วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตกม้าตาย ลอกแบบ ปรับผังแม่บท เจาะปมดราม่าสร้าง Terminal 2 สุวรรณภูมิ

คุณว่า “คล้าย” หรือไม่..?

หลายคนตั้งคำถาม กับเรื่องราวดราม่าล่าสุดของ ผู้ชนะการออกแบบอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่กลับ “ตกม้าตาย” เพียงเพราะกระดาษใบเดียว โดยไม่ได้ยื่นเอกสารตามกติกาตามที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กำหนด โดย “ไม่ได้ยื่นต้นฉบับใบเสนอราคา ที่ได้รับจาก ทอท.เท่านั้น ใบเสนอราคานอกเหนือจากนั้นจะไม่รับพิจารณาโดยเด็ดขาด!”

แต่...ที่ดราม่าหนักหน่วงกว่า คือ กลุ่มที่ได้คะแนนเทคนิคเป็นอันดับ 2 คือ ดีบีเอแอลพี-นิเคนเซกเก หรือกลุ่มของ นายดวงฤทธิ์ บุนนาค ซึ่งกลายเป็นผู้ชนะเพราะที่ 1 กลับแพ้ฟาล์ว กลุ่มนายดวงฤทธิ์จะได้รับงานมูลค่า 329,560,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่ถูกชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่า “คล้ายมีการลอกแบบ” มาจากต่างประเทศ​ โดยเฉพาะคอนเซ็ปต์ “ป่าไม้” ซึ่งออกมาคล้ายกับ สะพานไม้ยุสุฮาระ ของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้นำกลุ่ม นายดวงฤทธิ์ ได้ออกมาปฏิเสธทันควัน พร้อมกับยืนยันว่า ที่ผ่านมา เคยคิดและพัฒนางานไม้มาโดยตลอด ซึ่งมีหลักฐานจากผลงานเก่าๆ ที่เคยทำไว้

ในฐานะที่ปรึกษาของ ทอท. ในการประกวดแบบ และอีกขาหนึ่งก็เป็น “ผู้คุมกฎ” ของ “สถาปนิก” จึงอดรนทนไม่ไหว..ต้องออกมาแถลงข่าว พร้อมเปิดใจกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ นำโดย พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน นายกสภาสถาปนิก นายชาญณรงค์ แก่นทอง อุปนายกสภาสถาปนิกคนที่ 2 และ พล.อ.ต.ม.ล.ประกิตติ เกษมสันต์ เลขาธิการ สภาสถาปนิก

เปิดหลักเกณฑ์ การคัดเลือกแบบ อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ

พล.อ.ต.ม.ล.ประกิตติ เลขาธิการสภาสถาปนิก อธิบายถึงต้นสายปลายเหตุในการคัดเลือกแบบอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ที่ทาง ทอท. กำหนดว่า ใช้เกณฑ์คุณภาพในการตัดสินเลือกผู้ออกแบบ ซึ่งเกณฑ์คุณภาพ หมายถึง การพิจารณาเฉพาะด้านเทคนิค โดยไม่ใช้ราคาเป็นส่วนประกอบในเกณฑ์ตัดสิน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางหลักการวิชาชีพสถาปัตยกรรม ตลอดจนแนวทางตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

ทอท. ได้ใช้ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของ ทอท. เอง โดยมีบุคลากรภายใน จัดจ้างบุคคลภายนอก และมีการเชิญสภาสถาปนิก เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา แต่ถึงแม้จะไม่นำเรื่องราคาในเป็นเกณฑ์ตัดสิน แต่ “ราคา” ก็เป็น “สาระสำคัญ” ส่งผลให้คณะกรรมการตัดสินใจตัดสิทธิ์ผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1

“ตามหลักทั่วไปแล้ว คณะกรรมการมีสิทธิ์ใช้ดุลยพินิจเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจ้าง หากไม่สามารถตัดสินใจได้ ก็อาจจะหารือหน่วยงานที่มีความชำนาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจ้าง

ห่วงใย 3 ประเด็น ผังแม่บทเปลี่ยน เพราะเหตุใดเร่งรีบประมูลก่อนกฎหมายใหม่ออก 2 วัน

ทั้งนี้ เลขาธิการสภาสถาปนิก ยังกล่าวด้วยว่า ทางสภาสถาปนิก ได้มีความห่วงใยในการจัดซื้อจัดจ้างใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย

