วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายกฯ บินด่วนดูสถานการณ์น้ำเพชรบุรี - มท.1 สั่งทุก จว.พร้อมรับมือ

นายกฯ บินด่วนดูสถานการณ์น้ำเพชรบุรี - มท.1 สั่งทุก จว.พร้อมรับมือ

  • Share:

'นายกฯ' ห่วงสถานการณ์น้ำเพชรบุรี เตรียมบินด่วนพุธนี้ พร้อมวางคิวดู 3 จว.อีสานได้รับผลกระทบน้ำโขง ขณะที่ 'มท.1' สั่งด่วนทุกจังหวัดพร้อมรับมืออุทกภัย ตั้งคณะทำงานประจำศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม เตรียมคลังเสบียงให้พร้อมพื้นที่ประสบภัย...

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า จากสถานการณ์น้ำในเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่ล้นเกินความจุของเขื่อน และจ่อท่วมใน 5 อำเภอ โดยล่าสุดวันนี้ (6 ส.ค.) พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจระดับน้ำ สภาพเขื่อน และคันกั้นน้ำ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ และล่าสุดมีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำ จ.เพชรบุรี ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี ในวันที่ 8 ส.ค.นี้ เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำ พร้อมเยี่ยมเยียนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จึงได้เลื่อนกำหนดการเดิม ที่จะลงพื้นที่ดูสภาพน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี วันที่ 8 ส.ค.นี้ออกไปก่อน

อย่างไรก็ตาม หลังจากติดตามสถานการณ์น้ำ จ.เพชรบุรี นายกฯวางแผนที่จะลงพื้นที่ จ.นครพนม มุกดาหาร และบึงกาฬ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ซึ่งตอนนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย ดินถล่ม และคลื่นลมแรง ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ดำเนินการตามแนวทางการเตรียมความพร้อม และแนวทางเผชิญเหตุ ดังนี้ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยสู่ประชาชนในทุกช่องทางทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 2.ตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ขึ้นในส่วนอำนวยการของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ทางด้านสภาวะอากาศและการจัดการน้ำ

3.กำหนดจุดพื้นที่ปลอดภัย ด้วยการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เต็นท์สนาม ให้มีความพร้อมในการอพยพประชาชนก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในพื้นที่ 4.ในพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลให้วางมาตรการร่วมกับหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลด้านการคมนาคมทางทะเลและการท่องเที่ยว เพื่อให้มีมาตรการในการประกาศห้ามการเดินเรือออกจากหรือเข้ามายังฝั่ง ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนประกาศ หรือคำสั่งของทางราชการ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดแนวทางวิธีการและระบบในการบังคับควบคุมนำเรือที่ฝ่าฝืนซึ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยกลับเข้าสู่ฝั่ง หากมีการฝ่าฝืนให้ดำเนินการทางกฎหมายในทุกกรณี และสำหรับจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติโดยเฉพาะถ้ำ น้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงที่จะเกิดภัย ให้สั่งการหน่วยงานที่รับผิดชอบประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ห้ามนักท่องเที่ยวหรือบุคคลใดเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง 

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการเผชิญเหตุ ให้ทุกจังหวัดกำหนดขั้นตอน วิธีการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.จัดระบบการสื่อสารระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มช่องทางแจ้งข้อมูลข่าวสาร การรับเรื่องราวร้องทุกข์ การขอรับความช่วยเหลือจากประชาชน 2.ให้จัดเตรียมคลังเสบียงอาหารให้มีความพร้อมในการจัดตั้งครัวสนาม โรงครัวเคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ อาหาร น้ำดื่ม แก่ประชาชนได้ทันที ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดมีการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานขึ้น ให้บูรณาการทุกหน่วยงานร่วมดำเนินการภายใต้โรงครัวพระราชทานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและโปร่งใส 3.ปรับปรุงทะเบียนเครื่องจักรกลของจังหวัด 4.จัดตั้งศูนย์ข้อมูลประชาสัมพันธ์ร่วม ให้เป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้