วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อนาถ! ช่องโหว่โกงข้าวเด็ก5ปี ศธ.เพิ่งตื่น อ้างคนน้อย ไร้ตรวจ ไม่มีใครแจ้ง

Highlight

5 ปี ผอ.แสบ ทำคนเดียว ตั้งเอง ชงเอง กินเอง ไร้ใบเสร็จ แถมพบโครงการน่าสงสัยอีกเพียบ

ศธ.เพิ่งตื่น! ง้วเงียสั่งล้อมคอก หลังพบ 2 รูโหว่ อ้างปรับโครงสร้างภายใน ทำคนไม่พอตรวจสอบ

สถ. หนุน ให้โรงเรียนบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันต่อ แม้พบช่องโหว่ทุจริต

พบปัญหา ขาดกำลังพล และครูอาวุโสเกษียณราชการจำนวนมาก ทำผู้บริหารโรงเรียน มีอำนาจเบ็ดเสร็จมากเกินไป

ภาพเด็กนักเรียนประถมไทย ดวงตากลมแบ๊ว นั่งล้อมวงรับประทานอาหารกลางวัน ในถาดอาหารหลุม ที่สามารถใส่อาหาร อะไรต่อมิอะไร ลงไปได้ตั้งหลายอย่าง เพื่อให้เยาวชนเหล่านั้น สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

แต่ในความเป็นจริงแท้ทรู ของประเทศไทย ยุค 4.0 ถาดอาหารหลุมเหล่านั้น มันกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า มีเพียงเส้นขนมจีน คลุกน้ำปลา และแตงกวาที่ใส่มาให้แบบไม่เต็มใจอีก 2-3 ชิ้น! ตกถึงท้องเด็กน้อย ทั้งๆ ที่ หลวงท่านการันตี ค่าอาหารกลางวันต่อหัว เอาไว้ที่ 20 บาท เพื่อรับประกันว่า นักเรียนไทยยุครัฐบาลลุงตู่ ต้องอยู่ดี มีสุข อิ่มท้อง จะได้มีแรงไปพัฒนาประเทศชาติ

คำถามที่ตามมา จึงเกิดขึ้นมากมายว่า ... มันเกิดอะไรขึ้น กับ งบประมาณที่หลวงท่านจัดสรรลงมาให้? แล้วเหตุไฉน...มหกรรม แย่งข้าวเด็กกิน จึงสามารถกระทำได้ง่ายดาย แถมกระทำมาได้อย่างต่อเนื่องยาวถึง 5 ปี โดยไม่มีการตรวจพบ

และมันเกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว หรือมีที่อื่นๆ อีกในประเทศไทยกันแน่?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปไขข้อสงสัยกับผู้ที่รู้เรื่องราวของปัญหานี้ดีที่สุด นั้นก็คือ นายทรงวุฒิ มลิวัลย์ รองผู้อำนวยการกองทุนโครงการอาหารกลางวัน กระทรวงศึกษาธิการ

ยอมรับ พบ 2 รูโหว่ เปิดทางสู่การทุจริต แย่งข้าวเด็กกิน

นายทรงวุฒิ เปิดเผยกับทีมข่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ด้วยน้ำเสียงหนักใจ ว่าปัญหาการทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ที่กำลังไล่ตรวจสอบอยู่นั้น เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน และมีช่องโหว่ที่กำลังหาทางแก้ไขกันอยู่ด้วยกัน 2 ข้อ นั่นก็คือ

ช่องโหว่ที่ 1 การให้โรงเรียนมีสิทธิแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อ จัดจ้าง และการตรวจรับเอง ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในโรงเรียน สามารถแต่งตั้งใครขึ้นมาทำหน้าที่ในส่วนนี้ก็ได้ ซึ่งประเด็นนี้เอง นำไปสู่การทุจริตที่โรงเรียนท่าใหม่ ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ในที่สุด โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้ดูแลควบคุมโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง แบบครบวงจร !

“เหตุการณ์ที่โรงเรียนท่าใหม่ ผู้อำนวยการเป็นคนสั่งการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อวัตถุดิบในการประกอบอาหารด้วยตนเอง แบบไม่มีใบเสร็จ ไม่มี ไม่มีอะไรทั้งนั้น ในขณะที่การตรวจรับ คณะกรรมการของโรงเรียนที่ตั้งขึ้น ก็เป็นบุคคลใต้บังคับบัญชา ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้าขัดขืน และเท่าที่ทราบ ผู้อำนวยการที่ถูกกล่าวหารายนี้ เมื่อเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด ยังพบอีกด้วยว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริตในอีกหลายโครงการด้วย”

“ที่ผ่านมาในประเด็นนี้ ไม่เคยมีปัญหามาก่อน เนื่องจากผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจรับ หรือจัดซื้อ มักจะเป็นครูอาวุโสที่อยู่ในพื้นที่มายาวนาน การที่ผู้บริหารโรงเรียน จะมีนอกมีใน ก็ทำได้ยาก เพราะหากดึงดันทำลงไป มีสิทธิสูงที่จะถูกม็อบชาวบ้านขับไล่ แต่เนื่องจากในปัจจุบัน อัตรากำลังครู ในหลายพื้นที่ขาดแคลน เนื่องจากมีครูอาวุโสเกษียณราชการจำนวนมาก ขณะที่ ครูที่เข้ามาแทนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นครูผู้ช่วยอัตราจ้าง ซึ่งจะต้องถูก ผู้บริหารโรงเรียนประเมินผลงานเป็นรายปี ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความเกรงอกเกรงใจ และไม่มีใครกล้าขัดขืน แม้ว่าจะพบความผิดปกติก็ตาม” รองผู้อำนวยการกองทุนโครงการอาหารกลางวัน กล่าวด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์

ส่วนช่องโหว่ที่ 2 คือ โครงการดังกล่าว ไม่มีการสุ่มตรวจหาความผิดปกติ มาเป็นระยะเวลานานถึง 5 ปีแล้ว เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว มีการปรับโครงสร้างภายในกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้เจ้าหน้าที่ ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ถูกดึงตัวไปทำงานอยู่ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแทน

“ที่เกิดปัญหาตอนนี้ มันอาจจะเกิดจากช่องว่าง ที่คนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาส่วนหนึ่ง ต้องไปรับตำแหน่งอยู่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ทำให้เสียกำลังตรงนี้ไปมากถึง 2,000 กว่าอัตรา และคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบและให้ความรู้เรื่องอาหารกลางวันและกิจกรรมอื่นๆ ของโรงเรียนโดยตรง”

ด้วยเหตุนี้ สพฐ. จึงต้องดึงเหล่าข้าราชการจากส่วนต่างๆ ในสังกัด มาทำหน้าที่แทนไปพลางๆ ก่อน แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังเกิดปัญหาตามมาอยู่ดี เนื่องจากข้าราชการที่ถูกดึงตัวมาปฏิบัติหน้าที่แทนนั้น ไม่ได้ดูแลเรื่องการตรวจสอบแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานเดิมจากต้นสังกัดอยู่ด้วย พูดง่ายๆ คือ คนหนึ่งทำสองหน้าที่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการลงพื้นที่ ไปตรวจสอบโครงการดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

กลายเป็นว่า...นี้คือ 2 ช่องโหว่สำคัญ ที่นำไปสู่การทุจริตในที่สุด ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องรีบไปแก้ไขโดยด่วนต่อไป!” รองผู้อำนวยการกองทุนโครงการอาหารกลางวัน กล่าวอย่างหนักอกหนักใจ

อธิบดี สถ. ออกคำสั่ง 4 มาตรการ ป้องกันการทุจริตค่าอาหารกลางวัน

ด้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งดูแลเรื่องการจัดสรรงบประมาณในโครงการดังกล่าว เปิดเผยกับทีมข่าวฯ ว่า เบื้องต้น หลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น จึง​ได้ออกคำสั่งให้อุดช่องโหว่การทุจริตค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัด กว่า 2 หมื่นแห่งแล้ว ประกอบด้วย

1. ให้มีการตรวจสอบด้านการเงิน การคลัง การพัสดุ และบัญชีของสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

2. เพื่อความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตงบประมาณค่าอาหารกลางวัน ให้มีการปิดประกาศรายการอาหารและจำนวนปริมาตรวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ประกอบอาหารในแต่ละวัน รวมถึงต้องแจ้งให้ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนรับทราบ เป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนตามความเหมาะสม

3. ให้ผู้บริหารท้องถิ่น คอยติดตามการจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวันของสถานศึกษาในสังกัดตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยให้แต่งตั้งคณะทำงานหรือให้ผู้บริหารท้องถิ่นลงพื้นที่สุ่มตรวจ

4. ให้มีการแต่งตั้งและหมุนเวียนคณะกรรมการตรวจรับพัสดุมาทำหน้าที่ตรวจสอบ เว้นแต่มีบุคลากรอยู่อย่างจำกัดก็ไม่ต้องสลับเปลี่ยน

ยืนยัน ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการร้องเรียน การทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็ก

