วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โว รปช.รอขันหมาก ‘เทือก’ ชี้รัฐบาลผสมแน่ บิ๊กตู่เหน็บสื่อ-โผทหาร

โว รปช.รอขันหมาก ‘เทือก’ ชี้รัฐบาลผสมแน่ บิ๊กตู่เหน็บสื่อ-โผทหาร

  • Share:

“บิ๊กตู่” ยังงดจ้อ แต่ไม่วายเหน็บสื่อ ธุระไม่ใช่ เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายทหาร “หมวดเจี๊ยบ” เถียงแทนสื่อ มีสิทธิ์รู้ มีสิทธิ์ถาม “เทือก” โว รปช.แต่งตัวรอขันหมาก ถูกเชิญร่วมรัฐบาลแน่ “หม่อมเต่า” เสียบนั่งหัวหน้า รปช. ยังพูดไม่ชัดหนุน “บิ๊กตู่” นั่งนายกฯต่อ เย้ย พท.อนาคตมืดมน ลูกหาบจ่อชิ่งหนีแยกตัวตั้งพรรคใหม่ “จตุพร” ชี้บ้านเมืองยังจมวิกฤติศรัทธา หลีกหนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์การเมือง เลือกตั้ง-ยึดอำนาจ-เดินขบวนเจ็บ ตาย ยกพระราชดำรัส ร.10 คือแสงนำสู่ทางออกประเทศชาติ นปช.จะเปลี่ยนแนวลดโทนฮาร์ดคอร์ ยึดหลักสันติวิธี โฆษก กห.-อธิบดีประมงโต้ซื้อเรือประมงหางบลงเลือกตั้ง

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยเฉพาะประเด็นการเมือง ตั้งแต่หลังการประชุม ครม.วันที่ 31 ก.ค. แต่ก็ยังมีการกระเซ้าเชิงตำหนิสื่อมวลชนอยู่เป็นครั้งคราว ล่าสุดตอกสื่อหน้าหงายในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร-ตำรวจ ประจำปี

“บิ๊กตู่” นำ ครม.ร่วมพิธีกำเนิด ร.ร.จปร.

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. เวลา 07.42 น. ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมพิธีวันพระราชทานกำเนิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครบรอบ 131 ปี โดยมีคณะรัฐมนตรีทหาร อาทิ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมพิธีและมีตัวแทนศิษย์เก่าแต่ละรุ่นวางพานพุ่มถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 อย่างคึกคัก เช่น พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีด้วย

แขวะไม่ใช่หน้าที่สื่อแต่งตั้งทหาร

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เป็นตัวแทนศิษย์เก่านักเรียน จปร.วางพานพุ่มถวายสักการะพระบรม ราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ในส่วนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาเป็นตัวแทนร่วมวางพานพุ่มของนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่นที่ 17 ตั้งแต่เวลา 06.09 น. และเดินทางกลับก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางมาถึง ทั้งนี้ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์วางพานพุ่มเสร็จทางสื่อมวลชนได้สอบถามว่า “อารมณ์ดีรึยัง และขอให้ยิ้มร่าเริงแจ่มใส” จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ยิ้มกลับ ก่อนจะหันมาทักทายนายทหารที่มารอส่งและพูดกับสื่อมวลชนว่า “สวัสดีทุกคน ไม่มีอะไร ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ และการแต่งตั้งเป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรีไม่ใช่สื่อมวลชน” ก่อนขึ้นรถยนต์เดินทางกลับ กทม.ทันที

