วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หวังตร.สากลกล่อม ทางการเยอรมัน ส่งตัว ‘พรหมเมธี’ ผบ.ตร.ไปคุยเอง

“จักรทิพย์” ประสานสำนักงานใหญ่ตำรวจสากล ใช้ช่องทางตำรวจด้วยกัน กล่อมให้ทางการเยอรมนีส่งตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมาดำเนินคดีเมืองไทย ศุกร์ 15 มิ.ย.นี้รู้ผล แฉเหตุดำเนินคดีพระผู้ใหญ่ 3 วัด ในคดีร่วมกันฟอกเงิน เพราะพบหลักฐานพระกระทำความผิดเอง ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อข้าราชการสำนักพุทธฯในคดีเงินทอนอย่างที่เคยพบ เผยหลักฐานวัดสระเกศฯ ของบ พศ. 2 ครั้ง รวม 62.5 ล้านบาท แต่กลับโยกย้ายเงินเข้าบัญชีสีกาคนสนิทอดีตเจ้าอาวาส 50 กว่าล้าน

กรณีกองบังคับการปราบปรามบุกจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 7 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสามพระยาวรวิหาร และวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ที่เกี่ยวข้องคดีทุจริตเงินทอนวัด และร่วมกันฟอกเงิน รวมทั้งฆราวาสอีก 4 คน นำตัวฝากขังระหว่างสอบสวน ศาลไม่ให้ประกันตัว ในรายที่เป็นพระทั้งหมดถูกถอดสมณศักดิ์ โดนจับสึกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เหลือผู้ต้องหาในคดีนี้อีก 1 คนคือนายจำนงค์ เอี่ยมอินทรา หรืออดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม หนีข้ามประเทศไปขอลี้ภัยอยู่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตำรวจอยู่ระหว่างยื่นเอกสารชี้แจงหวังให้ทางการเยอรมนีเนรเทศ พร้อมออกหมายจับผู้พาหลบหนี 5 คน ขณะเดียวกัน ดีเอสไอคุม “พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร” ให้กองปราบฯดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังมือลั่นโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เตรียมจับ 4 เจ้าอาวาสวัดดัง พันคดีเงินทอนวัด นอกจากนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยังทำหนังสือไปยังพศจ.ทั่วประเทศ หาวัดต้นแบบ พระที่ไม่จับเงินตามพระธรรมวินัย ส่งผลให้มีกระแสความไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวเพราะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบันตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าในคดีทุจริตเงินทอนวัด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 13 มิ.ย. ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเงินทอนวัด ลอต 4 ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน หาพยานหลักฐานวัดทั่วประเทศที่ได้รับงบอุดหนุนเกิน 1 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าพบการทุจริตแล้วกี่วัด รอรวบรวมพยานหลักฐานทุกอย่างให้สมบูรณ์ก่อนอีกทั้งมีการประชุมร่วมกับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) ในต้นเดือน หากพยานหลักฐานแน่นหนาและสมบูรณ์แล้ว ผอ.พศ.ถึงจะแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีเงินทอนวัดลอต 4

ส่วนความคืบหน้าในคดีจับพระเถระ 7 รูป ของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสามพระยาวรวิหาร และวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ยังอยู่ระหว่างการหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายอื่นๆ แหล่งข่าวในชุดทำงานคดีนี้กล่าวว่า ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีหลักฐานชัดเจน พบการทุจริตที่เข้าข่ายการฟอกเงิน ต่างจากการทุจริตเงินทอนวัดที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดยวัดสระเกศฯได้รับงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) 2 ครั้ง ครั้งแรก 30 ล้านบาท พศ.จ่ายเป็นเช็คเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.58 ในการเสนอของบทำโครงการอุดหนุนอบรมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนฯ ครั้งที่ 2 ได้รับงบประมาณอีก 32.5 ล้านบาท พศ.จ่ายเงินเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 7 ม.ค.59 หลังทางวัดได้เสนอโครงการอุดหนุนศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา

ทั้งนี้ ในรายละเอียดของทั้ง 2 โครงการ เป็นงบประมาณสนับสนุนด้านเผยแผ่ศาสนา โดยจะนำไปอุดหนุนให้วัดสาขา 13 แห่ง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่ามีวัด 9 แห่ง ที่ไม่ได้รับงบประมาณอุดหนุนตามที่ระบุไว้ คือ วัดไตรธรรมาราม จ.สุราษฎร์ธานี, วัดบุดดา จ.สิงห์บุรี, วัดมหาพุทธาราม จ.ศรีสะเกษ, วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม, วัดอัมพวัน จ.ยโสธร, วัดบ่อชะเนง จ.อำนาจเจริญ, วัดพระพุทธบาทเขากระโดง จ.บุรีรัมย์, วัดศรีมงคลใต้ จ.มุกดาหาร และวัดแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา

ส่วนวัดที่เหลืออีก 4 คือ วัดหลวงพ่อสด จ.ราชบุรี, วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่, วัดปากน้ำ จ.อุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช–วิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ได้รับงบประมาณไปแห่งละ 2 ล้านบาท รวม 8 ล้านบาท ที่เหลืออีกกว่า 50 ล้านบาท ตรวจพบว่าอดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ได้ยักย้ายถ่ายเทไปยังบัญชีของสีกาคนสนิทอดีตพระพรหมสิทธิให้ผลิตสื่อโฆษณาให้กับวัด

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวต่อว่า จากการสอบปากคำอดีตพระพรหมสิทธิในเบื้องต้นให้การว่า ที่โอนไปบัญชีของสีกาคนสนิทแนะนำเป็นวิธีหนึ่งในการเลี่ยงภาษี แต่เมื่อชุดสืบสวนร่วมกับ ปปง.ตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และนำไปใช้ในกิจการส่วนตัวจำนวนมาก ทั้งที่เงินจำนวนนี้ควรถูกจัดส่งไปยังวัด 9 แห่ง ให้พระเณรในต่างจังหวัดที่ด้อยโอกาสได้เรียนหนังสือตามที่วัดเขียนโครงการมา โดยระบุว่าจะส่งเงินไปยังโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 26,000 บาท ต่อรูป รวมทั้งสองโครงการเป็นเงิน 62.5 ล้านบาท

มีรายงานด้วยว่า รูปแบบของการทุจริตเงินวัดของวัดสระเกศฯ วัดสัมพันธวงศ์ และวัดสามพระยาวรวิหาร ที่พนักงานสอบสวนตรวจพบนั้น ต่างจากการดำเนินคดีเงินทอนวัดครั้งที่ผ่านๆมา โดยรูปแบบเดิมที่พบในวัดต่างจังหวัด พศ.จะเป็นฝ่ายเสนองบประมาณให้วัดไปทำโครงการต่างๆแต่เงินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ถูกโอนคืนกลับให้ข้าราชการในสำนักงานพระพุทธฯ พระกลายเป็นเหยื่อของการกระทำความผิด ตำรวจจึงไม่ดำเนินคดีกับพระ แต่ได้กันไว้เป็นพยานเพราะถือว่าไม่มีเจตนา แต่กรณีวัดดังในกรุงเทพฯทั้ง 3 วัดนั้น พระไม่ได้โอนเงินกลับไปให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธฯ แต่เงินที่ได้รับมาเพื่อทำโครงการต่างๆ ถูกโอนเข้าบัญชีฆราวาส บัญชีตัวเอง หรือมูลนิธิบางแห่งแทน ในรูปแบบของการฟอกเงิน พระเป็นผู้ที่กระทำทุจริตด้วยตัวเอง ต้องถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันฟอกเงิน

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่นๆที่เกี่ยวพันกันนั้น ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายวรากร พงศ์ธนากุล ประธานเครือข่ายทนายและประชาชนปกป้องพระพุทธศาสนา และพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา เมตฺตธมฺโม ประธานสงฆ์สำนักปฏิบัติธรรมพุทธชยันตี 2600 ปี และเป็นพระลูกวัดโพธิ์ทะเล จ.พิจิตร เข้าพบ พ.ต.อ.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบก.ป. เพื่อยื่นหนังสือขอให้ดำเนินคดี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในความผิดตามมาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นายวรากรกล่าวว่า ก่อนนี้ (พศ.) ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้เอาผิดพระสงฆ์ในคดีเงินทอนวัดจนมีการจับกุมพระสงฆ์หลายรูป แต่กลับไม่ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธฯที่เกี่ยวข้อง จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ให้กองปราบฯสืบสวนขยายผลและดำเนินคดีให้ครบ นอกจากนี้ ยังอยากให้ดำเนินคดี พ.ต.ท.พงศ์พร ตามความผิดมาตรา 157 ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย เป็นผลมาจากกรณีที่มีการออกหนังสือคำสั่งที่ 0001/06036 ลงวันที่ 8 มิ.ย.61 ที่ขอให้ตรวจสอบบัญชีวัดและชี้แจงการใช้จ่ายเงิน ตนและประชาชนคนอื่นๆไม่เห็นด้วย เพราะถือว่า พศ. เป็นเพียงผู้สนับสนุนพระ ไม่ใช่ผู้ปกครองพระ การกระทำแบบนี้ เป็นการกระทำเกินหน้าที่ ส่วนการห้ามพระสงฆ์ถือครองเงินที่ พศ.อ้างว่าต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัยนั้น มองว่าควรเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคมดำเนินการ

