วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดบ้านเจ้าพ่ออสังหาฯ 'เล็ก-กรมเชษฐ์' ไลฟ์สไตล์สุดสมถะ ยังปลูกผักกินเอง

เปิดบ้านเจ้าพ่ออสังหาฯ 'เล็ก-กรมเชษฐ์' ไลฟ์สไตล์สุดสมถะ ยังปลูกผักกินเอง

  • Share:

รวยล้นฟ้ามั้ย? ไม่รู้!!...รู้แค่ว่า บริษัทกำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้ว แล้วใครเป็นเจ้าของ? ก็ "เล็ก-กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์" นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่ โฮมมี่ อยากไปเปิดบ้านมากๆ หลังเคยฟังสัมภาษณ์ของซีอีโอหนุ่มผู้นี้ จนรู้สึกว่า...คนคนนี้มีแนวคิดวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจไม่น้อย ทำให้เราอยากรู้จักเค้ามากขึ้น และอยากรู้ว่าบ้านในมุมมองของเค้า และไลฟ์สไตล์ของเขาเป็นอย่างไร?

ติดต่อประสานเสร็จสรรพ โฮมมี่ มุ่งหน้าไปยังบ้านนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์วัยหนุ่ม ที่ยังครองและหวงแหนความโสดอยู่จนถึงทุกวันนี้ เรื่องความโสดค่อยว่าทีหลัง มาพูดเรื่องทั่วๆ ไปกันก่อน เริ่มต้นที่ประวัติของผู้ชายคนนี้

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

"เล็ก กรมเชษฐ์" นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ แอสเซทไวส์ ก็พัฒนาบ้านเดี่ยว ทาว์นโฮม โฮมออฟฟิศ และคอนโดมิเนียมที่อยู่ในเมืองหลายแบรนด์ เค้าพัฒนามากว่า 20 โครงการแล้ว โดยในปีนี้จะมีโครงการที่แล้วเสร็จประมาณ 8 โปรเจ็กต์ แต่สิ่งที่เราเน้นคือ "ความน่าอยู่" และ "อยู่สบาย" นอกเหนือจากนี้ยังมีโปรเจ็กต์ที่รุกเข้าเมืองมากขึ้นด้วย

คอนเซ็ปต์...ชัด

เรามีคอนเซ็ปต์อยู่ว่า เราจะเข้าไปในที่ๆ มีดีมานด์ ที่ไหนที่มีความต้องการซื้อ เราถึงจะเข้าไปพัฒนา คือเปิดแล้ว ขายได้แน่ การขายที่อยู่อาศัย เราต้องมองคนซื้อเป็นหลัก เพราะหากกำไรเป็นหลัก เราก็จะไปทำแต่ในที่ๆ มีกำไร ซึ่งมันไม่ใช่คอนเซ็ปต์เรา

บ้านคือ...เขาต้องอยู่ได้

เรามองว่า ตรงไหนเหมาะเป็นที่อยู่อาศัย นั่นคือโจทย์แรกของเรา แต่ต้องขึ้นอยู่กับ...1. เขาต้องอยู่ได้ 2. อยู่สบาย ฟังก์ชั่นใช้งานได้จริง มีสระว่ายน้ำ มีห้องที่ออกแบบมารองรับไลฟ์สไตล์เค้าได้จริง 3. ราคาที่จับต้องได้ คือมันต้องมาจากต้นทุนที่ดี เราก็นำมาพัฒนาแล้วเค้ารับได้ แล้วก็ต้องมีเซอร์วิส เพราะ "เซอร์วิส" จะเป็นตัวที่สำคัญของอสังหาฯ ซื่งเราก็เน้นเรื่องนี้ ตั้งแต่การคัดเลือกผู้รับเหมา เราเลือกบริษัทที่มีมาตรฐานที่สุด แน่นอนบริษัทใหญ่ก็จะแพงมาก แต่เราก็หาได้ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ 

คร่าวๆ กับประวัติไปแล้ว ทีนี้เราแอบไปเปิดบริษัท "แอสเซทไวส์" ดูกันก่อนดีกว่า ว่าน่าอยู่ขนาดไหน ก่อนจะบุกเข้าไปยังส่วนของบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน

ว่ากันว่า..ที่นี่เป็นบริษัทหนึ่ง ที่น่าไปสมัครงานมากๆ ด้วยสไตล์ผู้บริหาร สไตล์การทำงาน ทำให้ออฟฟิศถูกเนรมิตให้เป็นแบบสไตล์ฝรั่ง ไม่ใช่ออฟฟิศที่มีคอมแปะๆ แล้วมีห้องประชุมสุดอึดอัด ส่วนมุมห้องผู้บริหารที่ยากจะเดินผ่าน ยากจะเข้าถึงกัน ที่นี่ไม่ใช่อย่างนั้น! เพราะทุกพื้นที่ออฟฟิศถูกออกแบบให้พนักงานได้ทำงานร่วมกัน ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดความร่วมมือแบบไม่มีอะไรปิดกั้น มีมุมอาหาร มุมรับแขก มุมเล่นกีฬา และมุมไว้แฮงเอาต์ร่วมกันทุกวันศุกร์ด้วย แหม่...ช่างเป็นออฟฟิศในฝันของใครหลายๆ คนจริงๆ รวมถึงโฮมมี่ด้วย

ออฟฟิศอยู่ในซอยรามอินทรา 5 ถูกออกแบบด้วยตู้คอนเทนเนอร์สุดเก๋ เน้นสีแดงดำ สลับกันแบบลงตัว ที่นี่เป็นมากกว่าออฟฟิศ ประหนึ่งจุดรวมพลเพื่ออะไรสักอย่าง นอกเหนือจากงาน เพราะนอกจากโต๊ะเก้าอี้ ห้องประชุม ก็ยังมีโต๊ะสนุ๊ก ฟิตเนส สนามนั่งเล่น โต๊ะปิงปอง และอื่นๆ อีกมากมาย บรรยายไม่หมด ไปสมัครงานเอา!

สำคัญคือ...ผู้บริหารบอกว่า

""ออฟฟิศ" กับ "ความสุข" ของพนักงาน
 มันสำคัญมาก เราเคยเป็นพนักงานมาก่อน ชีวิตครึ่งหนึ่งจะอยู่ที่ที่ทำงาน เราไม่อยากให้เขามาทำงานที่นี่แล้วสูญเสียชีวิตไป ต้องกลับบ้าน 3-4 ทุ่ม ชีวิตพัง เราอยากให้เขาอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข กลับบ้านก็มีความสุขด้วย ถ้าเกิดว่าทำงานแล้วเครียด กลับบ้านแล้วไม่มีความสุข ผมว่า...มันทำงานไม่ได้นานหรอก แต่ถ้าเกิดว่าทำงานมีความสุข กลับบ้านดูแลครอบครัวแฮปปี้ หลักคิดมันมีแค่นี้แหละ ระหว่างงานและครอบครัว ส่วนที่ออกแบบให้เป็นแบบนี้ ก็เป็นความชอบส่วนตัวด้วย ก็เลยคิดว่าพนักงานน่าจะแฮปปี้ อยู่ที่นี่แล้วสบาย หมายถึง...สบายใจก่อนอันดับแรก"

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ถือเป็นส่วนสำคัญที่ "เล็ก กรมเชษฐ์" บอกกับ โฮมมี่ เราไปฟังบทสัมภาษณ์เรื่องบ้านและไลฟ์สไตล์ของซีอีโอหนุ่มโสดพร้อมๆ กัน

แรกเริ่ม...เดิมที

สมัยก่อนที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ก็ทำเกี่ยวกับอสังหาฯ แต่ก็ไม่ได้ทำใหญ่อะไร พอผ่านปี 40 มา เราก็เริ่มมาทำใหม่ ปี 2546 ผมเริ่มทำบ้านขายหลังเล็กๆ ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนา เก็บหอมรอมริบ โตมาเรื่อยๆ ทีละโปรเจ็กต์ 7-8 หลัง มาเป็น 10 หลัง จากยอดขายปีละ 10 ล้าน 13 ล้าน 20 ล้าน มาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน และปีนี้จะเป็นปีที่เราคิดว่าน่าจะมียอดโอนรายได้น่าจะประมาณ 3,500-4,000 ล้าน