“หมวดเจี๊ยบ” เถียงแทนสื่อมีสิทธิ์ถาม

ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไม่ควรพูดว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเป็นเรื่องส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี กับกระทรวงกลาโหมเพราะสื่อมวลชนมีสิทธิ์ถามความคืบหน้าหลักการพิจารณาตำแหน่งต่างๆ ถ้าหลักการแต่งตั้งโยกย้ายยึดหลักความรู้ ความสามารถ ไม่ต้องกลัวการถูกซักถามสังคมจะได้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าการจัดทำโผทหารยึดหลักมอบเก้าอี้ตอบแทนคนช่วยยึดอำนาจ หรือปูนบำเหน็จทหารช่วยค้ำบัลลังก์นายกฯ หรือช่วยเดินเกมการเมืองตามแผนสืบทอดอำนาจ เท่ากับการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ประเทศ ทำลายขวัญกำลังใจทหารที่ทำงานโดยไม่ฝักใฝ่การเมือง ไม่มีเส้นสาย หากไม่พร้อมรับการตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ควรรีบปลดล็อกการเมือง ปล่อยให้มีการเลือกตั้ง หลีกทางให้คนอื่นที่มีความพร้อมมากกว่าเข้ามาบริหารประเทศแทน

“สุเทพ” โว รปช.รอรับเชิญร่วมรัฐบาล

วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมแลนด์มาร์ค ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นัดประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรค โดย ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ในฐานะประธานในที่ประชุม แจ้งว่า การประชุมพรรคในวันนี้ จะนำไปสู่การจดทะเบียนต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อตั้งเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายต่อไป ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค กล่าวว่า พรรคเราไม่ได้ตั้งเพื่อประโยชน์ของใคร แต่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคที่กำหนดนโยบายและเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ยืนยันว่าทุกเขตเลือกตั้งของพรรค จะต้องมาจากการทำไพรมารี โหวตของประชาชน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตกลงกันแล้วว่าจะให้มีจำนวนชายและหญิงเท่ากัน ตนภูมิใจที่ยืนเคียงข้างพรรคการเมืองนี้และจะทำงานอย่างทุ่มเทกับทุกคน จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองนี้ จะไม่ลงสมัคร ส.ส.ระบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ แต่จะขึ้นเวทีปราศรัยช่วยพรรคทั่วประเทศ เชื่อมั่นว่าพรรคเราจะได้เป็นรัฐบาล ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่หมอดู พรรคเราเป็นพรรคของประชาชนแท้จริง ใครๆก็อยากคบด้วย ภายหลังการเลือกตั้งไม่มีรัฐบาลพรรคเดียวแน่นอน แต่จะเป็นรัฐบาลผสมถึงเวลานั้นก็รอรับขันหมากได้เลย ตนจะไม่รับตำแหน่งในรัฐบาล จะสนับสนุนนักการเมืองรุ่นใหม่ จะทำหน้าที่เป็นโค้ช พี่เลี้ยงและนำประสบการณ์ของตนกว่า 40 ปีไปช่วยงานต่อไป เป็นการตอกย้ำว่ายังรักษาคำพูด

“หม่อมเต่า” เสียบนั่งหัวหน้าพรรค

จากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค กระทั่งได้ข้อสรุปจนครบตามจำนวน 7 ตำแหน่ง คือ ม.ร.ว.จัตุมงคลโสณกุล เป็นหัวหน้าพรรค แม้จะมีผู้ร่วมจัดตั้งพรรคเสนอชื่อนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นแคนดิเดตในตำแหน่งนี้ แต่นายเอนกประกาศขอถอนตัว ขณะที่นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นเลขาธิการพรรค น.ส.จุฑาทัตต เหล่าธรรมทัศน์ เป็นเหรัญญิกพรรค ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ เป็นนายทะเบียนพรรค พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ เป็นกรรมการบริหารพรรค นายวีระชัย คล้ายทอง เป็นกรรมการบริหารพรรค และนางสุเนตตา แซ่โก๊ะ เป็นกรรมการบริหารพรรค โดยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดนี้จะทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมีการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งแรก จากนั้นจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดถาวร

