วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฟันอาญา-วินัย อดีตผบก.เลย โกงเงินลูกน้อง 192 นาย 229 ล้าน

ฟันอาญา-วินัย อดีตผบก.เลย โกงเงินลูกน้อง 192 นาย 229 ล้าน

  • Share:

ผบช.ภ.4 เผยผลสอบ “พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช” รอง ผบช.สกพ. อดีต ผบก.ภ.จ.เลย อมเงินโครงการกู้รวมหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์กว่า 229 ล้านบาท มีผู้เสียหายเป็นตำรวจตั้งแต่ ผกก.ยันชั้นประทวน 192 นาย ชี้พฤติกรรมเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ จ่อดำเนินคดีฉ้อโกงประชาชน คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรียกเจ้าตัวเข้าชี้แจงครั้งสุดท้ายหลังขอเลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง หากเบี้ยวนัดอีกสั่งฟันทันทีทั้งอาญาและวินัย พร้อมชงเรื่องให้ ผบ.ตร.ลงดาบเชือด ผู้เสียหายโผล่อีก 2 จังหวัดหนองบัวลำภู-ขอนแก่น โดนสองผัวเมียอดีตข้าราชการชวนลงทุนธุรกิจหุ้นเชิดเงินไปกว่า 130 ล้านบาท เป็นเครือข่ายเดียวกัน คาดมีเหยื่อถูกตุ๋นอีกเพียบ

กรณีตำรวจ บก.ภ.จ.เลย ตั้งแต่ระดับ ผกก.ถึงชั้นประทวน 192 นาย ร้องเรียนว่า พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช.สกพ. อดีต ผบก.ภ.จ.เลย ตั้งโครงการกู้รวมหนี้ของสหกรณ์ ช่วยปิดหนี้เสียธนาคาร มาเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย และชวนร่วมลงทุนสูญเงินไปกว่า 229 ล้านบาท จนมีการรวมตัวยื่นหนังสือถึง ผบช.ภ.4 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และคณะกรรมการได้เรียก พล.ต.ต.สุทิพย์มาสอบสวน แต่เลื่อนนัดมาแล้ว 2 ครั้ง

ความคืบหน้าที่ บช.ภ.4 จ.ขอนแก่น เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 มิ.ย. พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 แถลงความคืบหน้าการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ได้แต่งตั้ง พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 เป็นหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนเส้นทางการเงิน รวมถึงได้เรียกตัว พล.ต.ต.สุทิพย์มาสอบสวนรายละเอียดข้อเท็จจริง 2 ครั้งแล้ว แต่ไม่มาพบ มีเพียงส่งเอกสารรายงานการเอาเงินของสมาชิกโครงการไปร่วมหุ้นกับสองสามีภรรยาชาว จ.ขอนแก่น คณะกรรมการได้เรียก พล.ต.ต.สุทิพย์ให้มาพบเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดในวันที่ 13 มิ.ย. ที่ บช.ภ.4 หากไม่มาพบจะถูกดำเนินคดีอาญาและเอาผิดทางวินัย