จบมา 3 สาย


ผมจบวิศวกรรมศาสตร์โยธา ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มาต่อ ป.โทใบแรกที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สาขาบริหารงานก่อสร้าง ส่วนใบที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาบริหารธุรกิจ ดังนั้นผมก็มาสายโยธา บริหารงานก่อสร้าง และบริหารธุรกิจ ถือว่าครบเลยครับ

อบรม...เคล็ดลับความสำเร็จ

การที่เราเรียน MBA เรียนบริหารธุรกิจมา มันช่วยให้เราบริหารคนได้ บริหารธุรกิจได้ และเข้าใจธุรกิจมากขึ้น เข้าใจที่จะทำโปรดักส์ขายด้วย แต่นอกเหนือจากนั้น ผมว่าข้อดี คือ ผมชอบอบรมมาตั้งแต่เด็ก เราพยายามหาความรู้
 เริ่มการทำงาน
บริษัทแรกที่เข้าไปทำงาน ก็มีอบรมเกี่ยวกับรับเหมาทำตึกสูง ซึ่งก็จะเข้าใจทำก่อสร้างมากขึ้น อบรมการสร้างตึกใต้ดิน อบรมด้านบัญชี เสาร์-อาทิตย์เราก็ไปนั่งเรียนพวกเดบิตเครดิต นี่คือจิ๊กซอว์ที่ทำให้เราต่อยอดธุรกิจอสังหาได้

เรียนรู้...

ทำงานอยู่ได้แค่ปีกว่า ผมย้ายมาทำงานกับบริษัทที่ทำหมู่บ้านจัดสรร อยู่ได้ 1-2 ปี ก็เข้าปี 40 เราก็ได้เห็นอะไรที่เกี่ยวกับปี 40 มามาก ได้เรียนรู้ว่าวิกฤติอสังหาฯ เป็นแบบไหน ผมเป็นวิศวกรคนสุดท้ายของบริษัท ก่อนที่จะลาออกมาทำเอง โปรเจ็กต์แรกเลย ผมทำทาวน์เฮาส์ 11 หลัง แถวเพชรเกษม ขายหลังไม่ถึงล้าน ตอนนั้นเราไม่มีเงินเยอะ แต่เราก็หาหุ้น จากเพื่อนบ้าง คนนั้นคนนี้ สะสมลงทุนแล้วก็เริ่มทำ คือตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอยากจะได้ตังค์เยอะ แต่ผมขายได้พอมีกำไร ผมก็เหมือนแม่ค้าทั่วๆ ไป ที่อะไรพอขายได้ก็ขาย เพราะฉะนั้นลูกค้าอยากได้อะไร เราก็ทำตรงนั้น ไม่ได้เอาเราเป็นตัวตั้งว่าต้องเอากำไรเท่านั้นเท่านี้ พอขายได้หมดก็มั่นใจขึ้น 
เริ่ม
โปรเจ็กต์ที่ 2 เป็นทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด บ้านเดี่ยว ทำแบบนี้มาประมาณ 60 แปลง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

บ้านคือคุณภาพ ฟังก์ชั่น

สิ่งที่มันขายได้คือ คุณภาพ ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เท่ากับหมู่บ้านใหญ่ๆ การที่ทำอสังหาฯ มันได้กำไรอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปมัวแต่โฟกัสตรงที่ว่า..จะขายให้แพงขึ้น ซึ่งถ้าเราควบคุมค่าก่อสร้างไม่ได้ มันก็หลุดแล้ว ยิ่งถ้ามีเจ้าอื่นอยู่ทำเลเดียวกันกับ ต้นทุนที่ดิน ค่าก่อสร้าง ค่าผู้รับเหมา มันไม่ต่างกัน ถามว่า...แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่เราจะไปขายแพงกว่าเค้า