เลี่ยงบาลีหนุน “บิ๊กตู่” ต่อตั๋วนายกฯ

จากนั้น ม.ร.ว.จัตุมงคลแถลงข่าวตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความเป็นไปได้ในการร่วมรัฐบาลว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทยมีโอกาสที่จะได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบระบบเลือกตั้งเพื่อทำให้รัฐบาลมีหลายพรรคการเมือง ส่วนการสนับสนุนให้บุคคลใดหรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ นั้นยังไม่มีประโยชน์ที่จะคิดยาวขนาดนั้น ยังไกลเกินไป การเลือกตั้งครั้งหน้ารัฐธรรมนูญกำหนดให้ทุกพรรค การเมืองต้องเสนอชื่อนายกฯ อยู่แล้ว เชื่อว่านายกฯ น่าจะมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เมื่อถามว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทยจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หรือไม่ ม.ร.ว.จัตุมงคลตอบว่า ยังมีเวลาคิด แต่ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์จะลงมาสมัครหรือไม่ เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรครวมพลังประชาชาติไทยได้ดูดอดีต ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นมาบ้างหรือไม่ ม.ร.ว.จัตุมงคลตอบว่า เรามีคนของเราอยู่แล้ว เรายินดีรับทุกคน เมื่อถามว่า จะร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ ม.ร.ว.จัตุมงคลตอบว่า เท่าที่เห็นก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน หากพรรคพลังประชารัฐได้เสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาล คิดว่าเราก็น่าจะมีโอกาสได้ร่วมงาน

เย้ย พท.อนาคตมืดสมาชิกชิ่งหนี

เมื่อถามว่า ในทางกลับกันถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จะมีโอกาสร่วมงานกันหรือไม่ ม.ร.ว.จัตุมงคลตอบว่า ถึงตอนนั้นจะยังมีพรรคเพื่อไทยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตนได้เรียนหนังสือกับคนของพรรคเพื่อไทยหลายคน ทราบว่าหลายคนคิดจะแยกตัวไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ แต่ถ้าเป็นกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ คิดว่าน่าจะร่วมงานกันง่ายกว่า เพราะนายสุเทพออกมาจากพรรคก็ไม่ได้โกรธกัน และลูกของตนก็ยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่เห็นก็ไม่มีอะไรขัดกัน

“จตุพร” ชี้ยังมีปัญหาวิกฤติศรัทธา

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมอภิวันท์ วิริยะชัย ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขึ้นกล่าวปราศรัยถึงจุดยืนกลุ่ม นปช. ต่อหน้ามวลชนเสื้อแดงกว่า 500 คน พร้อมถ่ายทอดสดผ่านรายการลมหายใจพีซทีวี สถานีโทรทัศน์พีซทีวี และช่องทางต่างๆ ทางโซเชียลมีเดียว่า ทิศทางของ นปช.จากนี้จะก้าวย่างอย่างไร มีหนทางพาประเทศเดินไปข้างหน้าเพื่อพ้นวิกฤตการณ์นี้ได้อย่างไร กงล้อประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเราต้องตายก่อนแล้วจะแก้วิกฤติได้ มาวันนี้ทำไมไม่ร่วมกันคิดว่าทำไมไม่แก้วิกฤติโดยไม่ต้องตายบ้าง ตายกันมาหลายร้อยชีวิต บาดเจ็บเป็นหมื่นคน จากการไปต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ปัญหาของบ้านเมืองตอนนี้คือวิกฤติศรัทธา ที่จะนำบ้านเมืองไปสู่จุดเดิม หลายคนอาจคาดว่าตนออกมาจากคุกคงมีความเคียดแค้น แต่ไม่มีเลย ในหัวใจมีแต่ความรักชาติบ้านเมือง ต้องการให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ต้องการให้ใครต้องมาตายเพราะระบอบการปกครองที่เรียกร้อง ดังนั้น นโยบายหลักของ นปช.ยังคงมีความชัดเจน สิ่งที่เคยมีความพยายามทำลาย นปช.ในอดีตมีแค่เรื่องเดียว ทั้งที่เรื่องนี้เป็นนโยบายหลักของเรา นั่นคือการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข พูดให้ชัดว่าทุกคนที่เกิดในชาติบ้านเมืองนี้ ต่างเป็นพสกนิกร ความเห็นต่างเป็นแค่ความเห็นทางการเมือง