ด้านพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธากล่าวว่า พระมีความจำเป็นใช้เงินในการดำรงชีวิตเหมือนคนทั่วไป เพราะต้องใช้จ่ายในการเดินทาง ใช้จ่ายในเรื่องการเรียนการสอน เพราะเป็นกฎกติกาของสังคมปัจจุบัน ส่วนการถือครองเงินควรเป็นรูปแบบบัญชีของวัดหรือไม่นั้น มองว่าวัดแต่ละแห่งมีรูปแบบการจัดระบบเงินแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละวัดจะนำมาใช้จ่ายแบบใด อีกทั้งพระสงฆ์บางรูปมีทรัพย์สินบางส่วนติดตัวมาตั้งแต่ก่อนบวช ในรูปแบบของมรดก อยากให้แยกบัญชี เพราะพระบางรูป ช่วงเวลาการบวชแตกต่างกัน เมื่อสึกออกไป มีความจำเป็นที่จะต้องนำเงินดังกล่าวออกไปใช้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา พร้อมสอบปากคำรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว รวบรวมให้ผู้บังคับบัญชาผู้พิจารณาดำเนินการสั่งการต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา จากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยปีนเสาส่งสัญญาณวิทยุย่านพุทธมณฑลสาย 3 เพื่อประท้วงกรณีที่ดินของสำนักสงฆ์ฯถูกยึด เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมาด้วย

สำหรับความคืบหน้าในการติดตามตัวนาย จำนงค์ เอี่ยมอินทรา หรืออดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ที่หนีไปยื่นขอลี้ภัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี มีรายงานว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และคณะยังอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ดูงานเรื่องอาวุธตามที่ได้รับเชิญจากตำรวจฝรั่งเศส แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยัน นอกจากจะไปดูงานด้านอาวุธแล้ว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังมีเจตนาไปประสานงานกับตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพลที่สำนักงานใหญ่ เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ให้ช่วยเจรจาส่งตัวผู้ต้องหารายนี้กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย

แหล่งข่าวคนเดียวกันกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ทางการเยอรมนีได้ปฏิเสธคำขอตัวอดีตพระพรหม–เมธีจากตำรวจไทย ที่ขอให้ส่งมอบตัวผู้ต้องหาให้ ทันที เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีร่วมกันฟอกเงินและข้อหาอื่นๆรวม 3 คดี โดยทางการเยอรมนีอ้างถึงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่กลุ่มสหภาพยุโรปมองว่า เป็นประเทศที่ยังไม่อยู่ในสภาวะปกติ ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้คณะตำรวจไทยที่นำโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ต้องเดินทางกลับไทยมือเปล่า แต่เมื่อกลับมาหารือในข้อกฎหมายแล้ว พบช่องทางที่จะนำตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมาดำเนินคดีได้ ใช้ความร่วมมือระหว่างตำรวจต่อตำรวจ ผ่านช่องทางตำรวจสากลที่ไทยมีความร่วมมือกับตำรวจสากลหลายๆประเทศทั่วโลก คาดว่าจะทราบผลไม่เกินวันศุกร์ที่ 15 มิ.ย. หากผลเจรจาสำเร็จ พล.ต.อ.จักร–ทิพย์ และคณะจะไปรับตัวอดีตพระพรหมเมธีจากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี กลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทยต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน พล.ต.อ.จักรทิพย์มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทย วันที่ 16 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ โดยเที่ยวบินที่ TG931 จากกรุงปารีสสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ล่าสุด ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินแต่อย่างใด

ส่วนการดำเนินการกับตำรวจ ตม.นครพนม ที่บกพร่องปล่อยให้อดีตพระพรหมเมธีหลบหนีข้ามประเทศไปได้นั้น พล.ต.ต.กิตติกร บุญสม ผบก.ตม.4 กล่าวว่า มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ ผกก.ตม.นครพนม มาช่วยราชการที่ ศปก.บก.ตม.4 ตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีความบกพร่องในการบังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมสั่งการให้ พ.ต.ท.นิธิวัชร์ ดิลกพงษ์โยธิน รอง ผกก.ตม.นครพนม รักษาราชการแทน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

วันเดียวกันที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางไปประเทศฝรั่งเศส เพื่อขอความช่วยเหลือจากตำรวจสากลติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินที่หลบหนีไปประเทศเยอรมนีแล้วยื่นขอลี้ภัย ขณะนี้ทุกอย่างจบแล้ว ให้ ผบ.ตร.เขาดำเนินการไป ส่วนจะได้ตัวกลับมาหรือไม่ อยู่ที่เขาดำเนินการ

“จักรทิพย์” ประสานสำนักงานใหญ่ตำรวจสากล ใช้ช่องทางตำรวจด้วยกัน กล่อมให้ทางการเยอรมนีส่งตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมาดำเนินคดีเมืองไทย 14 มิ.ย. 2561 05:00 14 มิ.ย. 2561 08:42 ไทยรัฐ