วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วัดกันใครเสี่ยงกว่า

เสียงเฮลั่นทั้งประเทศ นาทีที่นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯเชียงราย แถลงข่าวดีทีมนักประดาน้ำและหน่วยซีลค้นพบ 13 เยาวชนและโค้ชทีม “หมูป่าอะคาเดมี” ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ยังมีชีวิตปลอดภัยครบทั้ง 13 คน (ปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิต ถ้ำหลวงเชียงราย)

ปรากฏการณ์ที่เรียกได้ว่า “ความสำเร็จของประเทศไทย”

แน่นอนสถานการณ์นี้เกิดขึ้นได้ด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม พระมหากรุณาธิคุณ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ที่ทรงห่วงใยชีวิตของพสกนิกรชาวไทยของพระองค์

ทุกคนสำคัญหมดไม่ว่าจะอยู่ห่างพระเนตรพระกรรณแค่ไหน

จากกระแสรับสั่งผ่านราชเลขาธิการถึงรัฐบาลตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมพระราชทานคำแนะนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานเป็นระยะ พระราชทานอุปกรณ์ให้เจ้าหน้าที่ จัดตั้งครัวพระราชทานทำอาหารเลี้ยงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตลอดนับสิบวัน

13 เยาวชนทีมหมูป่าฯ รอดได้เพราะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมโดยแท้

และเหตุการณ์นี้ยังเป็นคำตอบของคำถาม “มีทหารไว้ทำไม”

สะท้อนจากภาพที่เห็น “หน่วยซีล” ทหารเรือถูกส่งเข้าไปปฏิบัติการในถ้ำหลวงฯ ปักหลักพื้นที่เสี่ยงตลอดสิบวันแทบไม่ออกมาภายนอก ขณะที่ทหารบกส่งหน่วยรบพิเศษนับร้อยนายเดินป่าไปสำรวจโพรงบนเทือกเขาหาทางเข้าถ้ำแบบไม่เจอไม่ถอนกำลัง ส่วนทหารอากาศส่งเครื่องบินลำเลียงเครื่องมืออุปกรณ์จากทุกพื้นที่ไปยังถ้ำหลวงฯได้อย่างรวดเร็วทันสถานการณ์

ถ้าไม่มีทหารงานนี้คงไม่จบสวยๆแบบนี้แน่

และก็ต้องได้เครดิตเช่นเดียวกัน รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ระดมสรรพกำลังได้พึ่บพั่บเฉียบไว ประสานทั้งในและต่างประเทศ โดยมอบธงให้ผู้ว่าฯเชียงราย ในการทำสงครามสู้กับเวลานาทีเป็นนาทีตาย

ถือว่าวิกฤติได้พิสูจน์เชิงบริหารจัดการของรัฐบาล “นายกฯลุงตู่”

สำคัญเหนืออื่นใด นั่นคือพลังสามัคคีที่แฝงอยู่ในสังคมไทยที่อุบัติขึ้นโดยอัตโนมัติ ถึงจุดคับขันต่างร่วมด้วยช่วยกันไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย มันเป็นโอกาสที่จะก้าวข้ามหลุมดำ ผ่านวิกฤติขัดแย้งทางการเมืองไปสู่เป้าหมายปฏิรูปประเทศ เห็นความหวังอยู่ตรงหน้า

ปรากฏการณ์วิกฤติชีวิตของ 13หมูป่าฯ ได้สร้างโอกาสให้สังคมไทย

“ปรองดอง” เกิดได้ในสถานการณ์คับขัน

คนไทยส่วนใหญ่รักกันถ้าไม่มีปมการเมืองมาปั่นหัว

โดยสถานการณ์แบบที่กำลัง “อุ่นเตา” เขี่ยหัวเชื้อความขัดแย้งเก่าๆ สุมไฟรอบใหม่

ตามจังหวะที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ระงับการอนุญาตให้จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ

พร้อมทั้งดำเนินคดีและตรวจสอบกรณีกลุ่มสามมิตรที่นำโดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา

พ่วงโยงไปถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ร่วมดูดอดีต ส.ส.ไปร่วมพรรคพลังประชารัฐ

อ้างหลักฐาน “แคปเจอร์” ข้อความไลน์มาตีปี๊บด่าตีกินกันเนียนๆ

ตามเหลี่ยมปลุกวาทกรรม 2 มาตรฐาน แห่กระแสกองเชียร์

แต่เรื่องของเรื่อง ในจังหวะที่ขุมข่าย “นายใหญ่” เดินหมากดักทางทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” ก็ต้องย้อนไปดูฉากที่อดีตนายกฯทักษิณใช้โอกาสวันเกิดน้องสาว ส่งคลิปถึงลูกหาบเมืองไทย ประกาศไล่คนย้ายพรรค เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เสียบแทน โวลั่นเพื่อไทยจะกวาด ส.ส.หมดอีสาน

“ทักษิณ” โชว์เพาเวอร์เป็น “สปอนเซอร์หลักอย่างไม่เป็นทางการ”

เทียบกับสถานการณ์เปิดตัวของนายสุริยะที่เคลื่อนตัวร่วมกับนายสมศักดิ์ ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดลึกๆซักเท่าไหร่

โดยที่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิดก็ชิ่งนิ่มๆ ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ได้รับผิดชอบเรื่องการเมือง ส่วนการที่ทีมสามมิตรเห็นตรงกันในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็สนับสนุน “ลุงตู่” กันทั้งนั้น

เรื่องของเรื่อง ว่ากันตามเนื้อผ้า ยึดหลักฐานตามกฎหมาย

มันก็ประเมินกันง่ายๆ

ระหว่าง “ทำแท้ง” พลังประชารัฐ กับ “ทำหมัน” ยุบพรรคเพื่อไทย

อันไหนเข้าเงี่ยงกฎหมายชัดเจนกว่ากัน.

ทีมข่าวการเมือง

เสียงเฮลั่นทั้งประเทศ นาทีที่นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯเชียงราย แถลงข่าวดีทีมนักประดาน้ำและหน่วยซีลค้นพบ13เยาวชนและโค้ชทีม “หมูป่าอะคาเดมี” ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ยังมีชีวิต 3 ก.ค. 2561 23:08 4 ก.ค. 2561 07:13 ไทยรัฐ