บ้าน...อยู่ทั้งชีวิต

Value ที่ลูกค้าเห็น Value ที่ลูกค้าสัมผัสได้ เราต้องใส่ใจตรงนั้น อาจเป็นกระเบื้องหรือชักโครกที่เราเพิ่มเข้าไป คือเราพยายามหา Value ให้ลูกค้า อย่างที่คอนโดของเราก็มีห้องต่อยมวย โยคะร้อน โน่นนี่นั่น ลูกค้าก็สัมผัสได้ถึงความคุ้มค่ากว่า แพงกว่า แต่ต้นทุนอาจจะไม่เยอะ เราเองขยันหา Value เพิ่มเติมให้ลูกค้า เพราะคอนโดมันแค่ไม่กี่ล้าน แต่บางคนเขาอยู่ทั้งชีวิตเลยนะ คนเราไม่ได้ซื้อบ้านหลายครั้งหรอก คนส่วนใหญ่ที่เราขาย คือ กลุ่มที่ต้องตัดสินใจซื้อ เขาอยู่ เขาก็ผ่อน ถ้าบังเอิญว่าเขานั่งชักโครกแล้วไม่สบาย เราก็จะโดนด่าไปในทุกๆ ครั้งที่เขานั่ง


วันที่ประสบความสำเร็จ


ผมเลยจุดนั้นมานานแล้วครับ จุดที่เรามีเงินระดับนึง คือผมเป็นคนที่หาไปใช้ไป ผมเคยคุยกับพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ แกบอกว่า แกมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ เพราะจะได้มีความสุขบ่อยๆ เช่นถ้าผมบอกว่า มีความสุขคือต้องมีเงินร้อยล้าน แล้วผมต้องหาเงินได้ร้อยล้านถึงจะมีความสุข กว่าจะถึงร้อยล้านนี่มันคงเหนื่อย หลักการคิดมันมีแค่นั้น...แค่วันนี้เจอที่จอดรถ ก็มีความสุขแล้ว วันที่ป้าตักข้าวแกงให้เยอะหน่อย ก็มีความสุขแล้ว แบบนี้มันก็จะมีความสุขทุกวัน ความสุขง่ายๆ เท่านั้นเอง

ความฝัน

ความฝันที่อยากได้เลยคือ ลูกค้าเชื่อว่าเราเป็นแบรนด์ที่ดี น่าเชื่อถือได้ ถ้าวันไหนที่ลูกค้าบอกแบรนด์นี้ซื้อแล้วมีเซอร์วิส อันนั้นถือว่าพอแล้ว บริการเป็นสิ่งสำคัญที่สุดมากกว่าอย่างอื่น สินค้าบ้านเป็นสิ่งที่แพงที่สุด แต่คนทำคือแรงงานที่ต่ำที่สุด เพราะฉะนั้นมันต้องมีผิดพลาด แต่เราก็ต้องคุมจุดอื่นๆ 

วันหนึ่งทำอะไรบ้าง?

ผมตื่นเป็นอัตโนมัติทุกวัน ประมาณ 06.10 น. จากนั้นก็กินกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ประเภทธุรกิจทุกวัน ถ้าวันไหนมีเวลา ก็จะมาอ่านตรงริมสระ แล้วก็เริ่มทำงานผ่านโซเชียล อย่างไลน์กลุ่ม บางห้องจะรู้ว่าผมโผล่มาตั้งแต่ยังไม่ถึง 7 โมง คือผมคิดว่าถ้าเราเข้าที่ประชุมไปแล้ว เราจะไม่ได้สั่ง ผมก็ทำงานทั้งวัน ผมเป็นคนที่ทำงานเร็ว ตัดสินใจเร็ว ไม่เอา ก็ไม่เอาบอกมาเลย คนที่เข้ามาใกล้ๆ เค้าก็จะไม่ทัน เค้าก็จะงง ไม่กล้าตัดสินใจ กลัวเราดุ แต่ตอนนี้หายแล้ว เพราะลูกน้องตามไม่ทัน

ไอดอลผมคือ...

พี่ต่อ ฟีโน่มีน่า ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ผมว่าเค้าเข้าใจชีวิต ว่าอะไรคือเหตุและปัจจัยในการดำเนินชีวิต เข้าใจจริงๆ ว่าคนต้องการอะไร ทุ่มเทกับงานที่ทำ เข้าใจในมุมต่างๆ เราก็สนใจในเรื่องพวกนี้ ประเด็นที่จะสื่อสารออกไปก็จะสำคัญ

