วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เก่าจริง! เบื้องหลังพิสูจน์อายุภาพอุ๊ ศิลปินแห่งชาติ ตอบปมใช่ฝีแปรงแวนโก๊ะจริงหรือ?

นักร้องดังใช้เวลาพิสูจน์กว่า 4 ปี เพื่อไขปริศนาลวดลายฝีแปรง และความเก่าของภาพ Tree in Winter โดยขอความช่วยเหลือไปยังสถาบันนิวเคลียร์แห่งชาติ เพื่อช่วยตรวจสอบอายุของภาพเขียนชิ้นนี้ ซึ่งรับรองว่าสีที่ใช้วาดเป็นภาพเก่าแก่จริง รวมทั้ง จะส่งภาพให้กับทางพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ เนเธอร์แลนด์ ได้ตรวจสอบอีกครั้งว่า เป็นภาพวาดจริงของแวนโก๊ะหรือไม่

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการค้นหาปริศนาเรื่องอายุของภาพเขียนชิ้นนี้ นั่นคือ ดร.ศศิพันธุ์ คะวีรัตน์ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) จะมาให้คำตอบแบบชัดๆ ถึงคำถามที่คาใจ ว่า รู้ได้อย่างไรว่าภาพนี้เก่าจริง?

วิเคราะห์อายุภาพเขียน จาก คาร์บอน-14

ดร.ศศิพันธุ์ คะวีรัตน์ หรือ “พี่กบ” เกริ่นเข้าเรื่องก่อนว่า ปัญหาของภาพเขียน คนส่วนใหญ่มักจะต้องการทราบว่า ภาพเขียนนั้นๆ มีอายุเท่าไหร่ ถ้าต้องการนำมาวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ จะหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์หรือรังสีในการวิเคราะห์อายุไม่ได้เลย ส่วนเทคนิคในการใช้มีเป็น 20 วิธี แล้วแต่ว่าจะเลือกใช้เทคนิคใด ซึ่งส่วนใหญ่ที่คนรู้จักและเหมาะกับประเภทภาพเขียน จะเป็น “การวิเคราะห์อายุโดยคาร์บอน-14” ซึ่งเกิดจากไนโตรเจนในอากาศ เมื่อโดนรังสีคอสมิก ไนโตรเจนจะกลายเป็นคาร์บอน-14

และเมื่อคน สัตว์หายใจเอาอากาศเข้าไปก็จะมีคาร์บอนติดเข้าไปด้วย และปริมาณคาร์บอนที่สิ่งมีชีวิตอยู่ก็จะเท่ากับปริมาณคาร์บอน-14 ที่อยู่ในอากาศ ณ ขณะนั้น แต่เมื่อใดที่สิ่งชีวิตตายลง ปริมาณคาร์บอน-14 ที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตก็จะค่อยๆ ลดลง เพราะเป็นสารรังสี

ดังนั้น หากเรารู้ว่า ปริมาณคาร์บอน-14 ลดน้อยลงแค่ไหนก็คิดย้อนกลับเป็นเวลาที่สิ่งมีชีวิตนั้น มีชีวิตอยู่ได้ และค่าคาร์บอน-14 นั้น ทุกๆ 5,730 ปีจะลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง เช่น จากเริ่มต้น 100% จะลดลงเหลือ 50% เมื่อเวลาผ่านไป

นั่นคือแนวคิดของการวิเคราะห์อายุภาพจากคาร์บอน-14

สำหรับการวิเคราะห์ภาพวาด Tree in Winter ส่วนใหญ่จะเป็นการวิเคราะห์ทางกายภาพ เช่น

การตรวจสอบด้วยการสังเกตและแว่นขยาย

- กรอบไม้ของภาพไม่ใช่ของเดิม เนื่องจากกรอบมีขนาดเล็กกว่าภาพ รอยพู่กันลากยาวเป็นเส้นต่อเนื่องจากภาพถึงขอบด้านข้าง และมีร่องรอยของกรอบเดิมปรากฏขึ้นเป็นแนวพาดกลางทางด้านหลังของภาพ

