วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เกินต้านวิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ ภริยาซีไรต์แจกหนังสือฟรี

เกินต้านวิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ ภริยาซีไรต์แจกหนังสือฟรี

  • Share:

ธุรกิจหนังสือเล่ม หลังจากแต่ละสำนักพิมพ์ประสบปัญหาต่างๆกัน ล่าสุดสำนักพิมพ์โป๊ยเซียนถึงกับประกาศโละคลัง

“ไม่เก็บเอาไว้แล้ว ขายก็ขายไม่ออก เปิดร้านทีไรก็ขาดทุนทุกที อยากจะให้คนเห็นคุณค่าเอาไปอ่าน” ลันนาบอก

ลันนา บุญทวี เจ้าของนามปากกา “กิมหลั่น” และเจ้าของบทประพันธ์นวนิยายเรื่อง “เจ๊กบ้านนอก” คู่ชีวิตของ “คำพูน บุญทวี” นักเขียนรางวัลซีไรต์คนแรกของประเทศไทย เรื่องลูกอีสาน ที่ได้รับรางวัลเมื่อ พ.ศ.2522 และได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อ พ.ศ.2544

คำพูน บุญทวี เดิมชื่อ คูน บิดาชื่อ สนิท มารดาชื่อ ลุน เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2471 ที่ตำบลทรายมูล กิ่งอำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร หลังเรียนจบโรงเรียนปรีชาสายบัณฑิต ก็ออกหางานทำตามถิ่นต่างๆ เหมือนหนุ่มลูกอีสานทั่วไป อาชีพรับจ้างของคำพูนเป็นทั้งผู้ขายแรงแลกเงินไปวันๆ เลี้ยงม้าแข่ง และถีบสามล้อ อาศัยเป็นคนมีความรู้ขั้นพื้นฐานดี จึงได้เป็นครูสอนหนังสือ ต่อมาเปลี่ยนอาชีพเป็นผู้คุมนักโทษในเรือนจำ

อาศัยเวลาว่างช่วงเป็นผู้คุมนักโทษอ่านหนังสือ และเริ่มเขียนหนังสือ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2513 เรื่องสั้นเรื่องแรกผ่านสายตาบรรณาธิการ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ชื่อ นิทานลูกทุ่ง เมื่อเรื่องสั้นได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารฟ้าเมืองไทย ก็มีกำลังใจเขียนหนังสือเรื่อยมา จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างสูงจากนวนิยายเรื่อง ลูกอีสาน และนายฮ้อยทมิฬ

คำพูนจากไปเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2546 ท่ามกลางความเศร้าอาลัยของคนในแวดวงวรรณกรรมและนักอ่าน หลังคำพูนจากไป “กิมหลั่น” คู่ชีวิตก็ยังทำสำนักพิมพ์โป๊ยเซียน พิมพ์หนังสือทั้งของคำพูนและคนอื่นๆ ขายเสมอมา

“ตั้งแต่หลังปีปฏิวัติเป็นต้นมา หนังสือขายไม่ออกเลย ผ่านมา 4 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเปิดร้านที่ไหนมักจะขาดทุนทุกที เราลองมาคิดดูว่า ถ้าจะขายโละทิ้งไปเล่มละ 10 หรือ 20 บาท ก็เสียดายหนังสือดีๆทั้งนั้น เลยคิดว่าอย่ากระนั้นเลย บริจาคให้โรงเรียนหรือหน่วยงานราชการดีกว่า ใครอยากได้หนังสือก็ขอมา เราจะจัดส่งไปให้” ลันนาบอก

วิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ของหนังสือเล่ม หรือพ็อกเกตบุ๊กมิเพียง สนพ.โป๊ยเซียนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ หากแต่ทุกสำนักพิมพ์ได้รับผลกระทบมากน้อยต่างกันไป หากติดตามกระแสอย่างใกล้ชิด จะพบว่ามีสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่นำหนังสือออกมา “เท” ขายอยู่เนืองๆ ขณะที่บางสำนักพิมพ์ไม่รับพิมพ์ผลงานหนังสือบางประเภท ด้วยเหตุผลว่าไม่อาจทนต่อสภาพ “สต๊อกบวม” หรือที่เก็บหนังสือเกินจะใช้คำว่าเต็มแล้ว