ติดไลน์ ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ

ชอบอ่านหนังสือมาก แต่ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือน้องลง เพราะติดไลน์ ช่วงนี้งานอยู่กับไลน์หมดเลย ไลน์มีหลายร้อยห้อง อ่านทุกวัน อ่านทั้งวัน เมื่องานมันอยู่กับไลน์ มันก็จะแลกมากับที่เราละสายตาจากจอไม่ได้ แต่ก็ได้ความรวดเร็ว แต่ก่อนจะนัดประชุมที ต้องรวมกัน นี่แค่เปิดห้องไลน์แล้วคุยกัน มันก็จะเร็วขึ้น แต่บางอย่างคุยในไลน์ไม่ได้ ดิจิตอลใช้ให้มีประโยชน์ อย่างเค้าจะส่งงานกราฟิก จะให้เราไปนั่งประชุมดู เราไม่ต้องหรอก แค่ส่งมาให้ดู ก็คอมเมนต์ไปให้เค้าแก้ มันก็จะเร็วขึ้น

มีเวลาก็ไปเรียน

ทุกวันนี้ผมก็ไปเรียน
คอร์สโน้นคอร์สนี้อยู่หลายคอร์ส อย่าง ABC มันทำให้มีเพื่อนเยอะ ได้ความรู้ ได้อยู่กับคนเก่งๆ ครึ่งนึงอาจจะได้เพื่อน
เวลาว่าง
ดูหนัง ตีกอล์ฟ ทำงาน กินข้าว ก็จะประมาณนี้แหละ

อาหารสุดโปรด

ผมเป็นคนที่กินจุกจิก กินอะไรก็ได้ แล้วก็ไม่ได้ชอบแพงๆ ด้วย มันมีช่วงนึงที่ผมป่วย มันไม่รู้รส และไม่ได้กลิ่น คือมีอยู่ 2 มื้อ ที่กินกล้วยกับหมู แล้วรู้สึกว่ารสชาติมันเหมือนกัน มันทำให้เราคิดได้ว่า กินอะไรมันก็เหมือนๆ กัน แล้วคือผมเป็นคนที่ "เข้าใจชีวิต" มากกว่า
 ไม่ต้องแพง ไม่ต้องแบรนด์เนม บ้านผมด้านหลังยังปลูกผักกินเองอยู่เลย มีทุกอย่าง ตั้งแต่ มะเขือ ผักบุ้ง กวางตุ้ง มะนาว พริก มะละกอ กล้วย (บอกไม่หมด...เยอะจริง)

ของสะสม


ก็จะมีตู้เพลง ตอนนี้น่าจะมีครบแล้วครับ ครบทุกรุ่นที่เค้ามี ตู้เพลงในโลกก็จะมีประมาณ 3-4 ยี่ห้อ ผมก็มีเกือบหมด ทำไมสะสมตู้เพลง ผมเองโตมากับร้านป้าที่ขายข้าวต้ม เราจะได้ยินเพลงพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งลูกทุ่ง ลูกกรุง เพลงฝรั่ง ก็ไม่ได้คิดอะไร เวลาเปิดตู้มาเค้าจะแบ่งเงินกัน เจ้าของตู้กับร้านคนละครึ่ง

เรื่องของเรื่อง

คือน่าจะประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ผมมีไอพอด เพราะเป็นคนชอบฟังเพลง ก็จะมีอัลบั้มของเรา พอวันนึงอยากให้พ่อแม่ฟังบ้าง แต่พ่อแม่จะเล่นไอพอดคงไม่ได้ พอได้ไปเดินจตุจักร แล้วเจอตู้เพลง ก็เลยซื้อตู้เพลงมาไว้ที่บ้าน แล้วเอาเพลงมาใส่เพื่อให้พ่อแม่เปิดฟัง นั่นแหละครับที่มา ส่วนราคา...ตู้นึงก็ตั้งแต่หลักหมื่น แพงสุดก็เป็นแสน ตอนนี้น่าจะมีเกือบทุกรุ่น 

รถเก่า...คลาสสิก

แล้วก็มี "รถ" ด้วยชอบดีไซน์ของรถมันคลาสสิกดี ผมว่าเก็บรถเก่า ราคามันไม่ตก สมมติถ้าซื้อรถเก่ามา 800,000 บาท มันมีแต่ราคาขึ้น แต่ถ้าซื้อรถใหม่ตอนนี้ 2.5 ล้าน ปีหน้าก็เหลือ 2 ล้าน ต่อไปก็เหลือ 1.5
 ล้าน