ผบช.ภ.4 กล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ค.60 ตำรวจ บก.ภ.จ.เลย ประสบปัญหา สภาพคล่องทางการเงินจนอาจถูกฟ้องบังคับคดีจะส่งผลต่อหน้าที่ราชการได้ พล.ต.ต.สุทิพย์ขณะนั้น ดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จ.เลย และเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย ได้เสนอโครงการกู้รวมหนี้ ให้สมาชิกกู้เงินจากสหกรณ์ไปชำระหนี้ปิดบัญชีสถาบันการเงินอื่นเพื่อเป็นหนี้สหกรณ์แห่งเดียว และจะบริหารหนี้ของสมาชิกให้หมดไป หรือลดน้อยลง โดยมอบเงินให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ไปบริหารหนี้ เสนอผลตอบแทนตามอัตราส่วนการร่วมลงทุน เช่น ลงทุน 1 ล้านบาทจะได้เงินปันผลเดือนละ 5,000 บาท เมื่อครบกำหนด 3 ปีจะได้ผลตอบแทนอีก 5 แสนบาท พร้อมเงินทุน 1 ล้านบาท ต่อมาต้นปี 61 โครงการบริหารหนี้ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่แจ้งไว้ เมื่อสมาชิกขอยกเลิกการร่วมโครงการก็ไม่ได้เงินคืน ทำให้สมาชิกค้างชำระหนี้จากสถาบันการเงิน ถูกทวงถามและจะถูกฟ้องบังคับคดี จึงรวมตัวยื่นหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาให้ช่วยเหลือ มีวงเงินกู้จากสหกรณ์เข้าร่วมโครงการนี้ประมาณ 229 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู และ จ.ขอนแก่น เนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้เสียหาย 7 ราย จาก จ.หนองบัวลำภู เข้าร้องทุกข์ที่ บก.สส.ภ.4 ว่า เมื่อปลายปี 58 มีอดีตข้าราชการสองสามีภรรยามาชวนร่วมลงทุนธุรกิจหุ้น เสนอผลตอบแทนร้อยละ 2.8 ต่อสัปดาห์ ผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุน ระยะแรกได้ผลตอบแทนตามสัญญา จึงเพิ่มทุนขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลางปี 60 ก็ไม่ได้รับเงินคืน ความเสียหายกว่า 70 ล้านบาท เช่นเดียวกับในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น ให้ดำเนินคดีกับสองสามีภรรยารายเดียวกันที่โกงเงินไปกว่า 60 ล้านบาท มีพฤติกรรมเป็นลักษณะแชร์ลูกโซ่ เข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 น่าจะ มีเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ร่วมกระทำผิดหลายอย่างและคดีอื่นในพื้นที่ บช.ภ.4 ผู้เสียหายมีทั้งข้าราชการระดับสูงและบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม โดยสองสามี ภรรยาคนดังกล่าวเป็นบุคคลที่ พล.ต.ต.สุทิพย์ อ้างว่านำเงินจากโครงการไปร่วมลงทุนด้วย

ขณะนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นหลายร้อยล้านบาทและน่าจะมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น ถือเป็นคดีสำคัญของตำรวจภูธรภาค 4 เนื่องจากมีผู้ติดต่อสอบถามกรณีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ เป็นจำนวนมาก จึงโอนเรื่องทั้งหมดมาที่ บช.ภ.4 มี พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 เป็นหัวหน้าคณะสอบสวน รวมถึงคดีที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันด้วย ถ้ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนในกรณีดังกล่าวให้มาแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ตำรวจภูธรภาค 4

พล.ต.ต.สุรชัยเผยด้วยว่า ในส่วนของตำรวจ บก.ภ.จ.เลย ที่มีผู้เสียหาย 192 นาย ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและคณะสืบสวนสอบสวนได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน จะมีการดำเนิน คดีอาญากับ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5 และความผิดทางวินัย จะทำหนังสือเสนอไปยัง ผบ.ตร. รับทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เผยว่า ได้รับรายงานจาก บช.ภ.4 ว่า เบื้องต้นคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนมีมติสรุปว่า การกระทำของ พล.ต.ต.สุทิพย์ กับพวกมีมูลความผิดทางอาญาและวินัย เข้าข่าย พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 อยู่ระหว่างรอ พล.ต.ต.สุทิพย์ เข้ามาชี้แจงต่อคณะกรรมการ ถึงจะสรุปเรื่องเสนอมายัง ตร. สำหรับการแก้ไขปัญหาสมาชิกสหกรณ์ฯ ที่ได้รับความเดือดร้อน ดังนี้ 1.มีการตกลงกับสถาบันการเงินหรือธนาคารเจ้าหนี้เพื่อขอผ่อนผันการชำระหนี้ โดยยอมให้ชำระหนี้งวดแรกงวดเดียวและยืดเวลาการชำระหนี้ออกไปเป็นหนึ่งปี จ่ายเฉพาะเงินต้น 500 บาทหรือ 1,000 บาทแล้วแต่ธนาคารเจ้าหนี้พร้อมดอกเบี้ยประจำเดือนโดยจะไม่ฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ 2.สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลยแก้ไขระเบียบสหกรณ์ฯ ขยายวงเงินกู้ฉุกเฉินเป็นกู้ได้ไม่เกินคนละ 50,000 บาท เพื่อให้สมาชิกยื่นกู้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

รองโฆษก ตร. เผยต่ออีกว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งการกำชับในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และหากพบการกระทำความผิดจะกำชับให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้กำชับให้คณะกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายและกรอบของระยะเวลา คงต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทาง บช.ภ. 4 ให้แล้วเสร็จก่อน ผบ.ตร.ให้คำมั่นว่าเรื่องนี้ต้องมีทางออกให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับความเดือดร้อน จะเร่งรัดผลการดำเนินการต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้