วงจรอุบาทว์การเมืองทำลายตัวเอง

นายจตุพรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ ขณะนี้เลวร้ายกว่าก่อนร่างรัฐธรรมนูญ 40 ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ว่าจะดูดกันไปเท่าใด แต่สิ่งที่เกิดจะเป็นเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกมาจัดการกับฝ่ายการเมืองได้ ถ้าเรียกแบบ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็คือวงจรอุบาทว์ มีเลือกตั้ง ยึดอำนาจ มีประชาชนออกมาต่อสู้จนบาดเจ็บล้มตายไม่ว่าใครจะขึ้นมามีอำนาจ ดังนั้นสิ่งที่พี่น้องมอบความหวังไว้กับ นปช. ขอให้ สบายใจว่าจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด จะช่วยสร้างความ เข้าใจให้เกิดขึ้นในชาติ ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา เราผ่านความตายนับไม่ถ้วน ซึ่งเราไม่มีวันลืมแน่ และขณะนี้ยังมีพี่น้องเราในเรือนจำอีกจำนวนมาก ซึ่งจะหารือกับแกนนำคนอื่นเพื่อเดินทางไปเยี่ยมในทุกเรือนจำ จากนั้นนายจตุพร ได้ร้องเพลง หัวใจผูกพัน เพลงชีวิตและอิสรภาพ

พระราชดำรัส ร.10 คือทางออกชาติ

ต่อมานายจตุพรได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนถึงทิศทางการเดินของ นปช.ว่า เรื่องแรก มองว่าข้อเสนอของ นปช.ที่เคยยื่นไว้กับทางกระทรวงกลาโหม รวม 10 ประเด็น คือแนวทางในการหาทางออกเบื้องต้น อยากให้มาปัดฝุ่นมาพิจารณาดู ส่วนอะไรเป็นสาเหตุที่จะทำให้บ้านเมืองกลับเป็นแบบเดิม นปช.จะไม่ทำ การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้เห็นต่างก็จะสามารถทำได้ ยอมรับว่าขณะที่อยู่ในเรือนจำเคยมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ หลายเรื่องพูดคุยกันได้ ไม่เคยมีความแค้นเรื่องส่วนตัวกัน แค่เห็นต่างทางการเมืองกันเท่านั้น ส่วนเรื่องสีนั้นก็เป็นแค่เปลือก ไม่ใช่หลักใหญ่แต่จิตวิญญาณต่างหากจะเป็นหลัก คนเสื้อแดงก็เรียกร้องแค่เรื่องเดียว คือความเสมอภาค ไม่มีมากกว่านี้ ดังนั้นอะไรที่เป็นทางออกแล้วไม่กระทบจิตใจกันก็ยอมรับได้ รวมทั้งพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 10 ความยุติธรรมและความรักสามัคคี จะเป็นประเด็นหลักที่ทุกฝ่ายน้อมนำไปปฏิบัติเป็นทางออกที่ดีของบ้านเมือง และจากนี้จะไม่จัดรายการผ่านสถานีโทรทัศน์พีซทีวีอีก แต่จะใช้สื่อสารผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์แทน ใช้วิธีอธิบายเรื่องต่างๆ แบบที่ลดโทนลงด้วย

ยึดแนวสันติวิธี ลดโทนรุนแรง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรค เพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ระบุชัดเจนว่าประเทศต้องเดินตามปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ต้องการให้ประเทศเดินหน้าด้วยความสามัคคี ดังนั้น พวกเราคนไทยทุกคนก็ควรเดินตามปณิธานของพระองค์ท่าน แนวทางของ นปช. คือแนวทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตประเทศ และรัฐบาลต้องตรวจสอบได้ โดย นปช.ยึดหลักสันติวิธี นำประเทศไปสู่การเลือกตั้ง

“สาธิต” ขึ้นธรรมาสน์สอน “บิ๊กตู่”

