้จะผ่านการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

ปัญหาของประเทศไทยนั้นมีอยู่ 3 อย่าง

1.การปกครองรวมศูนย์อำนาจและมีกฎหมายที่ไม่ดีเท่าที่ควร

2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ ได้สร้างความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคม จนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง

3.ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์ได้ยุติผลในเชิงบวก เพราะเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 3% เท่านั้น ถือว่าเป็นการเติบโตต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย

“ความเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยช้ากว่าประเทศในเออีซีนั้น แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์พัฒนาประเทศที่ทำมา 30 ปีนั้นหมดมนต์ขลังแล้ว

จากสถิติพบว่า คนไทยเพียง 1% ครองความมั่งคั่ง หรือมีเพียง 50 คนที่ถูกจัดว่าเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินรวมกันคิดเป็น 30% ของจีดีพีของประเทศ แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของไทยไม่มั่นคง”

ธนาคารโลกได้วิเคราะห์อีกว่าในปี 2559 พบว่าการเจริญเติบโตของไทยไปได้ดี แม้จะผ่านการรัฐประหารมาหลายรอบ แต่เมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมและได้ตั้งข้อสังเกตจะทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล

หมายถึง ความขัดแย้งตั้งแต่ปี 2549-2557

และจะยังมีอีกต่อไปแม้ความขัดแย้งจะสงบได้ แต่นั่นเป็นเพราะอำนาจสูงสุดของ คสช. แต่เมื่อถึงวันเลือกตั้งแล้วรากฐานของความแตกแยกยังอยู่ การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลจะทำได้ยาก

ว่าไปแล้วข้อสรุปของธนาคารโลกถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเป็นผลให้เกิดสภาวะการดำรงอยู่ของปัญหา

สังเกตให้ดีว่าผลการสำรวจจากซูเปอร์โพลล่าสุด ที่ประชาชนระบุว่า 54.7% คาดว่าความร้อนแรงทางการเมืองจะเพิ่มขึ้น

ไม่ต่างไปจากสวนดุสิตโพล ที่ระบุว่าประชาชน 48.96% เห็นว่าหากปลดล็อกการเมืองกังวลว่า เกิดความขัดแย้ง บ้านเมืองวุ่นวาย 35.76% เชื่อว่ากลุ่มต่างๆจะออกมาเคลื่อนไหวประท้วง

25.35% ระบุว่าจะมีการหาเสียงรุนแรงโจมตีกัน

ดูเหมือนว่า นอกจากธนาคารโลกจะชี้ผลถึงความขัดแย้งเท่านั้น แต่คนไทยก็ยังมองตรงกันด้วยความรู้สึกว่าความขัดแย้งยังดำรงอยู่และจะเข้มข้นขึ้นเมื่อมีเงื่อนไขและสถานการณ์ที่เหมาะสม

เพียงแต่ว่าธนาคารโลกวิเคราะห์จากพื้นฐานความเป็นมาจนเกิดปัญหา แต่ประชาชนส่วนใหญ่คงมองด้วยความรู้สึกและสิ่งที่ได้สัมผัสอยู่

มีความพยายามจาก คสช. ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ซึ่งถึงวันนี้ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้แล้ว เพราะวิธีการที่กระทำนั้นเป็นเรื่องที่น่าจะพูดได้ว่าหากทำอย่างนี้แล้ว...คิดว่าจะแก้ไขได้แต่ความจริงมันล้ำลึกกว่านั้นมาก

เพราะเป็นเรื่องของระบบและโครงสร้างของประเทศ

ไม่ใช่เรื่องลอยหรือเกิดเพราะนักการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะความเป็นนักการเมืองที่ขันอาสาเพื่อเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขนั้นกลับกลายเป็นตัวปัญหาขึ้นมาอีก

แต่ในทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหา ทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าต่อไป หยุดนิ่งไม่ได้ เพราะทุกอย่างต้องมีการขับเคลื่อนเพียงแต่ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

คนที่ขออาสานำประเทศต้องถามตัวเองด้วยว่าคุณพร้อมและรู้ปัญหาหรือยัง...

“สายล่อฟ้า”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้