- วิเคราะห์ความถี่ของผ้าใบ เนื่องจาก ศิลปินในสมัยก่อนจะซื้อผ้าใบเป็นม้วนๆ แล้วมาตัด เพื่อขึงกับไม้ทำเป็นผ้าใบ ดังนั้น หากเป็นศิลปินคนเดียวกันความถี่ของเส้นด้ายจะสอดคล้องกัน ซึ่งได้ถ่ายภาพแบบขยาย (x10) พบว่า Tree in Winter มีความถี่ของเส้นด้ายเท่ากับ 22-23 เส้นต่อซม. เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลภาพวาดของแวนโก๊ะ จำนวน 270 ภาพ พบว่า ภาพ Tree in Winter ใช้ผ้าที่ทำจากฝ้าย ทอละเอียดกว่า ซึ่งผ้าที่แวนโก๊ะใช้ส่วนใหญ่เป็นลินิน มีความถี่ของเส้นใยเท่ากับ 12-15 เส้นต่อซม. แต่ยังพบภาพอีก 2 ภาพที่เขียนลงบนผ้าฝ้ายที่ตัดจากผ้าม้วนเดียวกัน ความถี่ของเส้นใยเท่ากับ 37 เส้นต่อซม. โดยเจ้าของภาพได้เขียนไว้ราว ค.ศ. 1889 ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ Cleveland และ Kroger Moller

- ด้านหลังของภาพ Tree in Winter มีลายมือเขียนด้วยพู่กันสีน้ำตาลแดง คล้ายคำว่า “Anne” แต่อักษรตัวแรกเหมือนตัว O และมีเส้นขีดช่วงกลางมากกว่า ซึ่งคำว่า “Onne” ไม่มีความหมายใด

การวิเคราะห์โดยใช้แสง UV

- ส่องโดยใช้แสง UV และสังเกตดูว่า สีที่สะท้อนออกมาเป็นสีเก่าหรือสีใหม่ พบว่า สีขาวออกเหลืองอ่อน คือ zinc white ยืนยันตามข้อมูล XRF ว่า พบสังกะสี (Zn) เป็นส่วนประกอบหลักของสีขาวพบอยู่ทั่วไป การไม่พบสีขาวอมม่วง สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นภาพที่ไม่ได้เขียนในปัจจุบัน และเป็นภาพที่ไม่มีการรองพื้น ไม่มีการรีทัชหรือซ่อมแซม และไม่มีการเคลือบ

การวิเคราะห์อายุผ้าของภาพ Tree in Winter

ทำการเก็บตัวอย่างเส้นใยผ้าที่รุ่ยออกมาจากขอบจำนวน 1 เส้น ขนาดประมาณ 17 ซม. เพื่อนำไปวิเคราะห์อายุคาร์บอน-14 โดยใช้เครื่อง AMS ที่สวิตเซอร์แลนด์ พบว่า เส้นใยผ้าเป็นฝ้าย ซึ่งถูกตัดและนำมาทอผ้าในช่วง ค.ศ.1677-1950

“สำหรับปริมาณที่ใช้นั้น หากเป็นแล็บไทยจะใช้ปริมาณค่อนข้างเยอะ คือ ผ้าจำนวน 5 กรัม เพื่อตัดไปวิเคราะห์ โดยใช้เวลาราว 1 สัปดาห์ ขณะที่ ต่างประเทศมีเครื่องมือวิเคราะห์คาร์บอน-14 โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “AMS” ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ราคาตัวอย่างละ 2-3 หมื่นบาท” ดร.ศศิพันธุ์ กล่าวเสริม