โดย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ยืนยันกับทีมข่าวฯ ว่า ที่ผ่านมา ยังไม่เคยได้รับรายงานว่า มีความผิดปกติในโครงการดังกล่าวมาก่อน เพิ่งจะมีครั้งนี้เท่านั้นที่เกิดปัญหาขึ้น และส่วนตัวยังมั่นใจอีกว่า การทุจริตในลักษณะแบบนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นมากมายในหลายจุดของประเทศ อย่างที่มีความเป็นกังวลกัน เพราะที่ผ่านมา อปท.เอง ก็มีหน่วยงานในการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณอยู่

เห็นต่าง ศธ. หนุน โรงเรียนดูแลโครงการอาหารกลางวัน ต่อไป

ส่วนการเปิดทางให้โรงเรียนแต่ละแห่ง มีสิทธิแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อ จัดจ้าง และการตรวจรับเอง จนนำไปสู่การเกิดปัญหาการทุจริต ควรจะต้องมีการแก้ไขต่อไปในอนาคตหรือไม่นั้น นายสุทธิพงษ์ ตอบทีมข่าวฯ ในประเด็นนี้ว่า ส่วนตัวมองว่า การให้โรงเรียนแต่ละแห่ง ยังคงบริหารจัดการโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง ถือเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสมอยู่แล้ว เพราะครู เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับเด็กนักเรียนมากที่สุด อีกทั้งยังทำให้เกิดความคล่องตัวและสะดวกในการบริหารจัดการอีกด้วย

“ที่ผ่านมาระบบนี้มันก็ดีอยู่แล้ว และไม่เคยมีปัญหามาก่อน ไม่อยากให้ปลาเน่าเพียงตัว หรือสองตัว ต้องทำให้ปลาทั้งข้องเน่าไปด้วย หรือ ทำให้สังคมต้องเกิดความหวาดระแวงมากขึ้น ฉะนั้น จึงอยากให้มองว่า ปัญหามันเกิดขึ้นจาก ตัวบุคคล ไม่ใช่ ระบบ”

บทส่งท้าย

ในเมื่อค่าบริหารจัดการ โครงการอาหารกลางวัน จากรัฐบาล ถูกกำหนดเอาไว้ที่ 20 บาท ต่อหัว ต่อคน กรณี โรงเรียนใน จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีปัญหา มีนักเรียนประมาณ 200 กว่าคน คิดเลขแบบเร็วๆ จะเท่ากับว่า โรงเรียนแห่งนี้ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ​ต่อวัน ประมาณ 4,000 - 5,000 บาท ฉะนั้น ต่อเดือนที่มีการเรียนการสอนประมาณ 20 วัน จึงเท่ากับได้รับงบฯ ตกเดือนละประมาณ 80,000 - 100,000 บาท

1 ปีการศึกษา มีประมาณ 200 กว่าวัน จึงเท่ากับ ได้รับงบฯ กลมๆ มาประมาณ 800,000 - 1,000,000 บาท

เบื้องต้น มีรายงานว่า ผอ.รายดังกล่าว ใช้จ่ายงบประมาณสำหรับการซื้ออาหารไปเพียง 3,000 ต่อวัน จากจำนวนที่ได้รับการจัดสรรเต็ม ประมาณ 4,000 - 5,000 บาทต่อวัน นั่นเท่ากับมีเงินสูญหายไปประมาณ 1,000 - 2,000 บาทต่อวัน

ฉะนั้น เมื่อบวกเข้ากับ รายงานเบื้องต้นที่พบว่า มีการรั่วไหลในส่วนนี้มายาวนานถึง 5 ปี จึงเท่ากับว่า อาจจะมีเงินหายไปจากระบบประมาณ 1,000,000 - 2,000,000 - บาท! จากโรงเรียนเพียงโรงเรียนเดียว

แล้วแบบนี้ หากบังเอิญเกิดมีเงินรั่วไหลในลักษณะเดียวกัน จากโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศที่มีถึง 2 หมื่นโรง ปีปีหนึ่งภาษีประชาชนชาวไทย จะไปอยู่ในกระเป๋าเงินของใครบางคน เป็นจำนวนเงินเท่าไรกันล่ะ?

ฉะนั้น จึงเป็นการบ้านที่กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ต้องไปตรวจสอบและนำเงินของแผ่นดินกลับคืนสู่คลัง เพื่อให้ เยาวชนของชาติได้อยู่ดี กินดี และพัฒนาตนเองกลายเป็นกำลังสำคัญของชาติสืบต่อไป

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ในความเป็นจริงแท้ทรู ของ ประเทศไทย ยุค 4.0 ถาดอาหารหลุมเหล่านั้น มันกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า มีเพียงเส้นขนมจีน คลุกน้ำปลา และแตงกวาที่ใส่มาให้แบบไม่เต็มใจอีก 2-3 ชิ้น! ตกถึงท้องเด็กน้อย.. 13 มิ.ย. 2561 19:13 14 มิ.ย. 2561 06:40 ไทยรัฐ