1.เรื่องศึกษาความเหมาะสม การจัดทำโปรแกรมความต้องการใช้สอยขนาดใหญ่ ควรจะมีที่ปรึกษาโครงการ
2.พื้นที่ก่อสร้างไม่ตรงกับผังแม่บท ไม่ตรงกับมาสเตอร์แพลนของเดิม ที่เราวางผังให้กับสนามบินนี้ไว้
3.ทอท.ได้เร่งรัดก่อน ประกาศจัดซื้อจัดจ้างก่อนหน้า 2 วันที่ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 จะประกาศใช้ ทำให้เกิดปัญหาในรายละเอียดตามมาก ทำให้ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะเรื่องการที่ไม่ได้ใช้วิธีการ “ประกวดแบบ” ทำให้ผู้มีเสนอรับงานครั้งนี้น้อยราย และยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมา ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน..

“ทอท.​ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่การเร่งรีบจะทำให้เสียโอกาสที่จะได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน ตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ 2 ขั้นตอนคือ 1.คือการประกวดแนวคิด และ 2.ผู้ที่ได้ผ่านการคัดเลือกรอบแรก จะสามารถร่วมกับบริษัทที่มีความสามารถในการยื่นแข่งขันรอบที่ 2 จากนั้นก็จะตัดสินจากคะแนนที่ได้ด้านเทคนิคมากที่สุด”

พล.อ.ต.ม.ล.ประกิตติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องแผนแม่บทที่เปลี่ยนไปนั้น ปกติก็มีการปรับปรุงแผนแม่บทสามารถทำได้ตลอด แล้วแต่เจ้าของ แต่แบบเดิมมีการออกแบบให้สามารถขยับขยายให้ขนานกับทางรันเวย์ แต่เมื่อไปมีการปรับระบบขนส่งที่ถูกออกแบบไว้ก็อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม

“ผังแม่บทเป็นสิทธิ์ของเจ้าของ ที่จะแก้ แต่เราเองมีเพียงความกังวล ซึ่งคิดว่า ทาง ทอท. เป็นผู้ตอบได้ดี” พล.ร.อ.ฐนิธ นายกสภาสถาปนิก กล่าว

ข้อดี พ.ร.บ.ใหม่ ประกวด 2 ขั้นตอน จะได้ไอเดียหลากหลาย เปิดโอกาสบริษัทเล็กคว้างานใหญ่

นายกสภาสถาปนิก เล่าย้อนในประเด็นนี้ ที่มาการประกวด 2 ขั้น เริ่มต้นใช้ตั้งแต่ก่อสร้าง สำนักงานสภาสถาปนิก เป็นแห่งแรก จากนั้นก็นำมาใช้อีกครั้งตอนประกวดแบบรัฐสภา ซึ่งตอนนั้นตนเป็นผู้เขียน TOR เอง จึงสามารถนำข้อกำหนดแบบนี้มาใช้ได้

“การสร้างตึกสภาสถาปนิก คือ ต้นแบบ การเน้นดีไซน์ (ออกแบบ) ไม่ใช่ ฟังก์ชัน (การใช้งาน) หากสภาสถาปนิกมีสถานที่ทำงานไร้ดีไซน์ ก็จะเป็นสภาสถาปนิกไม่ได้ ดังนั้น การที่เราจะเอาหน้าตาที่แปลกใหม่ จากบริษัทใหญ่ 10 บริษัท เราอาจจะไม่ได้หน้าตาที่แปลกใหม่เลยก็ได้ เราก็เลยเกิดแนวคิดในตอนนั้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนจบใหม่ ก็สามารถยื่นแบบประกวดได้ ผลที่ได้จึงได้มีผู้สนใจส่งแบบประกวดมากมาย”

ขั้นตอนที่ 2 คือ ต้องเอาคนที่ทำตึกได้ คือ รู้ฟังก์ชัน เอาฟังก์ชัน มาใส่ในหน้าตาแบบนี้ โดยอาจจะต้องไปจับมือกับบริษัทที่ทำงานขนาดใหญ่ เพื่อมาร่วมประกวดขั้นตอนที่ 2 แต่ถ้าเรากำหนดสเปกมาเลย ว่าเอาบริษัทที่พร้อมจริงๆ เราก็อาจจะไม่ได้ไอเดียจากบริษัทเล็กที่มีความหลากหลาย