การวิเคราะห์ธาตุองค์ประกอบในสีเขียนภาพ

ใช้เทคนิคการวาวรังสีเอ็กซ์ (XRF) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของสีที่ใช้ในการวาดภาพ และการใช้เทคนิคการกระเจิงรังสีเอ็กซ์ เป็นการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อบ่งชี้โครงสร้างของสารประกอบโดยที่ไม่ทำลายชิ้นงาน ไม่ต้องขูดสี โดยนำเครื่องยิงไปที่ตัวอย่าง ทำให้บริเวณที่ยิงถูกการกระตุ้นในระดับอะตอม พลังงานของอะตอมไม่เสถียร พอไม่เสถียรก็จะปลดปล่อยพลังงานออกมาซึ่งจะไม่เท่ากัน ถ้ามีระบบวัดค่าพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาได้ ก็สามารถคิดย้อนกลับไปได้ว่า คือ ธาตุอะไร

จากนั้น นำธาตุองค์ประกอบที่ได้มาเปรียบเทียบกับองค์ประกอบทางเคมีในสีต่างๆ และจัดกลุ่มของสีได้ว่า เป็นกลุ่มสีประเภทไหน Burnt Sienna, Burnt umber ซึ่งแต่ละสีก็มีองค์ประกอบเคมีต่างๆ พอได้ข้อสังเกตมาว่า เป็นสีประเภทใด จึงนำมาเทียบกับประวัติการใช้สีของศิลปินในยุคต่างๆ เช่น สีแดง Vermillion ประกอบด้วย ปรอท จะมีการใช้ก่อนปี ค.ศ. 1900 หมายความว่า หากพบสีแดงนี้ นั่นอาจแปลได้ว่า ภาพนี้ถูกเขียนขึ้นก่อนปี ค.ศ.1900

อย่างไรก็ดี ผลจากการวิเคราะห์ ภาพ Tree in Winter ได้ใช้ XRF จำนวน 29 ตำแหน่ง ปรากฏว่า ไม่พบสีที่ใช้เป็นสีใหม่ แต่พบสีที่เก่าที่ผลิตก่อนปี ค.ศ.1900 และสีเหล่านั้นบางสีมีการใช้มาถึงปัจจุบัน เชื่อว่าแต่เดิมสีสันของภาพเดิมน่าจะมีสีสดใสกว่านี้ เมื่อได้ขยายดูเม็ดสี พบว่า สีซึ่งส่วนใหญ่ที่มาจากธาตุธรรมชาติมีการจืดจางไปตามกาลเวลา จึงมั่นใจได้ว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่า

การวิเคราะห์โครงสร้างสารประกอบโดยเทคนิค XRD

เป็นวิธีที่ต้องขูดสีบริเวณที่จะวิเคราะห์ออกมา เพื่อบ่งชี้โครงสร้างของสารประกอบ จึงได้ขูดสีบริเวณขอบด้านข้าง รวม 4 จุด

ผลจากการวิเคราะห์ คือ สีเขียว มีลักษณะโครงสร้างผลึก ซึ่งหากเป็นสีเขียวเก่า Viridian ซึ่งผลิตก่อนปี 1950 จะมีลักษณะที่ไม่เป็นโครงสร้างผลึก แต่เมื่อมาขยายดูให้ลึกกว่านี้ พบว่า สีเขียวมาจากการผสมกันของสีน้ำเงินและสีเหลือง ส่วนโครงสร้างผลึกมาจากสีน้ำเงิน ซึ่งสมัยก่อนสีน้ำเงินจะเป็น Ultramarine ที่มาจากหิน และสีน้ำตาล มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก และโครงสร้างมีโมเลกุลของน้ำเกาะอยู่ทำให้มีสีเข้มขึ้น

การถ่ายภาพโดยรังสีเอ็กซ์

เป็นวิธีวิเคราะห์ที่ไม่ทำลายชิ้นงาน เพื่อตรวจสอบการรีทัช หรือ รียูซ และไม่พบร่องรอยของจากภาพ Tree in Winter และยังพบด้วยว่า บริเวณด้านบนของภาพวาด มีลักษณะกลมๆ บนท้องฟ้า แต่เหตุที่เป็นสีขาวเป็นเพราะภาพมีการจืดจางของสีแดงบริเวณนี้ ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นสีที่ทำจากสารอินทรีย์ จึงไม่ปรากฏให้เห็นสีที่แท้จริงในปัจจุบัน

