วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โกงเงินบิทคอยน์ 797 ล้าน บทเรียนที่นักลงทุนต้องเรียน

ผมเขียนเตือนนักลงทุนไทยมาตลอดตั้งแต่มีการเปิดตัว “เงินดิจิทัล” ในไทย ให้ระวังความเสี่ยงการลงทุน ความเสี่ยงการถูกโกง ความเสี่ยงการต้มตุ๋น เพราะมีตัวอย่างเกิดขึ้นทั่วโลก ในที่สุดก็เกิดขึ้นในเมืองไทย เมื่อตำรวจกองปราบฯจับตัวดาราดัง “บูม” หรือ นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต คากองถ่ายในวันที่ 8 สิงหาคม ตามหมายจับลงวันที่ 26 กรกฎาคม และยังได้ออกหมายจับ นายปริญญา จารวิจิต นางสาวสุพิชย์ฌา จารวิจิต พี่ชายพี่สาวของบูม และจะจับเพิ่มอีก 5-6 คนในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ คดีนี้ยังโยงไปถึง คนดังในตลาดหุ้น หลายคน รวมทั้ง บริษัทในตลาดหุ้น หลายซับหลายซ้อน

คดีนี้เกิดขึ้นจาก นายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ นักค้าเงินบิทคอยน์ แจ้งตำรวจกองปราบว่า ถูกนายบูมกับพี่สาวพี่ชาย หลอกให้ลงทุนในเงินดิจิทัลสกุล “Dragon Coin” (DRG) จึงโอนเงิน “บิทคอยน์” มูลค่า 5,564,446 เหรียญ คิดเป็นเงินไทย กว่า 797 ล้านบาท ไปยังกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ e-Wallet ของกลุ่มผู้ต้องหา และกลุ่มผู้ต้องหาได้ขายเงินดิจิทัลบิทคอยน์แปลงเป็นเงินบาท โอนเข้าบัญชีของแต่ละคนตามส่วนแบ่ง

ผมลองเปิดไปเช็กราคาบิทคอยน์ที่ แอปซื้อขายบิทคอยน์ในไทย ชื่อ “ThaiBTC” กลับพบข้อความว่า “ปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมเป็นต้นไป” ก็แปลกดีครับ แอปซื้อขายบิทคอยน์ปิดก่อนตำรวจกองปราบฯ จะไปจับ “บูม” จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หนึ่งวัน

ในเว็บซื้อขายบิทคอยน์แห่งนี้ แม้จะปิดบริการซื้อขาย แต่ยังมีเนื้อหาโฆษณารับสมัครสมาชิกอยู่โดยระบุว่า ผู้ใช้บิทคอยน์รักษาความเป็นส่วนตัวได้สูง สามารถใช้จ่ายโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน การโอนบิทคอยน์ข้ามประเทศสามารถทำได้โดยไม่มีข้อจำกัด โดยไม่มีส่วนกลางควบคุม (แบงก์ชาติก็ตรวจสอบไม่ได้เพราะมีการเข้ารหัสที่ซับซ้อน) และถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการโอนเงินแบบเดิม ผู้ใช้ทั่วไปก็เก็บเงินบิทคอยน์ที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อรอให้มูลค่าสูงขึ้น

(ราคาบิทคอยน์เคยขึ้นไปสูงสุดเกือบ 20,000 ดอลลาร์ 670,000 บาทต่อ 1 บิทคอยน์ เมื่อปลายปีที่แล้ว ก่อนร่วงลงมาอย่างรุนแรง ราคาวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม อยู่ที่ 6,110 ดอลลาร์ 204,000 บาทต่อ 1 บิทคอยน์)

การที่ เงินดิจิทัลบิทคอยน์ มีการเข้ารหัสซับซ้อน โอนเงินแบบตัวต่อตัว P2P ด้วยรหัสไม่มีการระบุตัวตน จึงกลายเป็น “แหล่งฟอกเงิน” และ “โอนเงินไปเก็บไว้ต่างประเทศ” ของนักการเมืองและข้าราชการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้ง ธุรกิจผิดกฎหมาย จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ประเมินว่า ปี 2560 มีผู้ใช้เงินดิจิทัลทั่วโลก 2.9–5.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็น “บิทคอยน์” เพราะมีความคล่องตัวสูง

คดีนี้ข้อมูลที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คือ “คอนเนกชันจากห้องเรียนหลักสูตรพิเศษ” จากการให้สัมภาษณ์ของ นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ หนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ถูกตำรวจกองปราบฯไปค้นบ้านพักมาแล้ว ให้สัมภาษณ์กับ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ว่า ตัวเองบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงในคดีนี้ โดยเปิดเผยว่า ส่วนตัวรู้จักกับ นายปริญญา จารวิจิต จากการไปเรียนเรื่อง “บล็อกเชน” ที่สิงคโปร์ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2560 ได้พบกับ นายปริญญา ในคลาสเรียน นายปริญญา ได้แนะนำให้รู้จักกับ เจ้าพ่อบิทคอยน์ คือ นายเออาร์นี โมโตวา ซาริมา และแฟนคนไทยชื่อ แตงโม ส่วนตัวชื่นชอบทั้งสองคน นายเออาร์นี มีความเก่ง คุณแตงโม มีความละเอียดดูแลเรื่องเงิน นายปริญญา เป็นผู้กว้างขวางด้านบิทคอยน์ในมาเก๊า ฮ่องกง และเกาหลีใต้

เมื่อรู้จักกันทั้ง 3 คนจึงมีการชักชวนกันทำ บริษัทไว โฮลดิ้ง กรุ๊ป เพื่อทำธุรกิจบิทคอยน์โดยเฉพาะ ก่อนมาทำเงินดิจิทัลในชื่อ “ดราก้อนคอยน์” Dragon Coin (DRG) ตนเป็นคนทำเรื่องเอกสาร นายเออาร์นี ทำเรื่องบิทคอยน์ นายปริญญา เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ต่อมามีความขัดแย้งกันตนจึงลาออกจากบริษัทไว โฮลดิ้ง กรุ๊ป ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2560

ผมหวังว่าคดีนี้ ตำรวจกองปราบฯ จะทำให้เป็น คดีตัวอย่าง ก่อนที่จะมี แมงเม่า บินเข้าไปอีกนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นบทเรียนแก่นักลงทุนที่หวังรวยลัดจากเงินดิจิทัล.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

ผมเขียนเตือนนักลงทุนไทยมาตลอดตั้งแต่มีการเปิดตัว “เงินดิจิทัล” ในไทย ให้ระวังความเสี่ยงการลงทุน ความเสี่ยงการถูกโกง ความเสี่ยงการต้มตุ๋น เพราะมีตัวอย่างเกิดขึ้นทั่วโลก... 12 ส.ค. 2561 11:30 12 ส.ค. 2561 15:18 ไทยรัฐ