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีสื่อมวลชนหลักของประเทศอินโดนีเซีย ตีพิมพ์บทความระบุอย่าให้ผู้นำเผด็จการทหารไทยนั่งเป็นประธานอาเซียนในปีหน้าว่า เป็นเพียงคำวิจารณ์ของคอลัมนิสต์ ยังไม่ใช่คำพูดของผู้นำประเทศใดประเทศหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไม่ควรไปกังวล อย่าไปมีอารมณ์หรือตื่นตระหนก ในข้อตกลงไทยย่อมน่าจะได้เป็นประธานอาเซียนปีหน้าอยู่แล้ว ควรใช้การชี้แจงทำความเข้าใจเป็นหลัก ถ้าใช้อารมณ์จะทำให้ภาพลักษณ์ตัวเองตกต่ำลงเรื่อยๆ จะมีผลทั้งในและต่างประเทศ ยกตัวอย่างกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อารมณ์พูดในทำนองว่า มีเลือกตั้งตามโรดเเม็ปแน่นอน ยกเว้นมีการตีกัน ซึ่งในภาวะประเทศไทยกำลังเดินไปสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดปีหน้า นายกฯควรสร้างความมั่นใจ ความชัดเจนในตัวโรดแม็ปมากกว่าการถูกวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ ท่านนายกฯก็ชี้แจงไป ไม่ควรแสดงอารมณ์ หรือใช้กิริยาที่ไม่มีวุฒิภาวะ ทั้งในฐานะผู้นำประเทศ ในฐานะคนที่อาวุโส จะไปกล่าวหาใครหรือมโนภาพว่าจะเกิดการตีกัน สิ่งเหล่านี้บั่นทอนความน่าเชื่อถือของตัวเอง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในต่างประเทศ กระทบกับภาพของไทยในทุกด้าน ขอแนะนำให้ท่านนายกฯมีความเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะในด้านการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้ดีกว่านี้

พท.จี้เร่งคืน ปชต.อวดชาวโลก

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี Jakarta Post สื่อหลักอินโดนีเซียตีพิมพ์บทความ อย่าให้ผู้นำเผด็จการทหารไทยนั่งประธานอาเซียนในปีหน้าว่า แทนที่รัฐบาล คสช.จะห้ามนำเรื่องประธานอาเซียนมาจุดไฟขยายความขัดแย้งนั้น ควรเปิดโอกาสให้วิพากษ์ วิจารณ์ในวงกว้างเพื่อหาแนวทางแก้ไขจะดีกว่า การเป็นประธานอาเซียนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามวาระ ไม่เคยมีปัญหาแบบนี้มาก่อน เมื่อถึงวาระก็ต้องได้เป็น ต้องคิดว่าเหตุใดพอเวียนมาถึงประเทศไทยรอบนี้ จึงมีการเปิดประเด็นตั้งคำถามลักษณะนี้กับรัฐบาลไทย ถ้าบทความดังกล่าวขยายวงออกไปจนอาเซียนพิจารณาเป็นอย่างอื่น ไม่ส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ก็อาจเป็นสัจธรรมว่า แม้รัฐบาล คสช.จะควบคุมเกือบทุกอย่างในประเทศได้ แต่ไม่สามารถควบคุมต่างประเทศได้ ปัญหานี้มีทางแก้ไขได้ โดยแสดงความจริงใจให้อาเซียนเห็นการจัดการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.ปี 62 ให้ได้ รวมถึงพิจารณาปลดล็อก ยกเลิกห้ามชุมนุมทางการเมือง

“นพดล” เตือนรัฐอย่าเก่งคนเดียว

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า รัฐบาล และ คสช.สามารถทำให้บรรยากาศบ้านเมืองกลับสู่ปกติเพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่เสรีภาพ ทั้งในการแสดงความ คิดเห็น และการชุมนุมทางการเมือง แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการปลดล็อกการเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อใด รัฐบาลควรสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รับฟังความเห็นต่าง สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศเพียงลำพังได้ ดูจากผลโพลว่าประชาชนคิดอย่างไร ปีที่ 5 แล้ว มีความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน หากการเลือกตั้งเกิดในเดือน ก.พ.62 ตามที่พูดไว้ ก็เหลือเวลาไม่กี่เดือน อยากให้รัฐบาลได้ทบทวนวิธีการทำงาน ว่าทำอย่างไรจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหา สร้างความชัดเจนให้โรดแม็ปทางการเมือง ไม่ต้องพูดถึงการสร้างความปรองดองที่ดูเลือนราง แต่ควรรู้ว่าลำพังรัฐบาลไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