ส่วนประเด็นที่ว่า คนยุคปัจจุบันจะนำสีโบราณมาวาดนั้น ได้ลองวิเคราะห์ด้วยกล้องขยายเพื่อส่องสีดู พบว่า สีของภาพต้นไม้ Tree in Winter ปรากฏเลเยอร์ของสีที่เปลี่ยนแปลงผ่านกาลเวลา เช่น สีน้ำตาล ด้วยสายตาเห็นว่าเป็นสีน้ำตาล แต่เมื่อใช้กล้องขยายดูแล้ว กลับพบว่า จะเห็นเป็นชั้นว่าข้างนอกเป็นสีน้ำตาลส่วนข้างในเป็นสีเหลือง แสดงว่า จริงๆ แล้วเป็นสีเหลือง แต่เวลาผ่านไปจึงกลายเป็นสีน้ำตาล

“ถามว่าเชื่อได้ 100% ไหม ตอบได้เลยว่า เชื่อได้ 100% ค่ะ มีรายงานให้ดูว่า หากเป็นภาพเก่าสีต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สำหรับภาพ Tree in Winter มีอายุอยู่ในช่วง ค.ศ. 1700-1900 ปี ซึ่งผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ทาง สทน.ค่อนข้างมั่นใจว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าจริงๆ ส่วนใครเป็นผู้วาดต้องใช้การพิสูจน์ การเปรียบเทียบทางศิลปกรรมหรืออื่นๆ มาเพิ่มเติม” ดร.ศศิพันธุ์ กล่าวยืนยัน

ปชช.เตรียมต่อคิวให้ สทน.วิเคราะห์หาอายุภาพ

หลังจากที่เรื่องนี้ดังขึ้นมามีคนมาขอให้ช่วยตรวจสอบภาพวาดอื่นๆ บ้างไหม ดร.ศศิพันธุ์ ตอบว่า เพิ่งทยอยมาคนแรก และกังวลว่า เดี๋ยวอาจจะมีรูปสัพเพเหระเก่าไม่เก่าเอามาให้ตรวจกันหมด ก็คงไม่ไหว และสถาบันนิวเคลียร์ฯ ยังไม่มีบริการตรวจภาพวาด ส่วนที่ช่วยคุณอุ๊นั้น เป็นการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการวิเคราะห์มากกว่า และไม่ได้รู้จักว่าคุณอุ๊เป็นคนมีชื่อเสียงด้วย และไม่อยากมองว่า เป็นการวิจัย วิเคราะห์เพื่อคนใดคนหนึ่ง หรือเพื่องานใดงานเดียว แต่นักวิทยาศาสตร์ มองว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่เสร็จ มีหลายจุดที่สงสัยและต้องการที่จะคอนเฟิร์มซ้ำ

นอกจากนี้ ยังถือว่าเป็นกรณีศึกษาภาพวาดโบราณด้วยเทคนิควิทยาศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทยด้วย

นักวิทย์ไทย จ่อสร้างฐานข้อมูลโบราณวัตถุ เก็บเป็นสมบัติชาติ

ดร.ศศิพันธุ์ ยังกล่าวต่อว่า ซึ่งเราตั้งใจที่จะทำฐานข้อมูลของภาพเขียนในประเทศไทย เพราะในไทยมีศิลปินมีชื่อเสียงมากมาย อย่าง อ.ถวัลย์ ดัชนี และอีกหลายๆ ท่าน อนาคตข้างหน้ามีคนมาเลียนแบบแล้วบอกว่า เป็นของท่าน ใครจะเป็นคนบอก ใครจะเป็นคนพิสูจน์ เรื่องนี้ได้