สำหรับหนังสือที่จะบริจาคของลันนา บุญทวี มีอยู่ราว 20,000 เล่ม ตั้งใจแจกจ่ายให้รายละ 50 ปก ส่วนใหญ่เป็นผลงานของคำพูน บุญทวี อาทิ ลูกอีสาน, โสเภณีเด็ก, ลูกอีสานพเนจร, ลูกอีสานขี่เรือบิน, ฟ้าสั่งให้เกิดมาสู้, สัตว์และแมลงที่คนอีสานกิน, เปิดใจคำพูน บุญทวี จากซีไรต์ถึงศิลปินแห่งชาติ, มนุษย์ 100 คุก, ลูกลำน้ำโขง, อาถรรพ์เสียงแคน, นักสู้หมู่บ้านตกเขียว, ลาบหัวเราะ, นักเลงริมโขง, ลูกทุ่งเข้ากรุง, สัตว์พูดได้, เกร็ดประวัติอีสาน, นิทานโบราณภาคอีสาน, ผักพื้นบ้านอีสาน และเล่าเรื่องรางวัลซีไรต์ เป็นต้น

ลันนาบอกว่า ผลงานของคำพูนมีเรื่องลูกอีสานเล่มเดียวที่พอขายได้ ส่วนเล่มอื่นๆอีกหลายสิบเรื่องขายไม่ออก ทำให้บ้านกลายเป็นที่เก็บหนังสือ และยังต้องเช่าบ้านข้างๆเพื่อเก็บหนังสือที่ขายไม่ออกไว้อีก ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนจำนวนมหาศาล

“เรื่องลูกอีสาน เมื่อก่อนพิมพ์คราวละ 3,000–5,000 เล่มทุกปี ต่อมาพิมพ์ 3 ปีต่อ 1 ครั้ง และพิมพ์เพียง 3,000 เท่านั้น แต่ก็ยังขายไม่หมด”

เงื่อนไขในการแจกหนังสือ ลันนาบอกว่า อยากให้หน่วยงานราชการและโรงเรียน สถานศึกษาทุกแห่ง ถ้าต้องการหนังสือติดต่อได้โดยตรงที่

หมายเลข 08-1565-9469 เพื่อจะได้ให้เลขบัญชีโอนเงินค่าจัดส่ง และขอที่อยู่ผู้ต้องการหนังสือ ค่าจัดส่งหนังสือ 50 เล่ม จำนวนเงิน 600 บาท

ลันนาบอกว่า พร้อมบริจาคให้ทุกหน่วยงานจนกว่าหนังสือจะหมด ช่วงเวลาขอรับหนังสือ ยื่นความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2561 ไปจนถึงวันหนังสือหมดคลัง สาเหตุที่ต้องเริ่มต้นวันที่ 26 มิถุนายนนั้น เธอบอกว่าเพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของคำพูน บุญทวี

ใน 50 เล่มนั้นมีหนังสือหมวดต่างๆของสำนักพิมพ์โป๊ยเซียนคือ หมวดสารคดี, หมวดความรู้ทั่วไป, หมวดสาระนิยาย, หมวดนิยาย, หมวดเรื่องสั้น, หมวดวรรณกรรมเด็ก, หมวดประวัติศาสตร์, หมวดหนังสืออ้างอิง และหมวดนิทาน เป็นต้น

หนึ่งในหนังสือหมวดนิยายคือ ลูกอีสาน หนังสือรางวัลซีไรต์ปี พ.ศ.2522 นวนิยายเรื่อง “ลูกอีสาน เป็นเรื่องที่มีรสชาติ ผมจึงนำมาลงฟ้าเมืองไทย มีคนนิยมโดยเฉพาะชาวอีสานนิยมมาก เมื่อได้ซีไรต์ถือเป็นเกียรติของคำพูนและชาวอีสานทั้งมวล ผมยิ่งภูมิใจที่เลือกเรื่องลงฟ้าเมืองไทยได้ผลดี” อาจินต์ ปัญจพรรค์ แสดงทรรศนะไว้

