วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ภัยไซเบอร์น่ากลัวขึ้นทุกวัน เรียนรู้เองด้วยปัญญาประดิษฐ์

ภัยไซเบอร์น่ากลัวขึ้นทุกวัน เรียนรู้เองด้วยปัญญาประดิษฐ์

  • Share:

สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวฮือฮาในแวดวงการเงินไทย เมื่อมี “แฮกเกอร์” ไม่ปรากฏนามเจาะเข้าไปในระบบสองธนาคารใหญ่ ได้ข้อมูลไปกว่า 123,000 ราย แต่เป็นลูกค้ารายย่อยและลูกค้าขอหนังสือค้ำประกัน ออนไลน์ จึงไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่กรณีที่เกิดขึ้น สะท้อนถึง “ความไม่ปลอดภัยในโลกออนไลน์” ที่นับวันจะซับซ้อนยิ่งขึ้น

เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Symantec บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลการศึกษาพบว่า ปี 2560 ที่ผ่านมามีลูกค้าออนไลน์ ได้รับผลกระทบจาก “โจรไซเบอร์” ถึง 978 ล้านคน ใน 20 ประเทศ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 172,000 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 5.76 ล้านล้านบาท เฉลี่ยได้รับความเสียหายคนละ 142 ดอลลาร์ 4,757 บาท

สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งก็คือ แฮกเกอร์ และ โจรไซเบอร์ ในอนาคต จะมีความฉลาดล้ำขึ้นเรื่อยๆ จากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ผ่าน “ระบบการเรียนรู้เองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์” ที่เรียกอย่างไพเราะว่า Machine Learning ซึ่งสามารถ วิเคราะห์พฤติกรรมของ มนุษย์ได้ทุกอย่างเมื่อมีการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ ว่ากันว่า ในอนาคตอันใกล้อีก 2-3 ปี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI-Artificial Intelligence จะมีความสามารถถึงขั้น สั่งการโจมตีด้วยโดรน หรือ สั่งฆ่าคนด้วยหุ่นยนต์ ประสาอะไรกับการขโมยข้อมูลในธนาคาร

ปัญญาประดิษฐ์ กับ แมชชีน เลิร์นนิ่ง นับวันจะน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการพัฒนาไปจนถึงขั้นอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ เหมือนในนวนิยายวิทยาศาสตร์ไม่มีผิด

คุณบุษกร ธีระปัญญาชัย ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีสัมมนา เทรนด์การเงินในยุคดิจิทัล ว่า ขณะนี้ทั่วโลกประเมินว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ จะมีสาเหตุมาจากภัยไซเบอร์และแฮกเกอร์เข้าไปโจรกรรมข้อมูล ฉะนั้นทุกธุรกิจต้องมีการปรับตัว เตรียมป้องกันความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสถาบันการเงิน ซึ่งติด 1 ใน 3 ที่ถูกแฮกเกอร์โจรกรรมข้อมูลมากที่สุดรองจากหน่วยงานรัฐ และข้อมูลทางการแพทย์

เดือนที่แล้วช่วงที่ผมไปร่วมเปิด ธนาคารไทยพาณิชย์สาขาเซี่ยงไฮ้ ทางธนาคารได้จัดให้ไปดูงานฟินเทคที่ Lufax อินเตอร์เน็ตไฟแนนซ์มาร์เกตเพลสที่ใหญ่อันดับ 2 ของจีนในการให้สินเชื่อรายย่อยแบบ P2P เป็นบริษัทลูกของ ผิงอัน บริษัทประกันชีวิตยักษ์ใหญ่อันดับสองของจีนที่ ค่ายซีพี ของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ถือหุ้นอยู่ 15.57% ตอนที่ซื้อเมื่อ 3 ปีก่อน ซีพีจ่ายไปแค่ 9,400 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 282,000 ล้านบาท ตอนนี้ ราคาขึ้นไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

การไปดูงานที่ลูแฟกซ์ ครั้งนี้มีประโยชน์มาก ทำให้ผมเข้าใจธุรกิจฟินเทคมากขึ้น เข้าใจเทคโนโลยีเอไอมากขึ้น เข้าใจการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น รวมทั้งระบบป้องกัน ต้องขอบคุณทางลูแฟกซ์ ที่ใจดีพาเข้าไปชม ห้องปฏิบัติการทั้งระบบของลูแฟกซ์ ตั้งแต่ธุรกรรมการเงินของลูกค้ารายย่อยแต่ละราย ไปจนถึงระบบป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ ช่วงที่ผมเข้าไปชมห้องปฏิบัติการยังไม่เที่ยง เว็บไซต์ของลูแฟกซ์ถูกแฮ็กถูกโจมตีไปแล้วกว่า 1 แสนครั้ง แต่สามารถป้องกันได้หมด

ที่น่าทึ่งก็คือ ลูแฟกซ์ใช้เอไอสู้กับเอไอ การแฮ็กการโจมตีกว่าแสนครั้งในครึ่งวันแรกระบบป้องกันได้หมด มีแสดงผลบนจอในห้องปฏิบัติการว่า ผู้โจมตีมาจากส่วนไหนของโลก มัลแวร์ที่ใช้โจมตีมีความร้ายกาจขนาดไหน ระบบป้องกันวิเคราะห์ออกมาให้ดูหมด และแบ่งเป็นสีให้ดูเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน

สิ่งที่ผมได้เห็นจาก ลูแฟกซ์ ทำให้มองทะลุไปถึง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเอไอของจีน ไม่แพ้สหรัฐฯและยุโรปแน่นอน ที่สำคัญกองทัพไซเบอร์จีน ต้องรับศึกสงครามไซเบอร์กับสหรัฐฯ และโลกตะวันตกทุกวันทำให้การพัฒนาด้านนี้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรก เอไอยิ่งฉลาดก็ยิ่งน่ากลัว มีทั้ง ประโยชน์ และ ภัยร้าย การใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาในโลกอนาคต เห็นท่าจะต้องลำบากมากขึ้น.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้