ดังนั้น จึงมองว่า หากเรามีฐานข้อมูลเก็บเอาไว้ มันก็จะเป็นประโยชน์ในอนาคตได้ และจะไม่ทำแค่ภาพเขียนอย่างเดียว แต่จะทำโบราณวัตถุอื่นๆ ด้วย เช่น เครื่องปั้นดินเผา ลูกปัด ผ้าทอ ภาพเขียน ทองคำ ถ้าทำไว้ได้หมดก็จะเป็นสมบัติของชาติ เก็บเอาไว้ เพื่อป้องกันการโต้แย้งในอนาคต

หลังจากที่ได้เอ่ยถึงชื่อศิลปินเอกผู้นี้แล้ว ลองย้อนมาดูประวัติของเขาบ้าง ซึ่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับความอนุเคราะห์จาก “ศูนย์ข้อมูลหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ในการค้นหาประวัติของ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ในครั้งนี้

165 ปี “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” ศิลปินผู้อาภัพสู่ภาพเขียนราคามหาศาล

ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก (Vincent van Gogh) หรือที่เรียกกันว่า “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” จิตรกรชาวดัตช์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ศิลปินเอกของโลก” เกิดในปี ค.ศ.1853 หรือ 165 ปีมาแล้ว ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ครอบครัวของวินเซนต์ เป็นคนชั้นกลาง มีพ่อเป็นนักบวช สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของเขาเป็นเด็กผมแดง หน้าตกกระ นัยน์ตาสีฟ้าอ่อน ชอบสะสมแมลงและเก็บรังนกเก่าๆ

เมื่ออายุ 16 ปี เขาต้องลาออกจากโรงเรียน เพื่อไปทำงานบริษัทขายภาพกับลุง เพราะพ่อไม่มีรายได้พอที่จะเลี้ยงครอบครัว ด้วยความที่เขารักการอ่าน และเรียนภาษาต่างประเทศด้วยตัวเอง เขาสามารถที่จะอ่านได้ทั้งภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมัน ทำให้ลูกค้าชาติต่างๆ ชอบที่จะสื่อสารกับเขา แต่ก็เกิดปัญหาขึ้น เมื่อวินเซนต์พยายามจะให้ลูกค้าซื้อภาพที่ตัวเองชอบ และติเตียนภาพที่ลูกค้าเลือกเอง ทำให้ลูกค้าโกรธจนบริษัทต้องเลิกจ้างเขาในที่สุด

ต่อมา วินเซนต์ได้พำนักอยู่ที่บ้านเช่าของหญิงม่ายชาวฝรั่งเศส เธอมีลูกสาววัย 19 ปี เขาเกิดหลงรักหญิงสาวผู้นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทำทุกอย่างให้เธอ ไม่ว่าจะเป็นทำสวน ปลูกดอกไม้ และนำภาพมาให้เธอ จนวันหนึ่งวินเซนต์ขอเธอแต่งงาน แต่สาวผู้นี้กลับมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ทำให้เขารู้สึกผิดหวังอย่างมาก จึงได้ย้ายออกจากบ้านเช่า

วินเซนต์ ยังหันมาประกอบอาชีพครูสอนหนังสืออยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนมาเรียนในคณะศาสนวิทยา ของ ม.อัมสเตอร์ดัม เพื่อที่ต้องการมาเป็นนักบวชผู้สอนศาสนาเหมือนอย่างพ่อของตัวเอง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อไม่ผ่านการทดลองเพื่อจะได้เป็นนักเทศน์อย่างสมบูรณ์ เขาจึงตัดสินใจเผยแผ่ศาสนาด้วยตัวเอง และเขากระตือรือร้นมากที่จะเป็นนักเทศน์ที่ดี นำเงินส่วนตัวมาซื้ออาหารให้แก่ครอบครัวที่ยากจน รวมทั้ง ยังทำตัวเฉกเช่นเดียวกับคนเหล่านี้ด้วย

