วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


รู้ลึก 'ไข้หวัด' ที่เป็นไม่รู้จักหาย แถมกินยาผิด เสี่ยงตายได้

เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ใครๆ ก็เป็นหวัด วันนี้ ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะพาไปรู้จัก "ไข้หวัด" ว่าเป็นอย่างไร และมีสาเหตุที่แท้จริงจากอะไร รวมไปถึงอาการ และวิธีรักษาไข้หวัดด้วย พร้อมจะกล่าวถึงโทษภัยของการรักษาไข้หวัดแบบผิดวิธี โดยเฉพาะการ "ดื้อยา" จากการที่ซื้อ "ยาปฏิชีวนะ" มากินเอง ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตปีละกว่า 30,000 คน

ฟังแล้วก็ต้องร้อง..อื้อหือ!! นี่เราแค่จะรักษาอาการหวัด แต่สุดท้าย การไปกินยาผิดๆ ก็ทำให้เราเสียชีวิตได้ มาค่ะ...วันนี้เราจะมาลบล้างความเชื่อเรื่องการเป็นไข้หวัด โดยเราไปเริ่มรู้จัก "ไข้หวัด" พร้อมๆ กันก่อนเลยค่ะ

สาเหตุการเกิด

ไข้หวัดเกิดได้จากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย โดยไข้หวัดจากเชื้อไวรัส ถือเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจส่วนต้น ที่กระทบต่อจมูกและคอ ซึ่งมักจะหายไปได้เองภายใน 7 วัน

อาการไข้หวัด

ผู้ป่วยมักมีอาการคออักเสบ มีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก มีไข้ เจ็บคอ ไอ เสียงแหบจากหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน

คำเตือน!!

อย่าซื้อยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบมารับประทานเอง เพราะไข้หวัดกว่าร้อยละ 90 เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ยาปฏิชีวนะเป็นยารักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่ช่วยลดความรุนแรง หรือช่วยให้หายเร็วขึ้น ที่สำคัญคืออาจทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในร่างกาย กลายพันธุ์เป็น "เชื้อดื้อยา" ได้

วิธีการสังเกต

1. การสังเกตว่าเป็นหวัดจาก "ไวรัส" หรือ "แบคทีเรีย" สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
2. ใช้ไฟฉายส่องในช่องปาก และดูภายในลำคอจากกระจก หรือใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพ

หวัดจาก "ไวรัส"

หากเป็นหวัดจากเชื้อไวรัส จะมีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ คอหอย และต่อมทอนซิลจะเป็นสีแดง เพียงผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำมากขึ้น ดูแลร่างกายให้อบอุ่น กินยารักษาตามอาการ ได้แก่ ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ อาการจะดีขึ้น ไข้จะค่อยๆ ลดลงใน 3-4 วัน และหายเองได้ภายใน 7 วัน ส่วนอาการไออาจจะนานถึง 21 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ไข้ไม่ลดภายใน 2-3 วัน ขอให้ไปพบแพทย์

หวัดจาก "แบคทีเรีย"

สำหรับการติดเชื้อที่เกิดจาก "แบคทีเรีย" จะมีไข้สูง เจ็บที่ต่อมน้ำเหลืองด้านข้างลำคอ คอหอยและต่อมทอนซิลแดงจัด และมีฝ้าขาวหรือตุ่มหนอง ขอให้ไปพบแพทย์ และเมื่อได้รับยาปฏิชีวนะ ขอให้รับประทานยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจนหมด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นก็ตาม เพื่อให้หายขาด ไม่กลับเป็นซ้ำ ลดความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนจากหวัด เช่น หัวใจพิการ เป็นต้น ลดปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตปีละกว่า 30,000 คน

วิธีการป้องกัน "หวัด"

ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส เมื่อหายป่วยร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนั้น แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดมีหลายสายพันธุ์ แตกต่างกันตามช่วงเวลา จึงมีโอกาสติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นอีก ดังนั้นควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการป่วย โดยพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้มือสัมผัสใบหน้าตนเองโดยไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัด

ไข้หวัดใหญ่

สำหรับไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการรุนแรงกว่า จึงขอให้กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี  ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หญิงที่ตั้งครรภ์อายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ และลดการเสียชีวิต ทั้งนี้จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานตั้งแต่ 1 มกราคม–27 สิงหาคม ทั่วประเทศพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 95,239 ราย จาก 77 จังหวัด เสียชีวิต 14 ราย.

ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะพาไปรู้จัก ไข้หวัด ว่าเป็นอย่างไร และมีสาเหตุที่แท้จริงจากอะไร รวมไปถึงอาการ และวิธีรักษาไข้หวัดด้วย พร้อมจะกล่าวถึงโทษภัยของการดื้อยา... 3 ก.ย. 2561 22:28 4 ก.ย. 2561 11:53 ไทยรัฐ