ส่วนการเลือกส.ว. ขออีก1.2พันล้าน

ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” ลุยพิจิตร-นครสวรรค์ โซน เหนือตอนล่าง พื้นที่สหพรรค คนการเมืองตอบรับ ร่วมหารือเพียบกว่า 60 ราย เด็ก พท.เมืองชาละวันกร้าวไม่ไปต้อนรับนายกฯ ปากน้ำโพยันยังอยู่กันครบ เย้ยตกเบ็ดได้แต่ผู้แทนสอบตก กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งรับประกันเป็นกลาง คาดใช้งบ 5.5 พันล้าน พร้อมยันแบ่งเขตใหม่เป็นธรรม ชทพ.หวั่น คสช.นัดพบแค่พิธีกรรมสร้างภาพ “เอนก” ชี้ไฟการเมืองยังเจือสี คุกรุ่น วอนทุกฝ่ายลืมอดีตยื่นมือปรองดองเพื่อพระเจ้าอยู่หัว ลั่น รปช.จะมุ่งทำการเมืองแสวงความสามัคคี “อลงกรณ์” ออกโรงป้อง สนช.งีบหลับ ชี้ไม่คอขาดบาดตาย เล่นการเมือง 20 ปีเห็นมาจนชาชิน พท.กระตุกสำนึก “สมชาย” คิดถึงภาษีคนจน

โค้งสุดท้ายรัฐบาล คสช.มีการจัดประชุม ครม.สัญจรบ่อยครั้ง ในช่วงปีนี้และปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงครหาจากบรรดานักการเมืองว่ามีวาระแฝงหว่านงบประมาณหาเสียงล่วงหน้า รวมทั้งการดึงตัวอดีต ส.ส. ล่าสุดวันที่ 11-12 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. จะลงพื้นที่ จ.พิจิตรและนครสวรรค์ ก่อนการประชุม ครม.สัญจร โดยมีนักการเมืองจากหลากหลายพรรคเข้าร่วมหารือ

ครม.สัญจรคนการเมืองร่วมอื้อ

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลง พื้นที่ตรวจราชการ จ.พิจิตรและนครสวรรค์ ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรวันที่ 11-12 มิ.ย. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หนึ่งในภารกิจที่ถูกจับตามองคือการพบปะผู้นำท้องถิ่นกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ได้แก่ ชัยนาท พิจิตร กำแพงเพชร อุทัยธานี และนครสวรรค์ โดยจะมีอดีต ส.ส. อดีต ส.ว. นายกเทศมนตรี นายก อบจ. นายกอบต. และกำนัน จำนวน 66 คน ร่วมพูดคุย ในส่วนของอดีต ส.ส.ที่น่าสนใจ อาทิ จ.กำแพงเพชร นายสำราญ ศรีแปงวงศ์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ นายอนันต์ ผลอำนวย อดีต ส.ส.เพื่อไทย นายปริญญา ฤกษ์หร่าย อดีต ส.ส.เพื่อไทย รวมถึงนายปรีชา ฤกษ์หร่าย นายกอบจ.กำแพงเพชร ขณะที่ จ.นครสวรรค์ อาทิ นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย อดีต ส.ส.ภูมิใจไทย นายพีระเดช ศิริวันสาณพ์ อดีต ส.ส.ชาติไทยพัฒนา จ.อุทัยธานี อาทิ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.ชาติไทยพัฒนา นายนพดล พลเสน อดีต ส.ส.ชาติ– ไทยพัฒนา รวมทั้งนายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว. ส่วน จ.ชัยนาท อาทิ นายอนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส.เพื่อไทย นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต ส.ส.เพื่อไทย นายมณเฑียร สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชาติไทยพัฒนา และ จ.พิจิตร นายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ อดีต ส.ว.

พท.พิจิตรลั่นไม่ไปรับนายกฯ

นายนาวิน บุญเสรฐ อดีต ส.ส.พิจิตร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.พิจิตรและนครสวรรค์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่า ตนและเพื่อน ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะไม่ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์อย่างแน่นอน แต่คิดว่าการลงพื้นที่ของนายกฯ ครั้งนี้คงไม่ใช่เพื่อหาฐานเสียงสนับสนุน เพราะ จ.พิจิตร ไม่มีคนดังเหมือน จ.บุรีรัมย์ หรือนครปฐม และมีเขตพื้นที่ ส.ส.เพียง 3 คน สำหรับอดีต ส.ส. ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยใน จ.พิจิตร ทุกคนยังยืนยันที่จะอยู่กับพรรค ขณะเดียวกันได้ทราบข่าวเบื้องต้นว่าอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.พิจิตร ก็ไม่มีใครไปรับ พล.อ.ประยุทธ์เช่นเดียวกัน ส่วนนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายวินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา ตนไม่แน่ใจ เพราะทั้งสองคนยังไม่มีสังกัดพรรค และยังไม่ตกลงว่าไปพรรคใด

ผู้แทนปากนํ้าโพยันอยู่โยง พท.