เบื้องหลัง สภาสถาปนิก กับบทบาทในการร่วมเป็นที่ปรึกษา ประมูล อาคารผู้โดยสารสุวรรณภูมิ

เลขาสภาสถาปนิก เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า ก่อนที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้างของ ทอท. ได้เชิญตนเข้าไปพูดคุย ตนจึงแนะนำไปว่า ปกติแล้ว การแข่งขันการออกแบบ จะไม่เน้นให้แข่งขันด้านราคา อัตราค่าบริการก็ควรจะได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลงานคุณภาพ หลังจากนั้น ทาง ทอท. ก็ออก TOR ออกมา ซึ่งครั้งแรก ยังไม่มีใครยื่นประมวล กระทั่งครั้งที่ 2 มีผู้ยื่นมา 4 ราย

การตัดสินนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน และทราบว่ามีคณะกรรมการบางท่านได้ถอนตัวออกไป จากนั้น ทอท.​ ได้ทำหนังสือเชิญ สภาสถาปนิกให้เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการคัดเลือก เราได้พิจารณากันแล้วว่า “เราจะเข้าไปร่วมในช่วงท้าย..ทั้งที่ไม่ทราบรายละเอียดข้อมูลที่เขาดำเนินการมาตั้งต้นไม่ได้ เราจึงตอบปฏิเสธที่จะเป็นคณะกรรมการ แต่ยินดีที่จะร่วมเป็นที่ปรึกษาแทน”

ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์การตัดสินนั้น เราไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์การตัดสินนั้นอยู่ใน TOR อยู่แล้ว

“จะเรียกว่าเป็นที่ปรึกษา หรืออีกนัยก็คือ “ผู้สังเกตการณ์” เสียมากกว่า โดยมีการแสดงข้อคิดเห็นบ้างนิดหน่อย.. ที่ผ่านมา คนเข้าใจว่า “ที่ปรึกษา” ในที่นี้จะดูแลทุกขั้นตอน แต่ว่า “ที่ปรึกษา” ของเรา คือเข้าไปทีหลัง โดยเขาทำทุกอย่างทุกขั้นตอนไปแล้ว เราเข้ามาในช่วงที่จะมีการตัดสินแล้ว” นายกสภาสถาปนิก กล่าวเสริม

ทำไมถึงมีการเชิญในช่วงโค้งสุดท้าย ทอท.ต้องการเครดิต จากสภาสถาปนิกหรือไม่! นายกสภาสถาปนิก ตอบว่า ตนก็ไม่ทราบเหตุผล.. แต่การดำเนินการของ ทอท. แตกต่างจากตอนที่ตนไปเป็นที่ปรึกษาโครงการสร้างรัฐสภา ซึ่งตนได้เข้าไปร่วมตั้งแต่ต้นโดยมีหนังสือเชิญเป็นลายลักษณ์อักษรจากรัฐบาล จากนั้นก็ได้เข้าไปร่วมทำงานกับ กรมโยธาธิการและผังเมือง เราเขียน TOR ตั้งแต่เริ่มก่อนการประกวดกระทั่งจบ

ลอก ไม่ลอก บทบาทสภาสถาปนิก กับการลงโทษ คนแตกแถว

พล.ร.อ.ฐนิธ กล่าวว่า ตามข้อบังคับสภาสถาปนิก ว่าด้วยเรื่องจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสถาปัตยกรรม 2558 ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า “ห้ามลอก”

ในข้อ 23 ระบุไว้ว่า ผู้ประกอบวิชาชีพต้องไม่ลอก หรือ ใช้แบบ รูป แผนผัง ผัง หรือ เอกสารที่เกี่ยวกับงานของผู้ประกอบวิชาชีพรายอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่เป็นการนำงานเดิมมาใช้เพื่อการซ่อมแซม ดัดแปลง ปรับปรุง ต่อเติม หรือเคลื่อนย้ายหรือเป็นการเผยแพร่ผลงานเพื่อการศึกษาภายใต้กฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์