“ประจักษ์” ออกตัวสามมิตรไม่ได้จีบ

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีต รมช.คมนาคม และอดีต ส.ส.ขอนแก่น กล่าวถึงการพบกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตรว่า การพบปะกับนายสมศักดิ์เนื่องจากนายปัญญา ศรีปัญญา อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ได้โทรศัพท์มาถึงตนและชวนมารับประทานอาหารกับนายสมศักดิ์ จึงเห็นว่าเมื่อมีผู้ใหญ่เดินทางมาก็เลยไปพบ โดยนายสมศักดิ์ได้เล่าถึงการเดินทางไปที่จังหวัดกาฬสินธุ์และมหาสารคาม และได้คุยกันถึงเรื่องผู้สมัคร แต่ยืนยันว่าไม่มีการเอ่ยปากชวนตนเข้าร่วมกับกลุ่มสามมิตรแน่นอน ไม่มีเรื่องนี้จากปากนายสมศักดิ์ และตนก็เคยบอกไปแล้วว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่ลงสมัคร ส.ส.เขตอย่างแน่นอน นอกจากว่าผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยอยากให้ลงเพื่อนำทีมสู้ศึก ก็จะพิจารณาอีกที แต่อาจมีภรรยาและลูกๆลงสมัครซึ่งขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงสมัครในนามของพรรคใด

กกต.แจงเหตุจำเป็นรีบเลือกผู้ตรวจฯ

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ยอมรับข่าวการเคลื่อนไหวของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะให้มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. เรื่องการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่นั้นมีจริง แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดเป็นอย่างไร การประชุมคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต.กลางเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นไปตามตารางการปฏิบัติงาน โดยคาดการณ์กว่าจะเสร็จขั้นตอนของการคัดค้าน การตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การอบรม ให้รู้เข้าใจขั้นตอนการตรวจการเลือกตั้งการรายงานเหตุ จนสามารถปฏิบัติงานได้ก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกับที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มีผลบังคับใช้ต้องดำเนินการสรรหาทันที และผู้ตรวจการเลือกตั้งก็ต้องมาช่วยงานในส่วนนี้ ทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันต้องคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งทั้ง 616 คน ซึ่งเวลานี้หาก สนช.ที่กำลังพิจารณาจะเสนอแก้ไขกฎหมาย หรือประชาชนที่มีข้อมูลเห็นว่า ผู้ที่ กกต. ประกาศชื่อ มีความไม่เหมาะสม ก็สามารถยื่นคัดค้านพร้อมหลักฐานได้ หรือเมื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งทำงานไปแล้วผลงานไม่ดี ถูกร้องเรียน ตามระเบียบก็ให้มีการประเมิน ไม่ผ่านก็ต้องเปลี่ยน

เผย สนช.จ่อโละทิ้งล้างเครือข่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวของ สนช. บางส่วนเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังมีข่าวว่าผู้ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง เป็นอดีตพนักงาน และคนใกล้ชิดของ กกต.ปัจจุบัน ซึ่งในการเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.นั้น ต้องการให้นำกระบวนการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งมาอยู่ในกฎหมายลูก ไม่ใช่ให้ กกต.ไปออกระเบียบเช่นปัจจุบัน โดยอ้างว่าเพื่อให้การคัดเลือกแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม และให้การคัดเลือกแต่งตั้งซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนวันที่กฎหมายลูกนี้ใช้บังคับสิ้นผลไป และให้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่กฎหมายลูก กกต.นี้มีผลใช้บังคับ