ปลาคาร์ฟ


ผมเลี้ยงปลาคาร์ฟตั้งแต่ปี 2553 รวม 9 ปีแล้ว ตอนนี้มีทั้งหมด 30 ตัว ช่วงบ้านี่เอาไปประกวดเลยครับ เริ่มตั้งแต่เอามาเร่งสี คือมันสนุกดีครับ และผมคิดว่าปลาคาร์ฟนี่แปลก คือไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจน ที่ซื้อปลาคาร์ฟมาตัวละ 10 บาท เวลามีงานประกวด ก็สามารถมายืนล้อมกันข้างๆ บ่อปลา แล้วก็วิจารณ์ปลาได้เหมือนๆ กัน คนที่มีเงินเยอะ อาจจะดูปลาไม่เป็น หรือเลี้ยงปลาไม่เก่งเท่าน้องอายุ 20-30 ก็ได้

สิ่งที่ได้...

การเลี้ยงปลาต้องมีความใส่ใจ เข้าใจ เพราะมันคือสิ่งที่มีชีวิต มันไม่เหมือนรถ ที่ใครจะแต่งยังไงก็ได้ถ้ามีเงิน แต่ปลาเราต้องดูว่า มันจะกินอาหารอะไร คนที่เลี้ยงปลาเก่งๆ ต้องดูแลน้ำเก่ง น้ำก็เหมือนอากาศของคน ถ้าน้ำดี ปลาก็จะดี ส่วนมากเวลาที่เค้าจะประกวดกัน เค้าจะวัดไซส์ ไซส์ปลาก็รูปร่างคล้ายๆ ลูกฟัก แล้วก็สีมีความชัดเจน ถ้าจะแดงก็ต้องแดงตามมาตรฐาน ขาวก็ขาวตามมาตรฐาน แล้วก็แพทเทิลของลาย ลายหลักของเค้า ถ้าแดงก็จะมีลายแบบนี้ ถ้าดำกับขาวก็จะต้องแบบไหน

จำได้หมดทุกตัว

เมื่อก่อนจำชื่อได้หมดเลย ทั้ง 30 กว่าตัว แต่เดี๋ยวนี้จำไม่ได้แล้ว (หัวเราะ) ช่วงบ้าแรกๆ ก็ตั้งชื่อให้ด้วย ทั้งหมูแฮม หมูแดง หมูหวาน ด้วยความที่ลายของปลามันไม่เหมือนกัน สีเหลืองเราก็ตั้งเป็นทุเรียน ขนุน
 แบบนี้ครับ

บ้าน...คือสถานที่สุดโปรด

ในสวนก็มีสระว่ายน้ำ ที่เอาไว้เด็กๆ หลานๆ เล่นน้ำ มีสวนแบบนี้...ผมว่าเราไม่ต้องไปเดินห้าง ไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ เสาร์-อาทิตย์ทำอะไร ไปเดินห้าง ไปดูหนัง เมื่อเช้าก็คุยกันอยู่ ไปเอาต์ติ้งของบริษัท จะไปนู่นไปนี่ ผมบอก...ผมอยากอยู่บ้าน จริงๆ ผมชอบอยู่บ้านสุดๆ อยู่บ้านแล้วผมแฮปปี้ที่สุด
 

สวน...คือสวรรค์ของครอบครัว

ถ้าบ้านไหนออกแบบมีสวนได้ ผมว่าคุ้ม แต่ว่ามันต้องดูแลทุกวัน รดน้ำทุกวัน อย่างสวนนี้ รดน้ำทุกครึ่งชั่วโมง อาจจะไม่ทั่วเลยด้วยซ้ำ เราดีไซน์เลยว่า สวนเราต้องใช้ได้จริง มีสระตรงนี้นะ นั่งกินข้าวริมสระตรงนี้นะ มีเคาน์เตอร์ให้ทำอาหารเอง ถ้าเพื่อนมาอยากพาลูกมาร้องคาราโอเกะ ก็มีห้องให้ เราก็ดีไซน์จากฟังก์ชั่น ถ้าเราสวนสวยอย่างเดียว สนามหญ้าโล่งๆ ร้อนตาย คงไม่มีใครนั่ง 