กระทั่ง น้องชายมาชักจูงให้วินเซนต์กลับบ้านเกิดและแนะให้วาดภาพ นั่นจึงทำให้วินเซนต์ เปลี่ยนจากการเป็นนักเทศน์มาเป็นจิตรกร เขาเริ่มต้นการศึกษาศิลปะอย่างเอาจริงเอาจังในช่วงปี ค.ศ.1880-1885 เขาถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็น รู้สึกประทับใจลงไปในงานศิลปะ และสนใจในการเขียนภาพเหมือนหรือภาพจริงของคนงานเหมืองและชาวไร่ชาวนาขณะกำลังทำงาน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการเป็นจิตรกรแนวสัจนิยม

วินเซนต์ได้เดินทางกลับประเทศบ้านเกิด และได้พบรักครั้งที่ 2 แต่ฝ่ายหญิงไม่เล่นด้วย ทำให้เขาเสียใจอย่างรุนแรง น้องชายของเขาจึงแนะนำให้ไปเรียนศิลปะที่กรุงเฮก ต่อมา เมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต เขาจึงเดินทางไปยังเมืองอันต์เวิร์บ ประเทศเบลเยียม นับแต่นั้นเขาก็ไม่ได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดอีกเลย

ปี ค.ศ.1886 วินเซนต์ ย้ายมาอยู่ที่ปารีส แต่ก็เบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตในเมือง และสุขภาพแย่จากการสูบบุหรี่จัด และดื่มเหล้าบ่อย เขาจึงตัดสินใจบอกลาน้องชายและย้ายไปอยู่ที่อาร์เลส์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเป็นการถาวร และได้เช่าบ้านเพื่อตั้งใจให้เป็นที่พบปะระหว่างเพื่อนจิตรกร

วินเซนต์ ชักชวนโกแกง (Gauguin) มาเยี่ยมชมและพักอยู่ด้วย แต่ทั้งสองคนกลับมีทัศนคติที่ต่างกัน และมีอารมณ์รุนแรงทั้งคู่ พฤติกรรมอันแปลกประหลาดของวินเซนต์ เช่น การตัดหูของตัวเองแล้วส่งไปให้กับหญิงสาวที่หลงใหล ทำให้เขาถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลถึง 3 ครั้ง เมื่อออกจากโรงพยาบาลมีคนแนะนำให้เขาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลประสาทที่เมืองแซงต์ เรอมีย์ แต่ทางโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้เขาเขียนภาพได้ จนน้องชายต้องขอร้องให้ทางโรงพยาบาลจัดห้องสำหรับวาดรูปให้ ซึ่งภาพที่เขียนแสดงถึงอารมณ์ที่ถูกกดดัน และวินเซนต์เริ่มมีอารมณ์ฟั่นเฟือนมากขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย

จากนั้น วินเซนต์จึงได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองโอแวร์ส เหนือกรุงปารีส โดยมีหมอโปล กาเชท์ ดูแลเขาอยู่ ทั้งทำหน้าที่หาที่พักและชวนไปทานข้าวที่บ้าน พร้อมทั้งยังให้กำลังใจว่าเขาต้องหายแน่ วินเซนต์จึงได้วาดภาพเหมือนของหมอกาเชท์ด้วย ซึ่งต่อมากลายเป็นภาพที่มีราคาแพงที่สุด โดยมีผู้ประมูลไปด้วยราคา 82.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ราว 3,300 ล้านบาท

ในวาระสุดท้ายของชีวิต วินเซนต์ได้พยายามฆ่าตัวตายโดยการยิงตัวเองที่หน้าอกด้วยปืนรีวอลเวอร์ขณะที่อยู่กลางทุ่งนาคนเดียว กระสุนเข้าไปฝังอยู่ในช่องท้อง หลังจากนั้น 2 วันเขาก็เสียชีวิต เหลือไว้เพียงชื่อเสียงและผลงานศิลปะไว้มากมาย