“คงชีพ” โต้ตอนงบซื้อเรือประมง

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมจัดซื้อเรือประมง โดยเตรียมงบไว้จำนวนมากเกินจริงเพื่อหวังผลประโยชน์ไปใช้ในทางการเมืองช่วงเลือกตั้งว่า รัฐบาลปัจจุบันพยายามแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำอุตสาหกรรมประมงทั้งระบบที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปีเป็นไปอย่างถูกต้องและได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติ ทั้งการจัดระเบียบเรือ การบริหารจัดการประมง การคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน การตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า สำหรับแนวทางการช่วยเหลือซื้อเรือประมง เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาและสนับสนุนชาวประมงที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับประกอบกิจการในอาชีพใหม่ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองตามที่มีคนออกมาตั้งข้อสังเกต เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ล้วนทำด้วยความจริงใจ ต้องการวางรากฐานการมีและใช้ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

ข้องใจโยงได้ไงโยกงบลงเลือกตั้ง

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมการประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรณีมีกระแสข่าวการจัดซื้อเรือประมงไม่มีใบอนุญาตนั้น ต้องชี้แจงว่าเรือประมงที่จะเข้าโครงการต้องเป็นเรือประมงที่ถูกกฎหมาย มีทะเบียนถูกต้อง แต่ไม่มีใบอนุญาตทำประมง หากทำประมงจะผิดกฎหมาย จำเป็นต้องออกจากระบบ โดยมีภาครัฐเข้าไปสนับสนุน เป็นการช่วยเหลือชาวประมง และไม่ได้ซื้อแพงจนเกินความเป็นจริงตามที่มีกระแสข่าว กรณีที่ระบุว่ารัฐบาลใช้งบปี 58 มาซื้อเรือประมงผิดกฎหมายนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด ความจริงโครงการซื้อเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตมีจริง แต่ไม่ใช่เรือที่ผิดกฎหมายและงบประมาณในการจัดซื้อยังไม่มี ต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลก่อน การบอกว่าเอางบประมาณตั้งแต่ปี 58 มาใช้ในปี 61 ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่มีรัฐบาลไหนลากงบนานขนาดนี้ เรื่องนี้พูดกันมาตั้งแต่ 58 แต่ยังทำ โครงการไม่ได้ ต้องรอ ครม.อนุมัติก่อน เพราะจะเอาเงินจากไหนมาซื้อเรือ 3 พันล้านถ้า ครม.ไม่อนุมัติ สัปดาห์หน้าจะแถลงข่าวเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ ป้องกันข้อมูลที่อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะที่มีการโยงว่าจะนำงบครั้งนี้ไปใช้เพื่อเลือกตั้ง ซึ่งมันคนละเรื่องไม่รู้ไปโยงกันได้อย่างไร

โพลชี้คนเชื่อประชาธิปไตยพารอด

วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องความสนใจของสาธารณชน จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,035 คน ระหว่างวันที่ 1-4 ส.ค. พบว่าส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 90.6 สนใจเรื่องปัญหาปากท้อง รายได้รายจ่ายของตัวเองและครอบครัวมากกว่าเรื่องการเมือง ส่วนความเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยจะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้นนั้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 82.4 เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด มีเพียงร้อยละ 17.6 ที่เชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่น เมื่อสอบถามความสนใจว่าเมื่อไหร่จะได้เลือกตั้ง ร้อยละ 58.3 ระบุสนใจมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 41.7 สนใจน้อยถึงไม่สนใจเลย เมื่อถามถึงเรื่องนักการเมืองย้ายพรรค ร้อยละ 56.9 สนใจน้อยถึงไม่สนใจเลย ในขณะที่ร้อยละ 43.1 สนใจมากถึงมากที่สุด เมื่อถามว่าถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้งอยากเห็นคนไทยทำอะไร ร้อยละ 75.9 อยากเห็นคนไทยต่อต้านซื้อสิทธิ ขายเสียง รองลงมาร้อยละ 63.7 อยากเห็นคนไทยใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากกว่าทุกครั้ง ร้อยละ 61.2 ระบุเลือกคนดี ช่วยเหลือประชาชน ร้อยละ 59.3 ดูแลบ้านเมืองไม่เสียหายซ้ำรอยเดิม ร้อยละ 54.4 ระบุตัดสินที่นโยบายดี มีความเป็นไปได้จริง ร้อยละ 48.9 คิดเห็นสร้างสรรค์ไม่ทำรุนแรง ร้อยละ 43.1 มีสติก่อนตัดสินใจ ร้อยละ 41.9 แจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่รัฐ ร้อยละ 40.5 ดูแลความสงบเรียบร้อย และร้อยละ 38.6 ศึกษาผู้สมัครให้ละเอียดถี่ถ้วน

“ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ขยับจ่อมาฮ่องกง

ด้านความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ภายหลังสถานเอกอัครราชทูตไทยในสหราชอาณาจักร ส่งจดหมายไปที่กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร เพื่อร้องขอให้ส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับมาประเทศ ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางออกจากอังกฤษกลับไปพำนักที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนหน้าไม่กี่วัน และมีภาพจากอินสตาแกรมแฟนคลับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์ภาพถ่ายร่วมนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในขณะที่ช็อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในนครดูไบ ล่าสุด ในสัปดาห์หน้านายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปฮ่องกง ตามด้วยสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยอดีต ส.ส.เพื่อไทยเตรียมเดินทางไปแล้วจำนวนมาก

“เรืองไกร” ย้ำอังกฤษเป็นคดีการเมือง

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะเข้ายื่นหนังสือต่อเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อแสดงหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะนำไปสู่การพิจารณาได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกดำเนินคดีที่เข้าข่ายความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง ที่สถานทูตอังกฤษในวันที่ 6 ส.ค.นี้ เวลา 10.30 น.

ค้านเอกชนพัฒนาที่ดินมักกะสัน

วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณีการรถไฟแห่งประเทศไทย ออกประกาศเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลัก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าจากการตรวจสอบทีโออาร์พบว่า มีการนำที่ดินบริเวณมักกะสันของการรถไฟฯจำนวน 150 ไร่ ไปให้เอกชนพัฒนาแสวงหากำไร ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ต่อกิจการของการรถไฟฯ จงใจประเมินราคาที่ดินดังกล่าวให้ต่ำกว่าความเป็นจริง 3-4 เท่า ล็อกสเปกเพื่อให้เอกชนบางรายเป็นการเฉพาะ ทำให้กลุ่มนายทุนระดับชาติไม่กี่รายสามารถจับมือกับผู้ประกอบการรถไฟความเร็วสูงจากต่างประเทศได้ ด้วยเหตุนี้จะไปยื่นคัดค้านถึงนายกฯ ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทำเนียบรัฐบาล เพื่อบอกกล่าวล่วงหน้า ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าต่อ ภาคประชาชนขอใช้สิทธิฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป

น้ำหลวงอาบศพ “สุชน ชามพูนท”

เมื่อเวลา 16.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นายสุชน ชามพูนท อดีต ส.ส.พิษณุโลก 14 สมัย ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน ที่โรงพยาบาลรามา เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2561 ด้วยอายุ 82 ปี โดยมี นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธี ที่ศาลาพุทไธสวรรค์ วัดคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และข้าราชการผู้ใหญ่ ประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีจำนวนมาก จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำศพบรรจุใส่โลงเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป โดยจะมีพิธีสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 5-11 ส.ค.นี้ จากนั้นก็จะเก็บศพไว้ 100 วัน และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 19 พ.ย. 2561

สำหรับนายสุชน เกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ค. เป็นนักการเมืองอาวุโส จ.พิษณุโลก ได้รับการเลือกตั้งให้เป็น ส.ส.ถึง 14 สมัย เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ อาทิ รมช.คลัง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร รมว.ทบวงมหาวิทยาลัย ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2554 ได้รับตำแหน่งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และลาออกจากตำแหน่ง ในเดือน มี.ค.2557

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้