ดูหนัง
...หนึ่งภารกิจ

ผมไม่อยากไปต่างจังหวัด ผมไม่อยากไปต่างประเทศ ถ้าไม่ได้ไปไหน ผมก็จะอยู่บ้าน ดูหนังอยู่บ้าน ผมดูหนังได้ทุกๆ แนวเลย เราได้อะไรเยอะเลยจากการดูหนัง หนังแต่ละเรื่องกว่าจะออกมาสักเรื่องนึง มันเหมือนการเล่า เล่าหนังสือครึ่งวัน ดูหนัง 2 ชั่วโมงได้ ได้ทุกอย่าง กว่าจะเป็นหนังเรื่องนึง ลงทุนเป็นร้อยล้าน หนังดีๆ มีพ้อยท์เยอะ แล้วเอามาใช้ได้จริง

"หนัง" ให้อะไร?

ถ้าเรามีหนังดีๆ เข้ามาในสมองเราเยอะ เราก็จะเข้าใจชีวิตคนมากขึ้น เข้าใจลูกค้า เพราะว่าเรารู้ว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเป็นแบบไหน บางทีมันได้จากหนัง เพราะหนังก็เป็นการจำลองชีวิตอีกคน มาเล่าให้เราฟัง มันใช้ได้จริงๆ เราก็เลยดูหมด ดูทุกหนัง ดูทุกเรื่อง ดูทุกแนว

ไลฟ์สไตล์ + งาน = เข้าใจ


ผมเป็นคนที่เข้าใจชีวิต เข้าใจปลา เข้าใจลูกค้า เข้าใจคนซื้อ เวลาทำอะไรก็เลยง่าย ผมว่า...เรามีความเข้าใจในตรงนี้ ว่าเราขายอะไร เค้าซื้อราคาเท่าไหร่ ก็คิดอยู่แค่นี้ มันก็ขายได้ คิดอะไรที่มันเบสิก อาจเพราะเราโตมากับการอยู่ตึกแถวด้วยกับพี่ๆ น้องๆ กินข้าวหลายๆ คน มันอร่อยกว่ากินข้าวคนเดียว


แนวคิดในการทำงาน


สิ่งที่มันสำคัญเลยก็คือ การทำงานแบบโฟกัส มาทำงานมีรายได้ ครอบครัวก็จะไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ พอไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องครอบครัว ทำงานให้มั่งคง ถ้าโฟกัสทำในสิ่งที่เราถนัดได้ดี วันนึงเราก็จะเป็นตัวจริง คุณไม่ต้องไปเปลี่ยนอาชีพหรอก เพราะทุกอาชีพมันมีทางโตของมันอยู่แล้ว ถ้าอยู่ในช่วงระหว่างหาโอกาสก็ทำไปก่อน เดี๋ยวพอได้ที่ว่าอันนี้น่าจะดี ก็ทำอันนั้นให้มันจริงจัง ต่อเนื่อง ทุ่มเท ทำทุกอาชีพก็เหมือนกัน

อย่าไปคิดแต่ได้...

เอาใจลูกค้ามาใส่ใจเรา คิดว่าถ้าเราเป็นลูกค้า เราต้องการอยากได้อะไร เราก็ทำแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปคิดเยอะ ถ้าเราเป็นคนซื้อ เราจะซื้อมั้ย เราแฮปปี้ แล้วกำไรพอเหลือมั้ย พอใจแล้วใช่มั้ย พอใจแล้วก็ทำเลย อย่าไปคิดว่าเอาอีกๆ เอาเยอะๆ เอาแต่ได้ เราเอาเวลาไปทำอย่างอื่นต่อไปดีกว่า 


นี่คือไลฟ์สไตล์ของผู้ชายคนนี้ หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ซ่อนอยู่ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ โฮมมี่ ถือว่าตัวเองโชคดี ได้ฟังทักษะชีวิต แนวคิด วิสัยทัศน์จากคนคนนี้ เชื่อเลยว่า...หากคุณอ่านจบ คุณก็จะได้อะไรไปปรับใช้ในชีวิตแน่นอน กับผู้ชายที่ชื่อว่า "เล็ก-กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์".



คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้