ตรงนี้คือหน้าที่ของสภาฯ ชัดเจน ซึ่งในเรื่องนี้ นายชาญณรงค์ อธิบายเพิ่มว่า คำว่า “ลอก” คือ การคัดลอก หรือ ทำซ้ำจากต้นแบบ หรือ นำความคิดจากบุคคลที่คิดไว้ก่อน (ต้องพิสูจน์ได้) ก็จะเข้าข่ายว่าลอก

รูป - รูปร่าง รูปทรง ที่คนอื่นทำไว้ก่อน
แผนผัง หรือ ผัง - ส่วนใหญ่ผังจะย่อ จะมีการมองจากข้างบนลงมา การใช้พื้นที่ต่างๆ สอดคล้องกับสิ่งที่คนอื่นเคยทำมาหรือไม่ นอกจากนี้ ยังดูไปที่เอกสารที่ผู้อื่นเคยทำ เช่น วัสดุที่ใช้ประกอบแบบ หากผู้อื่นเคยทำ หากนำมาใช้ก็เข้าข่ายการลอก

“การนำมาใช้โดยไม่ได้รับจากผู้ประกอบวิชาชีพ ก็จะถูกตีความว่าลอก”

นายชาญณรงค์ กล่าวว่า สำหรับงานออกแบบสุวรรณภูมิ กลุ่มของคุณดวงฤทธิ์ มีการยืนยันว่า มีลักษณะที่เคยทำในอดีต ดังนั้น สภาสถาปนิกเองคงไม่สรุปว่าแบบของคุณดวงฤทธิ์ “ลอกแบบ” หรือ “เข้าข่าย” ตามข้อ 23 หรือไม่ คงต้องดูข้อบังคับสภาสถาปนิก ตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสถาปัตยกรรม 2558 มาพิจารณา แต่สภาฯ ก็มีเปิดช่องไว้ หากเรื่องนี้จำเป็นต้องมีข้อยุติ ก็จะดูตามข้อบังคับตามาตรา 53 บุคคลซึ่งได้รับความเสียหาย หรือ ได้พบการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตมีสิทธิ์กล่าวหาผู้ที่ได้รับใบอนุญาตนั้นว่า ผิดจรรยาบรรณ และสามารถยื่นเอกสาร เพื่อให้สภาสถาปนิกได้มีการตรวจสอบ ซึ่งรายละเอียดการตรวจสอบนั้น ทางสภาฯ ก็ต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม นอกจากนี้ก็ต้องฟังคำชี้แจงของผู้กล่าวหา

“ปัจจุบัน มีคนออกมาให้ความเห็นการสื่อมากและหลากหลาย เรื่องนี้อยากให้สมาชิกคำนึงด้วย เพราะตามข้อบังคับ ข้อที่ 9 ที่ระบุว่า ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพต้องไม่กระทำการใดๆ อันให้เสื่อมเสียต่อวิชาชีพ และข้อ 24 ระบุว่าไม่ควรทำอะไรที่ให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ผู้ประกอบวิชาชีพรายอื่น ซึ่งเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหาย”



อุปนายกสภาสถาปนิกคนที่ 2 กล่าวต่อว่า สภาฯ มีคณะกรรมการอยู่แล้ว แต่กระบวนการตั้งกรรมการสอบ ต้องเริ่มต้นด้วยการมีผู้ร้องมายังสภาฯ ซึ่งผู้ร้องฯ นั้น อาจจะเป็นผู้เสียหาย หรือ ผู้พบเห็นว่าเข้าข่ายการกระทำผิด ส่วนขั้นตอน จะต้องมีการร้องเรียนไปยัง เลขาสภาสถาปนิก ไปสู่คณะกรรมการจรรยาบรรณ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรอง ส่วนระยะเวลาตรวจสอบ นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับรายละเอียด เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งเวลาทั้งหมดขึ้นอยู่กับหลักฐานและรายละเอียด ซึ่งทำตามขั้นตอน จรรยาบรรณ

“ที่ผ่านมา คุณดวงฤทธิ์ ได้นำผลงานทั้งหมดไปชี้แจงในสื่อว่าชอบทำงานไม้มาระยะพอสมควร โดยมีการออกแบบที่ประเทศศรีลังกา ภูเก็ต หรือ จันทบุรี จะเห็นถึงการออกแบบงานไม้ที่มีการทับซ้อนกัน ถามว่าจะเหมือนกับที่สุวรรณภูมิหรือไม่ แต่ละงานนั้นอาจจะมีการพัฒนาขึ้นมา”

หลักเกณฑ์การลงโทษ เคยมาแล้วถอนใบอนุญาต และพักใบอนุญาต 3 ปี เหตุลอกแบบเสนองานรัฐสภา!

