วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อานุภาพต่อพรรคใหญ่ 2 พรรค

อานุภาพต่อพรรคใหญ่ 2 พรรค

โดย สายล่อฟ้า
4 ก.ค. 2561 05:01 น.
  • Share:


เป็นได้แต่ต้องทำงานได้

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะเป็นความจริงและมีความสำคัญยิ่งอันเกี่ยวกับบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนำคณะบริหารประเทศ

นั่นหมายถึงจะต้องมีเสียงสนับสนุนที่เพียงพอ

หรือจะพูดอีกแบบก็คือรัฐบาลจะต้องมีเสถียรภาพ

ไม่ใช่ “รัฐบาลเป็ดง่อย” คือเป็นรัฐบาลได้ แต่ไร้เสถียรภาพ บริหารงานไม่ได้ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้

รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ยุคปลายหลังจากที่มีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งเกิดปัญหาในรัฐบาลเอง และแรงกดดันจากภายนอก

เป็นเหตุให้รัฐบาลทำงานไม่ได้แม้จะหาวิธีการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาแต่ก็มิอาจจะคุมอำนาจเอาไว้ได้ จนต้องพ้นจากตำแหน่งและยื้อด้วยการให้มีนายกฯรักษาการแทน

อันแสดงให้เห็นว่าเสถียรภาพทางการเมืองมีความสำคัญยิ่ง แม้จะไม่ได้มีเหตุมาจากภายใน แต่คนในได้สร้างเหตุขึ้นมาจนทำให้การเมืองภายนอกเข้ามาแทรกแซง

รัฐบาลชุดนี้ถือว่ามีเสถียรภาพมากพอสมควร เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากทหาร กองทัพจึงทำหน้าที่ด้านความมั่นคงคุ้มกันโดยปริยาย

เมื่อ คสช.มิอาจรักษาอำนาจต่อไปได้ หรือถ้าจะอยู่ก็คงเกิดปัญหาขัดแย้งทางการเมืองอย่างแน่นอน ทางออกก็คือต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง

แต่เมื่อคนเก่าของ คสช.ซึ่งรับตำแหน่งอยู่ในขณะนี้ต้องการที่จะเล่นการเมืองต่อไปโดยวางเป้าหมายเอาไว้ที่

นายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

ความจำเป็นที่จะต้องเข้าสู่การเมืองในระบบก็คือ จะต้องมีพรรคการเมือง นักการเมืองให้การสนับสนุนด้วยการยกมือในสภา เริ่มตั้งแต่การได้เป็นนายกฯ และการบริหารในก้าวต่อไป

แม้จะมี ส.ว. 250 เสียงให้การสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ก็เป็นการหนุนในบางเรื่องบางประเด็นเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาลแต่อย่างใด

เช่นงบประมาณการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สิ่งที่ดีที่สุดหากหัวหน้า คสช.ต้องการที่จะเป็นนายกฯหลังการเลือกตั้งนั่นคือ ได้เสียง ส.ส.สนับสนุนอย่างน้อยก็ต้องมี 251 เสียงขึ้นไป

ทั้งหมด 500 คน กึ่งหนึ่งก็คือ 250 เสียง ถ้าได้บวกขึ้นก็ยิ่งดี ไม่ใช่ได้แค่ 100 กว่าเสียงแต่อย่างใด เพราะนั่นมันแค่เสียงที่เลือกเป็นนายกฯบวกกับ ส.ว. 250 เสียง

แต่หากยอดเสียงสนับสนุน 100 กว่าเสียงนั้นรัฐบาลไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้แน่เนื่องจากเสียงในสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่ง

ไม่มีกฎหมายที่ห้ามเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

แต่รัฐบาลเสียงข้างน้อยย่อมไม่มีเสถียรภาพไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้

เมื่อจับจุดนี้ชัดเจนแล้วจึงไม่ต้องแปลกใจว่าก่อนหน้านี้ คสช.พยายามดึงนักการเมืองจากค่ายต่างๆด้วยเป้าหมายต่ำ จึงไม่ได้เร่งดำเนินการ “พลังดูด” ให้เห็นมากนัก

หมายความว่าใช้วิธีดึงกันเองโดยไม่ได้ใช้นักการเมืองระดับ “สามมิตร” เข้ามาขับเคลื่อนด้วยการแตะมือนักการเมืองทุกพรรค ทุกกลุ่มให้เข้ามาร่วมงานทางการเมือง

เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์แรกๆคงปรามาสว่าไม่มีทางดึงไปได้ แต่เมื่อแก๊งสามมิตรมาจริงๆ มาแบบใจใหญ่ไม่สนใจแม้กระทั่ง “ทักษิณ” เจ้าของเพื่อไทย

นี่เอง...กระมังคือความจริงทางการเมืองที่ทำให้เพื่อไทยไปแทบไม่เป็น เพราะยิ่งดิ้นก็ยิ่งดูดเข้ามาเรื่อยๆ

“พลังดูด” จึงมีอานุภาพต่อพรรคใหญ่เป็นอย่างยิ่ง.

“สายล่อฟ้า”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้