อย่างไรก็ดี ในตอนที่วินเซนต์มีชีวิตอยู่ของเขาขายได้เพียง 1 รูปจาก 800 กว่ารูปเท่านั้น แต่หลังจากเสียชีวิตภาพเขียนของเขากลับมีราคามหาศาล น่าเสียดายที่วันที่ประสบความสำเร็จ เขาไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นความรุ่งโรจน์ของงานศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ซึ่งเป็นแม่แบบของลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) นั่นเอง

จุดเด่นของการเขียนภาพสไตล์ “วินเซนต์ แวนโก๊ะ”

ด้าน อาจารย์วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สื่อผสม) ประจำปี 2555 ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ด้วยว่า ลักษณะงานของแวนโก๊ะจะเขียนด้วยฝีแปรงหยาบๆ ป้ายแรง ไม่ละเอียด มีความหนา นูน ดูแล้วไม่ได้ประณีต การใช้พู่กันป้ายจะไม่เก็บรายละเอียด ไม่ระมัดระวังหรือตัดเส้น เมื่อดูภาพรวมจะเห็นว่าภาพมีสีสันที่สว่างไสว สดใส ดูแล้วมีความสุข ทำให้ลักษณะงานดูว่าเป็นฝีแปรงแรงๆ สไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์ คือ มองเห็นสีแสงของธรรมชาติ และเป็นผู้เริ่มต้นผลงานการสร้างศิลปะในแนวคิดใหม่เป็นหัวก้าวหน้าในยุคสมัยนั้น

สำหรับผลงานของแวนโก๊ะที่ชอบมากที่สุด อ.วิโชค ตอบทันควันว่า “รูปดอกทานตะวันครับ เขาเขียนดอกทานตะวันได้ โอ้โห กลีบมันพลิกไปพลิกมาสวยงามมาก สีออกเหลืองๆ อีกรูปก็เป็นรูปภาพเหมือนตัวเขาเองที่ดูเหมือนเป็นธรรมชาติกำลังเคลื่อนไหว และอีกรูปก็คือ รูปดอกไอริส ที่มีราคาการประมูลที่แพงมาก”

เผยปมเหตุ แวนโก๊ะ ขายภาพไม่ออก

อ.วิโชค ยังเล่าถึงสาเหตุที่ภาพเขียนของศิลปินเอกระดับโลกรายนี้ ขายไม่ออกในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้น เนื่องจากยุคสมัยนั้น ทางยุโรปไม่นิยมการเขียนภาพลักษณะนี้ แต่นิยมแบบประณีต และศิลปินในสมัยอิมเพรสชั่นนิสม์ จะอยู่รอดได้ต้องมีการแข่งขันกัน เพราะมีคณะกรรมการคอยตัดสินว่า ภาพนี้แสดงได้หรือไม่ได้ แต่ศิลปินในกลุ่มนี้ ประกอบไปด้วย วินเซนต์ แวนโก๊ะ, โมเนย์, โกแกง และอื่นๆ ถูกคัดออกเกลี้ยง กรรมการบอกว่า ฝีมือไม่ถึง เขาก็อยู่ลำบาก เพราะศิลปินในเมืองนอกต้องอยู่ด้วยการขายรูป หากขายไม่ได้ก็อดตาย เพราะเขาไม่ได้มีอาชีพอื่น ตัวของแวนโก๊ะเองก็อยู่ด้วยความรันทดตลอดชีวิตของเขา

หลังจากที่แวนโก๊ะเสียชีวิต ผลงานของเขาก็เป็นที่นิยมของวงการศิลปะ พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกพยายามหาซื้อภาพเขียนของเขามาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง และในประเทศเนเธอร์แลนด์ก็มีพิพิธภัณฑ์ของแวนโก๊ะ ซึ่งดึงดูดคนทั่วโลกให้เข้ามาชมภาพเขียนของเขาโดยเฉพาะ และขายตั๋วได้อย่างมากมาย จนทำให้พิพิธภัณฑ์ของแวนโก๊ะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเนเธอร์แลนด์

3 สิ่งสำคัญที่ทำให้แวนโก๊ะโด่งดังจนเป็นศิลปินเอก

ถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” มีชื่อเสียงโด่งดัง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ตอบว่า....

