วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดใจ ทีมพญานาค เบื้องหลังเครื่องสูบน้ำ ช่วย 13 หมูป่าจากถ้ำหลวง

เปิดใจ ทีมพญานาค เบื้องหลังเครื่องสูบน้ำ ช่วย 13 หมูป่าจากถ้ำหลวง

  • Share:

เปิดใจผู้ปิดทองหลังพระ ในการช่วย 13 หมูป่าออกมาได้สำเร็จ คือ ทีมพญานาค ของ 'ชลอยกกระบัตร' ที่นำเครื่องสูบน้ำ เครื่องปั่นไฟมาช่วย จ.เชียงราย ดีใจเห็นการรวมพลังคนทั้งโลกเพื่อช่วยทั้ง 13 ชีวิต

จากเหตุการณ์ทีม 13 หมูป่า ติดถ้ำหลวง เทือกเขานางนอน จ.เชียงราย นับตั้งแต่วันที่หายเข้าถ้ำคือ วันที่ 23 มิถุนายน 2561 จนถึงวันนี้ วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 วันที่ทุกคนรอคอย วันที่ภารกิจพาหมูป่าออกจากถ้ำ โดยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน ทุกภาคส่วน และหลายๆ ประเทศทั่วโลกนั้น จะสำเร็จลุล่วงลงเป็นที่เรียบร้อยและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ซึ่งความสำเร็จของภารกิจการพาหมูป่าออกจากถ้ำนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่ภายในถ้ำเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบรรดาผู้ปิดทองหลังพระจำนวนมากที่ได้เข้ามาช่วยกันอย่างเต็มกำลัง ตามความสามารถเท่าที่จะทำกันได้

หนึ่งในบรรดาผู้ปิดทองหลังพระเหล่านั้น ก็มีบุคคลคนหนึ่งพร้อมทีมงานของพวกเขารวมอยู่ด้วย เขาคนนี้คือคนที่คนสมุทรสาครรู้จักกันในนามเรียกขานทั่วไปว่า “ชลอยกกระบัตร” หรือชื่อจริงก็คือ นายชลอ เกิดปั้น ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เจ้าของเต็นท์ “ชลอยกกระบัตร” และเครื่องปั่นไฟ “รองชลอกระแส” ซึ่งได้นำเครื่องปั่นไฟกำลังแรงจำนวน 3 เครื่อง ไปช่วยในภารกิจพาหมูป่าออกจากถ้ำนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เรื่อยมาจนถึงวันสุดท้ายคือวันที่ 9 กรกฎาคม 2561

นายชลอ หนุ่มใหญ่ในวัย 50 ปี กล่าวว่า ตนเป็นเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเต็นท์และเครื่องปั่นไฟมานานหลายปีแล้ว ที่ผ่านมาในปี 2554 เมื่อเกิดน้ำท่วมหนัก ก็เคยส่งเครื่องสูบน้ำพญานาคและทีมงานเข้าช่วยเหลือในหลายๆ พื้นที่ ทั้งในจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่วิกฤติ กระทั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2561 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เมื่อทีมหมูป่า 13 ชีวิตติดอยู่ในถ้ำหลวง ตนและครอบครัวก็ได้เฝ้าติดตามข่าวนี้มาอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าภารกิจการค้นหาทีมหมูป่านั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัญหาอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้าภายในถ้ำ จึงได้โทรศัพท์ไปถามทางหน่วยงานที่จังหวัดเชียงราย ว่าตนพอที่จะช่วยอะไรได้บ้าง

ทางจังหวัดเชียงรายก็ถามกลับมาว่า แล้วทางนี้มีอะไรบ้าง ตนก็บอกกลับไปว่า มีเครื่องปั่นไฟกำลังแรง กับมีท่อสูบน้ำแบบมอเตอร์ (ใช้กำลังไฟ) กับท่อสูบน้ำพญานาค (ใช้น้ำมันดีเซล) ครั้นพอทางจังหวัดเชียงรายได้ยินว่ามีเครื่องปั่นไฟ ก็รีบตอบรับทันที เพราะว่าเป็นสิ่งที่กำลังต้องการที่สุด ดังนั้นตนจึงได้จัดเครื่องปั่นไฟขนาด 150 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง เครื่องปั่นไฟขนาด 250 กิโลวัตต์ 1 เครื่อง ท่อสูบน้ำแบบมอเตอร์ 1 เครื่อง และท่อสูบน้ำแบบพญานาคอีก 1 เครื่อง พร้อมกับทีมงาน 5 คน ขึ้นรถบรรทุก 3 คัน มุ่งตรงไปจังหวัดเชียงรายทันที เมื่อไปถึงก็ได้รับการจัดสรรให้เข้าปฏิบัติหน้าที่บริเวณปากทางเข้าถ้ำ กับด้านหลังถ้ำ ซึ่งตนและทีมงานได้ปฏิบัติภารกิจแบบ 24 ชั่วโมงทุกวัน จนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 วันที่พาลูกหมูป่าพ้นออกจากถ้ำมาได้บ้างแล้วนั้น ก็ได้ถอนกำลังกลับมาที่อำเภอบ้านแพ้ว เนื่องจากเครื่องปั่นไฟที่ทาง กฟภ.เชียงรายมีอยู่เดิมนั้น เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ที่เหลืออยู่ 

หัวหน้าทีมพญานาค กล่าวว่า ในวันที่รู้ว่าทีมหมูป่าติดถ้ำตนเองก็รู้สึกใจหายและอยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือภารกิจสำคัญครั้งนี้ จนถึงวันนี้ วันที่สามารถพาหมูป่าออกจากถ้ำได้แล้วนั้น ตนเองรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เหมือนกับชาวไทยและคนทั่วโลกที่เฝ้าดูการช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิต รวมถึงได้เห็นพลังอันสำคัญจากทุกหน่วยงาน จากคนไทยทั่วทั้งประเทศ และน้ำใจจากทั่วโลกที่หลั่งไหลมารวมกันที่ถ้ำหลวง เพื่อให้ภารกิจพาหมูป่า 13 ชีวิตออกจากถ้ำ และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แม้ว่าพวกตนจะเป็นแค่ผู้ปิดทองหลังพระ แต่ก็รู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้