เส้นทางของนวนิยายลูกอีสานนั้น คำพูน บุญทวี เล่าไว้ในคำนำว่า “นวนิยายลูกอีสาน ข้าพเจ้าเขียนให้นิตยสารฟ้าเมืองไทยรายสัปดาห์ตีพิมพ์เป็นตอนๆ โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นบรรณาธิการตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2518 ถึง พ.ศ.2519 เป็นเรื่องชีวิตจริงอิงนิยายของครอบครัวข้าพเจ้ากับเพื่อนบ้านที่ประสบภัยแล้ง และความอดอยากปากแห้งสมัยนั้น”

และ “พอเขียนจบแล้ว มีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งขอซื้อลิขสิทธิ์พิมพ์รวมเล่มจัดจำหน่าย แล้วส่งเข้าประกวดได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ.2519 และกระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเรียนด้วย”

ต่อมา “พ.ศ.2522 ก็ได้รับรางวัลนวนิยายยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือรางวัลซีไรต์” และในปี พ.ศ.2525 ซึ่งเป็นปีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ลูกอีสานก็ได้รับถ่ายทำเป็นภาพยนตร์

หลังผลงานลูกอีสานประสบความสำเร็จอย่างสูง คำพูนสร้างสรรค์ผลงานอื่นๆอีกมากมาย อาทิ เรื่องที่นำมาสร้างละครและภาพยนตร์คือ “นายฮ้อยทมิฬ” เป็นต้น หนังสือเหล่านั้นลันนาซึ่งเป็นคู่ชีวิตบอกว่า “เราต้องการให้กับคนที่ต้องการจริงๆ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าเก็บไว้ ไม่รู้เหมือนกันว่าก่อนเราตายจะขายออกไปหมดหรือเปล่า”

ลันนาบอกพลางชี้ให้ดูกองหนังสือในบ้านเลขที่ 118/160 ซอย 10/4 หมู่บ้านบัวทอง ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี รหัสไปรษณีย์ 11110 ภายในบ้านเต็มไปด้วยหนังสือทั้งที่อยู่บนชั้นวาง และในห่อกระดาษซ้อนๆวางกันไว้อย่างแออัด และยังพาขึ้นไปดูห่อหนังสือในชั้นบ้านหลังเดียวกัน

ส่วนใหญ่อยู่ในห่ออย่างดี แต่ละห่อเขียนชื่อหนังสือในห่อเอาไว้อย่างเป็นระบบ และยังมีภาพและหนังสือสำหรับเด็กอย่าง นางสิบสอง เงาะป่า สังข์ทอง และพระสุธน มโนราห์ เรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

“ยังไม่ใช่แค่นี้ ยังต้องเช่าบ้านหลังติดกันไว้อีก เช่าไว้เก็บหนังสืออย่างเดียว กลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ถ้าปล่อยไว้นานไป เรื่องเงินคงจะลำบาก”

ลันนาเอ่ยพลางเดินนำลงจากบ้านทาวน์เฮาส์ ก่อนเข้าไปยังบ้านหลังที่เช่าไว้เก็บหนังสือ ทั้งชั้นบนและล่างล้วนเต็มไปด้วยหนังสือที่อยู่ในห่อนับ 10,000 เล่ม

สำหรับชีวิต “กิมหลั่น” หลังจากคำพูน บุญทวี จากไป เธอยังชีพอยู่ด้วยการพิมพ์และขายหนังสือ

ต่อเมื่อสื่อยุคใหม่เข้ามา สื่อสิ่งพิมพ์คนสนใจน้อยลง เป็นผลทำให้หนังสือค้างอยู่ในคลังมากเกินจำเป็น และไม่มีวี่แววว่าจะขายได้หมด จึงต้องตัดสินใจโละคลังหนังสือด้วยการบริจาคฟรี.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้