1.ผลงานของแวนโก๊ะให้ความรู้สึกที่เบิกบาน มีความสุข จริงใจ บริสุทธิ์ ไม่ได้มีการเสแสร้งใดๆ ทั้งสิ้น เวลาเอาภาพของเขาไปแขวนในห้องก็ดูสว่างสดใส

2.แวนโก๊ะ เป็นคนพลิกความคิดที่เคยเขียนภาพแบบเดิมๆ สร้างความคิดใหม่ๆ ให้กับวงการศิลปะ จึงทำให้ผลงานของเขาดูพิเศษ มีคุณค่า เพราะเขาเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ให้กับประวัติศาสตร์ของวงการศิลปะ

3.รูปแบบการเขียนภาพของแวนโก๊ะนั้น เขาเป็นผู้เริ่มต้นคนแรก ในสไตล์ที่เขาเขียน ไม่ว่าจะเป็นรูปดอกทานตะวัน รูปวิวทิวทัศน์ เมื่อมองเห็นก็รู้เลยว่าเป็นของวินเซนต์ แวนโก๊ะ

“เวลาดูภาพให้เอาใจเราเป็นตัวตั้ง พอมองไปที่ภาพจะรู้สึกว่า เวลาดูแล้วเรามีความสุขมั้ย สบายใจมั้ย ไม่จำเป็นต้องดูงานเขียนละเอียด นุ่มนวล ในทางจิตรกรรมไม่ได้ดูแบบนั้น แต่จะดูว่าพู่กันของจิตรกรป้ายแล้วมีจังหวะ หรือเรียกว่า Batch Stoke ในภาษาไทยเรียกว่า ฝีแปรง ก็คือ ลายมือ ของผู้เขียนภาพ เป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือน และตั้งแต่แวนโก๊ะเสียชีวิต ในโลกใบนี้ยังไม่เคยมีใครที่มีฝีแปรงรุนแรง มีพลัง มีความเคลื่อนไหวได้เหมือนกับเขาเลย” ศิลปินแห่งชาติ สอนการมองภาพอย่างลึกซึ้ง

ศิลปินแห่งชาติ ตอบปม Tree in Winter ใช่ฝีแปรงแวนโก๊ะหรือไม่?

“สำหรับภาพ Tree in Water นั้น วิเคราะห์ยากมากครับ สิ่งที่พิสูจน์ว่าภาพนี้อยู่ในช่วงเวลา 300 ปี มันกว้างมาก ต้องย้อนกลับไปดูว่า ช่วงนั้นแวนโก๊ะมีผลงานเท่าไหร่ ไม่ได้ดูแค่ฝีแปรง แต่ต้องดูลึกไปกว่านั้นว่า เขียนภาพนี้ที่ไหน แวนโก๊ะไปอยู่เมืองไหน เขียนภาพอะไร โทนสีแบบไหน รูปอะไรบ้าง มุมของภาพนี้คือที่ไหน การจะบอกว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมาก มันเป็นเรื่องระดับโลกไม่ใช่ระดับชาติ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความชำนาญในงานของแวนโก๊ะโดยเฉพาะจริงๆ ครับ” อ.วิโชค กล่าวทิ้งท้าย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

เปิดเบื้องหลังวิเคราะห์อายุภาพต้นไม้ Tree in Winter ของอุ๊ หฤทัย ด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่า เป็นภาพเก่า.... 12 มิ.ย. 2561 11:43 13 มิ.ย. 2561 05:02 ไทยรัฐ