“จรรยาบรรณอยู่สูงกว่ากฎหมาย...” เลขาธิการสภาสถาปนิก กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เน้นย้ำเจตนารมณ์สภาสถาปนิก ก่อนอธิบายความว่า...

เวลาเราพิจารณาเรื่องจรรยาบรรณเราจะดูที่คุณธรรม แต่เวลาจะตัดสินลงโทษใครจะดูที่จินตนาการหรือดุลยพินิจอย่างเดียวไม่ได้ เรามีกฎหมายและข้อบังคับมาตัดสินได้ แต่อย่างกรณีที่เกิดขึ้น (ลอกแบบรัฐสภา) กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เราลงโทษเขาในข้อหานั้นได้ ก็เลยลงโทษเขาอีกข้อหาหนึ่ง”

เลขาธิการสภาสถาปนิก อธิบายว่า น้ำหนักของการลงโทษนั้นแบ่งออกเป็น 4 แบบ ประกอบด้วย

1.ตักเตือน ทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
2.ภาคทัณฑ์ หมายถึง การตัดสินลงโทษแล้ว แต่อาจจะเป็นการรอลงอาญา (ถ้าทำผิดอีกจะนำโทษเก่ามารวม)
3.พักใช้ใบอนุญาต พักได้ไม่เกิน 5 ปี
4.ถอนใบอนุญาต (การประหารชีวิตทางวิชาชีพสถาปนิก)

นายกสภาสถาปนิก กล่าวว่า การพักใบอนุญาตนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจของคณะกรรมการจรรยาบรรณ ซึ่งดุลยพินิจของคณะกรรมการแต่ละชุดนั้นแตกต่างกัน จึงบอกได้ยากว่า กระทำผิดแบบไหนถึงพักใบอนุญาต ซึ่งตรงนี้คณะกรรมการแต่ละชุด จะมีเกณฑ์ของเขา เช่น บางชุด ระบุว่ามีผลกระทบต่อสาธารณะ กรรมการชุดนี้อาจจะมีการลงโทษที่รุนแรง ผิดโดยเจตนาและไม่เจตนา โทษก็แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการที่อาจจะแตกต่างกัน

พล.ร.อ.ฐนิธ กล่าวต่อว่า คณะอนุกรรมการสอบสวน ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจ ซึ่งเริ่มต้นจากคณะกรรมการกลั่นกรอง ตรงนี้สำคัญ เพราะจะชี้มูลว่าทำจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีมูลก็ตกไป แต่ถ้ามีมูลก็ต่อด้วยสอบสวน ซึ่งก็ใช้คณะกรรมการจรรยาบรรณ ก็จะเรียกมาพูดคุยสอบสวน จากนั้นค่อยส่งเรื่องให้คณะกรรมการจรรยาบรรณ มีทั้งหมด 7 คน เป็นคนวินิจฉัย 3

“การถอนใบอนุญาตก็เหมือนกับการประหารชีวิตทางวิชาชีพ ซึ่งเท่าที่จำได้ คือมีอยู่ครั้งเดียว ที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมครั้งใหญ่ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว”

เผยแต่ละปีมีสถาปนิกถูกร้องเรียนเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ “มีชื่อเซ็นคุมงานแต่ไม่มา!”

