วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คลี่มาตรการพักหนี้-อุ้มเกษตรกร สู่ความยั่งยืนหรือเหล้าเก่าในขวดใหม่

ในบรรดามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่ได้ชื่อว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” นอกจากมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกในมือชาวนาที่เคยสร้างปัญหา “ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม” และอีกสารพัดปัญหา

จนในท้ายที่สุดรัฐบาลต้อง “ปิดประตูลั่นดาล” มาตรการดังกล่าวไปตลอดศก!

ก่อนที่รัฐบาล คสช.ชุดปัจจุบันจะทำคลอดมาตรการช่วยเหลือชาวนาด้วย “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ” หรือ “โครงการจำนำยุ้งฉาง” ออกมาดำเนินการแทน ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2561 ได้อนุมัติงบฯกว่า 97,950.48 ล้านบาท รองรับโครงการจำนำยุ้งฉางในปีการผลิต 2561/2562

ล่าสุด ครม.เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2561 ยังไฟเขียวมาตรการช่วยเหลือชาวนาเพิ่มเติมด้วยมาตรการพักชำระหนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่เป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 3.81 ล้านครัวเรือน โดยมี 2 มาตรการที่สำคัญคือการขยายเวลาชำระหนี้ (พักหนี้) ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ 31 สิงหาคม 61-31 กรกฎาคม 63 และโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในส่วนของเงินต้นไม่เกิน 300,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. 3.81 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 10 ล้านราย

แม้สองมาตรการข้างต้นจะ “ย้อนแย้ง” กันเองอย่างมีนัยและออกจะสวนทางกับความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่รัฐบาลกรอกหูผู้คนเป็นรายวัน แต่ก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า จะวันวานหรือวันนี้เกษตรกรชาวนารากหญ้าของประเทศยังคงไม่สามารถลืมตาอ้าปากและยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด!

อย่างไรก็ตาม มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรากหญ้าดังกล่าว เป็นมาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ทุกฝ่าย “เพรียกหา” กันหรือไม่ การพักชำระหนี้ ยืดชำระหนี้ จำนำยุ้งฉางหรือประเคนสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าว เป็นมาตรการที่จะทำให้เกษตรกรไทยได้ “ลืมตาอ้าปาก” อย่างแท้จริงหรือไม่

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอย้อนรอยมาตรการดังกล่าวพร้อมสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงดังนี้ :

*********

ธ.ก.ส.คลี่แพ็กเกจพักชำระหนี้

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ย้อนรอยมาตรการพักชำระหนี้และลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ 300,000 บาทแรกให้เกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ว่า มาตรการดังกล่าวสอดรับกับ “แผนการปฏิรูปภาคการเกษตร” ของรัฐบาลระยะเวลา 3 ปี ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการอยู่

โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขหนี้สินของเกษตรกร ซึ่งมีภาระที่หนักมากให้ลดลงจนสามารถกลับมาฟื้นฟูตนเองได้ โดยคาดว่า จะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 3.81 ล้านราย “ธ.ก.ส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ได้รับการอนุมัติจาก ครม.ให้ดำเนินมาตรการดังกล่าวภายใต้ 2 โครงการใหญ่ ประกอบด้วย โครงการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.ที่มีหนี้เงินกู้คงเหลือกับ ธ.ก.ส. ณ วันที่ 31 ก.ค.2561 จำนวน 3.81 ล้านรายโดยขยายระยะเวลาชำระต้นเงินกู้หรือพักหนี้ 3 ปี ตั้งแต่ 1 ส.ค.61 ถึง 31 ก.ค.64 โดยยังคงชำระดอกเบี้ยเงินกู้ตามกำหนดเดิม ยกเว้นในกรณีมีภาระหนักก็ให้ขยายเวลาชำระดอกเบี้ยหรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นรายๆไป”

ส่วนอีกโครงการคือ โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรสำหรับต้นเงินกู้ 300,000 บาทแรก โดยจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 3% ต่อปีเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2561 ถึง 31 ก.ค.2562 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดต้นทุนประกอบอาชีพให้เกษตรกร โดยที่รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้แทนในอัตรา 2.5% และ ธ.ก.ส.ร่วมรับภาระแทนเกษตรกร 0.5% คิดเป็นวงเงินในการเข้าไปช่วยเหลือรวม 20,000 ล้านบาท

“เกษตรกรทุกรายจะได้รับสิทธิ์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 3% ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2561 เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยธนาคารจะเดินสายออกไปชี้แจงรายละเอียดต่อเกษตรกรลูกค้า และสอบถามความสมัครใจหากเกษตรกรประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ พักชำระหนี้ก็จะต้องลงชื่อในแบบแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้”

พร้อมให้สินเชื่อเพิ่มเติม

ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวด้วยว่า ในช่วงระหว่างพักชำระหนี้ 3 ปีนั้น ธ.ก.ส.จะทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการพัฒนาอาชีพเป็นรายบุคคล ภายใต้ “แผนปฏิรูปภาคการเกษตร” ในการฟื้นฟูการประกอบอาชีพให้สามารถแข่งขันและมีรายได้เพิ่ม

เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอาชีพเดิม ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ หรือกรณีพื้นที่เพาะปลูกไม่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพเดิมก็จะสนับสนุนสินเชื่อปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่ทางเลือกอื่นๆ การสนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อทำการผลิตในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงการสร้างอาชีพเสริมใหม่ๆ ภายใต้หลัก “ตลาดนำการผลิต” เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางในการผลิตและขายสินค้า มีรายได้ที่มั่นคง สามารถกลับมาชำระหนี้ได้

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีโครงการสินเชื่อสนับสนุนเกษตรกร และกลุ่มเกษตรกรในระหว่างพักชำระหนี้ เช่น สินเชื่อเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตรสู่ความยั่งยืน โครงการสินเชื่อชุมชนเพื่อการปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาอาชีพผู้มีรายได้น้อย (XYZ) อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือน โครงการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เป็นต้น

“ที่สำคัญในระหว่างพักชำระนี้ หากเกษตรกรรายใดมีความจำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน ธ.ก.ส.ก็พร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย และการจัดหาปัจจัยการผลิตผ่านบัตรเกษตรสุขใจตั้งแต่ 10,000-30,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าและป้องกันการเป็นหนี้นอกระบบ”

ในส่วนของเกษตรกรที่ไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ ก็สามารถขอสินเชื่อใหม่ตามโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการประกอบอาชีพคิดอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปีในปีแรก และปีต่อไปคิดในอัตราปกติ วงเงินให้สินเชื่อรวมกว่า 100,000 ล้านบาท

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือ ในช่วงพักชำระหนี้เกษตรกรอาจคิดว่า ตนเองไม่มีภาระหนี้สิน แทนที่จะนำเงินจากการพักชำระหนี้ไปซื้อเมล็ดพันธุ์เพื่อเพาะปลูก หรือนำไปลงทุนในกิจการใหม่ๆ แต่กลับนำไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ไม่ระมัดระวังทำให้เมื่อถึงเวลาชำระหนี้แล้วอาจไม่มีเงินมาชำระ”

ดังนั้น ในวันที่ 17 ส.ค.นี้ จะจัดประชุมระดับผู้จัดการ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศเพื่อกำชับให้พนักงานทุกสาขาลงไปพบปะกับลูกค้าเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องการออม โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรนำรายได้ส่วนเหลือจากค่าใช้จ่ายมาเก็บออมเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อจูงใจและให้กำลังใจในการออมโดยสมัครใจ เช่น เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ซึ่งได้จัดโปรแกรมมอบสิทธิประโยชน์และรางวัลพิเศษแก่ผู้ออมเงินที่เข้าร่วมโครงการและผลิตภัณฑ์

แผนพัฒนาอาชีพรายบุคคล

ด้าน นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ ได้ชี้แจงรายละเอียดของแผนพัฒนาและฟื้นฟูเกษตรกรในระยะ 3 ปีนี้ว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาผลผลิตสินค้าเกษตรตกต่ำมาก รายได้เกษตรกรไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นจึงเกิดโครงการพักหนี้ 3 ปีขึ้นมาเพื่อให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการจำแนกลูกหนี้ที่มีอยู่ในระบบ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีภาระหนี้สินมากเป็นกลุ่มที่ ธ.ก.ส.ต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือ

ทั้งนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับ ธ.ก.ส.และฝ่ายปกครอง อาทิ นายอำเภอ เกษตรอำเภอ ร่วมกันขับเคลื่อนโดยใช้โมเดล “ไทยนิยมยั่งยืน” เน้นขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.จะลงสำรวจความต้องการของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการว่า ต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพหรือต้องการให้รัฐสนับสนุนเรื่องใดบ้าง ก่อนจะประสานมายังกระทรวงเกษตรฯเพื่อวางแผนการผลิตตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อพัฒนาไปสู่การทำแผนพัฒนาการประกอบอาชีพรายบุคคล (Individual Farm Development Plan) โดย ธ.ก.ส.จะทำหน้าที่พิจารณารูปแบบสินเชื่อระยะยาวดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาอาชีพ อาทิ การให้สินเชื่อดอกเบี้ย 0% จำนวน 6 เดือน เป็นต้น

ฟื้นฟูอาชีพ 4 แสนรายต่อปี

ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯตั้งเป้าหมายจะมีเกษตรกรที่เข้าร่วมแนวทางการพัฒนาและฟื้นฟูเกษตรกรอาชีพประมาณ 1.2 ล้านครัวเรือน หรือ 30% ของเกษตรกรรายย่อยที่เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส.ที่มี 3.5 ล้านราย โดยเกษตรกรกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มี “ภาระหนี้มาก” จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอาชีพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มความหลากหลายในการผลิต ลดความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนกิจกรรมการประกอบอาชีพ

สำหรับแผนฟื้นฟูเกษตรกรอาชีพ 1.2 ล้านราย เป็นแผนระยะยาว แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ปี ดำเนินการพัฒนาและฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรปีละ 400,000 ราย โดย ธ.ก.ส.จะจำแนกกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ เพื่อสอบถามความต้องการของแต่ละบุคคลก่อนส่งรายชื่อให้กระทรวงเกษตรฯจัดทำแผนฟื้นฟูตามอาชีพที่เกษตรกรต้องการ ก่อนส่งให้คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญระดับจังหวัด (CoO) และคณะทำงานขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขภาคเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team) ที่มีนายอำเภอเป็นประธาน พิจารณาความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมในพื้นที่และอาชีพที่เกษตรกรต้องการได้รับการสนับสนุน

“นอกจากแผนฟื้นฟูอาชีพแล้ว กระทรวงเกษตรฯจะเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรเหล่านี้ให้มีความเข้มแข็ง โดยใช้กลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ ซึ่งมีเครือข่ายกว่า 10,523 ศูนย์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ โดยใช้ ศพก.เป็นสถานที่อบรมให้ความรู้เรื่องการวางแผนการผลิตที่ถูกต้องแก่เกษตรกร”

นอกจากนั้นยังจะสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นโครงการที่ลดต้นทุน ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ มีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 311,928 ราย 3,899 แปลง พื้นที่ 4.26 ล้านไร่ มุ่งเน้นผลิตสินค้าที่มีมูลค่าและเป็นที่ต้องการของตลาดจำนวน 11 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผักหรือสมุนไพร ไม้ผล หม่อนไหม ไม้ดอกไม้ประดับ ปศุสัตว์ ประมง แมลงเศรษฐกิจ และอื่นๆ

“ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯมีการลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับภาคเอกชนและห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี เป็นต้น เพื่อให้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรที่รวมกลุ่มแปลงใหญ่ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน”

*********

สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจ” แล้ว เราคงไม่อินังขังขอบอะไรกับมาตรการพักชำระหนี้ พัฒนาและฟื้นฟูเกษตรกรอาชีพเสริม ตามโมเดล “ไทยนิยมยั่งยืน” หรือ “การตลาดนำการผลิต” ที่รัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และ ธ.ก.ส.กำลังตีปี๊บเป็นรายวันอยู่นี้

ด้วยข้อมูลเท่าที่เรามีจนวันนี้ยังไม่รู้ว่าตกลงแล้วเกษตรกรทั้งระบบที่ตีทะเบียนรับความช่วยเหลือจากรัฐอยู่เวลานี้มีจำนวนเท่าไรกันแน่ และที่เป็นหนี้สถาบันการเงินอื่นๆนอกเหนือจาก ธ.ก.ส.นั้นยังมีอีกเท่าไหร่และยังคงได้รับอานิสงส์จากมาตรการพักหนี้ พัฒนาและฟื้นฟูเช่นเดียวกันนี้ด้วยหรือไม่

เราได้แต่เอาใจช่วยและหวังว่าโมเดลการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรากหญ้าให้สามารถ “ลืมตาอ้าปาก” เหล่านี้จะเป็นโมเดลการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่ยั่งยืนอย่างที่ทุกฝ่ายเพรียกหา หวังได้เห็นเกษตรกรไทยที่เป็น “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” เกษตรกรยุค 4.0 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่รัฐบาลตีฆ้องร้องป่าวออกไปทั่วแคว้น

ที่สำคัญตราบใดที่รัฐบาลยังคงไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤติ “น้ำท่วม-ภัยแล้ง” และยังคงปล่อยให้เกษตรกรเผชิญวิบากกรรมซ้ำซาก หนทางที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างยั่งยืนคงยากจะเกิดขึ้น

หากผลลัพธ์ที่ได้ตรงกันข้าม หนี้สินของเกษตรกรรากหญ้ายังคงเพิ่มเป็นทวีคูณ เกษตรกรยังคงต้องแบกหนี้ท่วมหัว ไม่สามารถจะ “ลืมตาอ้าปาก” ทั้งที่หน่วยงานรัฐร่วมกันบูรณาการกันมากขนาดนี้ รัฐบาลที่มาใหม่ยังคงต้อง “ปัดฝุ่น” มาตรการแก้ปัญหาหนี้ พักชำระหนี้ งัดมาตรการเดิมๆออกมา “ฉายซ้ำ” ...

มาตรการที่ออกมาก็ไม่ต่างไปจาก “เหล้าเก่าในขวดใหม่” แต่อย่างใด!!!

ทีมเศรษฐกิจ

ในบรรดามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่ได้ชื่อว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” นอกจากมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกในมือชาวนาที่เคยสร้างปัญหา “ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม” และอีกสารพัดปัญหา... 12 ส.ค. 2561 12:02 12 ส.ค. 2561 12:07 ไทยรัฐ