วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เภสัชกร ขอนแก่น พร้อมภาคีเครือข่ายภาคอีสาน ร่วมต่อต้าน พ.ร.บ.ยา

เภสัชกร ขอนแก่น พร้อมภาคีเครือข่ายภาคอีสาน ร่วมต่อต้าน พ.ร.บ.ยา

  • Share:

เภสัชกรขอนแก่น พร้อมภาคีเครือข่ายทั้งภาคอีสาน ร่วมแสดงสัญลักษณ์ต่อต้าน พ.ร.บ.ยา ชี้ ไม่เป็นไปตามหลักสากล ขัดเจตนารมณ์ ไม่มีความปลอดภัย ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชน 

วันที่ 1 ก.ย. 2561 ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.ไพบูลย์ ดาวสดใส คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาคอีสานและเภสัชกรทั่วภาคอีสาน สมาคมศิษย์เก่าเภสัชศาสตร์ภาคอีสาน 3 สถาบัน เครือข่ายเภสัชกรทหาร ตำรวจ 4 เหล่าทัพ กว่า 300 คน ร่วมแสดงสัญลักษณ์ต่อต้าน พ.ร.บ.ยา

นอกจากนี้ เภสัชกร สุโรจน์ แพงมา นายกสมาคมศิษย์เก่าเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อ่านแถลงการณ์เครือข่ายเภสัชกรภาคอีสาน ภาคีด้านสุขภาพและภาคประชาชนภาคอีสานในการคัดค้าน(ร่าง) พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่กรกฎาคม 2561 ว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำเนินการปรับปรุงและยกร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับใหม่กรกฎาคม 2561 เพื่อดำเนินการเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตามลำดับนั้น ซึ่งต่อมาเครือข่ายเภสัชกรภาคอีสานพบว่า ร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับดังกล่าวมีความหละหลวมละเลยความปลอดภัย และขาดการมีส่วนร่วมจนอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน

เครือข่ายเภสัชกรภาคอีสาน ภาคีด้านสุขภาพและภาคประชาชนภาคอีสาน จึงขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับใหม่กรกฎาคม 2561 โดยขอให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาถอนร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับดังกล่าว ไม่เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรณี จำเป็นอย่างยิ่งยวดต้องเสนอโดยไม่สามารถชักช้าได้ ก็เสนอให้นำร่างพระราชบัญญัติยา ที่ผ่านการพิจารณาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและปลอดภัยจากการใช้ยาเป็นร่างหลักเสนอแทน

เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับใหม่กรกฎาคม 2561 นั้นไม่เป็นไปตามหลักสากลขัดเจตนารมณ์ ในการต้องการพัฒนากฎหมายอาญาอีกครั้ง ไม่มีความปลอดภัยและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ อันเนื่องมาจากการใช้ยาต่อประชาชนถ้าหากร่างพระราชบัญญัติยาฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ใน 2 ประเด็นหลัก คือ

1. การแบ่งกลุ่มยาไม่เป็นไปตามหลักสากลขัดกับเจตนารมณ์ในการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติยาซึ่งต้องการแก้ไขเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นโดยการแบ่งประเภทยาใหม่ในร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับดังกล่าวได้แก่ยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาที่ไม่ใช่ยาอันตราย และยาควบคุมพิเศษ และยาสามัญประจำบ้านขณะที่หลักสากลในประเทศต่างๆ จัดแบ่งกลุ่มยาเป็นยาที่จ่ายตามใบสั่งยา ยาที่จ่ายโดยเภสัชกร และยาที่ประชาชนเลือกใช้เองการแบ่งกลุ่มยาตามร่างพระราชบัญญัติยาฉบับดังกล่าวเป็นการย้อนกลับไปใช้การจัดกลุ่มยาตามพระราชบัญญัติยา พ. ศ. 2510 ขณะที่การเสนอปรับแก้กลุ่มยาในครั้งล่าสุด ก็เป็นไปตามหลักสากลและไม่มีใครคัดค้านจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องกลับไปใช้

2. เปิดให้ผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญสามารถผลิตผสมปรุงยา และรวมถึงการจ่ายหรือส่งมอบยาแก่ผู้ป่วยได้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยาเกิดภาระค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าที่ควรจะเป็นส่งผลกระทบต่อการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปตามหลักวิชาเภสัชศาสตร์ และอาจเร่งเร้าให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเชื้อดื้อยาอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น

เครือข่ายเภสัชกรภาคอีสานขอเน้นย้ำว่าร่างพระราชบัญญัติยาฉบับดังกล่าวนี้ไม่ได้บัญญัติขึ้นมาเพื่อให้กับสถานพยาบาลของรัฐ หรือมีผลบังคับใช้คุ้มครองดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในสถานพยาบาลของรัฐแต่อย่างใด แต่เป็นการบังคับใช้กับภาคเอกชน ดังนั้นหัวใจสำคัญคือความปลอดภัยของผู้บริโภคและผู้ป่วยที่จะมารับยาการออกกฎหมายจึงเป็นไปเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัย หาใช่เป็นเครื่องมือซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อระบบยา และระบบสุขภาพอย่างร้ายแรงที่สุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเครือข่ายเภสัชกรภาคอีสานจึงขอคัดค้านและขอให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาถอนร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับใหม่กรกฎาคม 2561 ไม่เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภายใน 15 วัน ซึ่งถ้าไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปประธรรม เครือข่ายเภสัชกรภาคอีสานจะร่วมกับเครือข่ายเภสัชกรภาคใต้ เครือข่ายเภสัชกรภาคเหนือและเภสัชกรภาคตะวันออกและเครือข่ายเภสัชกรภาคกลางและกรุงเทพฯ จะดำเนินการยกระดับการแสดงจุดยืนร่วมกันเพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติยา ฉบับดังกล่าวอย่างที่สุด

ทางด้าน รศ.ดร.ไพบูลย์ ดาวสดใส คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการรวมตัวในครั้งนี้ว่า คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นสถาบันที่ผลิตครู อาจารย์และเภสัชกรมากมาย และการที่เภสัชกร รวมถึงเครือข่ายต่างๆทั่วประเทศนี้ได้ลุกขึ้นมาคัดค้าน พ.ร.บ.ยาในครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะพิจารณา เพราะยาไม่ใช่ขนม และยาเป็นปัจจัย 4 ของประชาชน ใช้รักษาป้องกันโรคให้กับประชาชน และต้องมีการควบคุม เพราะยามีทั้งประโยชน์และโทษ

“ผมแปลกใจว่ามีปัญหามากมายอย่างนี้ มีการต่อต้านทั่วทั้งประเทศทำไมยังมีการนำเสนออยู่ จึงอยากจะวิงวอนว่าควรจะคิดถึงหลักสากล ประโยชน์ของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ อย่าให้เกิดการทำลายประชาชน ขอวิงวอนผู้หลักผู้ใหญ่ วิงวอนทุกภาคส่วนว่า ถ้าเราทำใจเป็นกลางปัญหามี แต่โอกาสก็มีให้เราแก้ไข โปรดรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย” คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้