นายกสภาสถาปนิก ยอมรับว่า แต่ละปีมีคนร้องเรียนเข้ามาอยู่เรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง เช่น เซ็นชื่อคุมงานแล้วไม่มาคุมงาน ส่วนคดีที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญา เช่น ปลอมแปลงเอกสาร นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“ส่วนความผิดทางอาญาในลักษณะส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ เราก็ดำเนินการไม่ได้ แม้จะมีผู้มาร้อง แต่เราไม่มีอำนาจพิจารณา”

รวมตอบหลายประเด็นดราม่าของชาวเน็ต

ทีมข่าวฯ ถามว่า ในวงการสถาปนิก เขาคุยกันอย่างไรบ้าง ที่ผู้ชนะประกวดไม่ได้รับงาน เพียงเพราะปัญหาเรื่องเอกสาร พล.ร.อ.ฐนิธ กล่าวว่า เราไม่รู้หรอกว่าแบบไหนดีที่สุด เพราะเราไม่ใช่กรรมการตัดสิน สมมติว่าคะแนนสูสีต่างกัน 1 คะแนน หรือแบบได้คะแนนต่างกันเยอะมาก แต่กลับเลือกรายที่ 2 แบบนี้ต้องถามละว่าทำไมเลือกรายที่ 2

“เรื่องนี้ไม่สามารถวิจารณ์กันได้ เพราะหากพูดอะไรไปก็อาจจะผิดจรรยาบรรณ”

เมื่อถามว่า หากเคสปัจจุบันมีการพบว่าเป็นการ “ลอกแบบ” พล.อ.ต.ม.ล.ประกิตติ ตอบว่า ในทางทฤษฎีนั้นจะถูกตัดสินว่า แบบชิ้นนี้ ไม่มีผู้ออกแบบ จึงไม่สามารถนำมาใช้ก่อสร้างได้

“วัตถุประสงค์ครั้งนี้เราต้องการคนได้คะแนนด้านเทคนิคสูงสุด แต่ตอนนี้ด้วยกฎกติกาข้อบังคับ ทำให้ผู้ชนะไม่ได้คะแนนสูงสุด แบบนี้ก็ต้องลองหาคำตอบกันว่า แบบนี้เป็นประโยชน์หรือไม่..”

เมื่อถามว่า ชาวเน็ตดราม่า เห็นว่า อาคารเก่า กับ อาคารที่จะสร้างใหม่ ต่างกันสุดขั้ว พล.ร.อ.ฐนิธ กล่าวว่า ในส่วนตัวเวลาเรามาสนามบิน หรือลงเครื่องบิน เราแทบไม่เห็นหน้าสนามบินเลย.. เพราะเรานั่งอยู่ในส่วนตรงกลาง เราแทบจะไม่เห็นส่วนที่เป็นสนามบินเลย ไม่ว่าผมไปประเทศไหนก็เป็นแบบนี้หมด แต่เมื่อโผล่มาอีกที ก็เข้ามาในส่วน Terminal ดังนั้น ส่วนตัวคิดว่า สนามบินเก่าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ จะรู้ก็ต่อเมื่อรถวิ่งมาส่งและเดินเข้ามาแล้ว

“สำหรับผมว่าหน้าตาข้างนอกไม่น่าจะแตกต่างกันเท่าไหร่ สำคัญคือ คุณต้องการให้ด้านในตึกเป็นอย่างไรถึงจะได้เอฟเฟกต์” นายกสภาสถาปนิก กล่าว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีรายงานว่า บริษัท เอสเอ กรุ๊ป กลุ่มบริษัทที่ชนะคะแนนด้านเทคนิค แต่ชวดได้งานเพราะขาดเอกสารที่ทาง ทอท. กำหนด ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมกับศาลปกครอง และศาลได้มีการนัดไต่สวนแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมา ทำให้ทาง ทอท. ได้ยืดเวลาการเซ็นสัญญาจ้างงบริษัทกลุ่มของ นายดวงฤทธิ์ ออกไปก่อน ส่วนผลสุดท้าย เราจะได้อาคารผู้โดยสารสุวรรณภูมิ เฟส 2 หน้าตาแบบไหน คงต้องรอดูกันในอนาคต 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

ผู้ชนะการออกแบบอาคารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังจากก่อนหน้านี้ มีดราม่าเล็กๆ มาแล้ว ที่ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดทางเทคนิคจากการประกวด “ตกม้าตาย” เพียงเพราะกระดาษใบเดียว ... 3 ก.ย. 2561 15:45 6 ก.ย. 2561 05:24 ไทยรัฐ