นายทายาท เกียรติชูศักดิ์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เท่าที่ทราบทางจังหวัดได้ขอความร่วมมือไปยังอดีต ส.ส.ทุกคน ทุกพรรค ใน จ.นครสวรรค์ เป็นการส่วนตัว ให้มาต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตนก็คงจะไปฟังการพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ คิดว่าไม่น่าเสียหายอะไรและเชื่อว่าผู้ใหญ่ในพรรคคงเข้าใจ เราไปฟังตามมารยาท ไม่ได้กระด้างกระเดื่องอะไร ไม่ได้ไปเดินตาม พล.อ.ประยุทธ์หรือต้อนรับออกนอกหน้านอกตา ส่วนอดีต ส.ส.ท่านอื่นตนไม่ทราบว่าจะไปรับ พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนได้ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยไปแล้ว รวมถึงอดีต ส.ส.ทุกคนใน จ.นครสวรรค์ ก็ยังยืนยันที่จะอยู่พรรคเพื่อไทย

เย้ยตกเบ็ดได้แค่ผู้แทนสอบตก

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป้าหมายการลงพื้นที่ของนายกฯระหว่างการประชุม ครม.สัญจรคงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คือพบปะประชาชนถามความเป็นอยู่แล้วออกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อผูกใจหวังผลคะแนน รวมถึงการเชิญผู้นำท้องถิ่น นักการเมืองในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียง เช่น พิจิตร นครสวรรค์ สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี ทั้งระดับจังหวัดและประเทศ เข้าพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ โดยอาจมีนัยถึงการเตรียมการเลือกตั้งในอนาคต เพราะชัดเจนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการทำการเมืองต่อ อย่างไรก็ตามตน มองว่าอดีต ส.ส.เดิมที่มีพื้นที่มั่นคงจะไม่เปลี่ยนพรรคเพื่อไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ สำหรับคนที่จะไปสนับสนุนคงเป็นคนที่ไม่มีพื้นที่ อดีตผู้สมัครที่สอบตก หรืออดีต ส.ส.ที่ห่างหายเวทีไปนานเท่านั้น

คนต้อนรับเยอะใช่ว่าจะเลือก

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การลงพื้นที่ระหว่างประชุม ครม.สัญจรของ พล.อ.ประยุทธ์ทำมาแล้วหลายภูมิภาค ครั้งนี้ไป จ.นครสวรรค์ เหมือนซ้อมภาคปฏิบัติในวันที่จะเป็นนักการเมือง เพื่อให้ภาพออกมาดูดี ไม่เคอะเขินในวันข้างหน้า ส่วนที่ไปมาแต่ละที่มีคนรอให้การต้อนรับจำนวนมากก็ไม่รู้มาด้วยใจหรือมีคนกะเกณฑ์ให้มา ตรงนี้จะรู้ก็ต่อเมื่อถึงวันเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ลงคะแนนโดยลับ เพื่อให้ประชาชนมีเสรีภาพในการตัดสินใจ หลังจากนี้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งคงมีการลงพื้นที่เช่นนี้บ่อยมาก ส่วนประเด็นการดูดผู้สนับสนุนนั้น มองว่าการจะดูดคนสนับสนุนไม่จำเป็นต้องจัด ครม.สัญจร อยู่ที่ไหนก็ดูดได้ เพราะมีข่าวให้เห็นอยู่เนืองๆ

20 ปี กกต.รับประกันความเป็นกลาง

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.09 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. พร้อมด้วย กกต.ทั้ง 3 คน เลขาธิการ กกต. และผู้บริหาร ตลอดจนพนักงาน ร่วมกันทำพิธีสักการะองค์พระพรหม บริเวณศาลพระพรหม อาคารศาสนภักดี ในโอกาสจัดงานทำบุญวันสถาปนาครบรอบ 20 ปี ก้าวสู่ปีที่ 21 ของ กกต. นายศุภชัยกล่าวถึงบทบาท กกต.ว่า กกต.และบุคลากรมีความพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านการไต่สวน สอบสวน ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ศาลยึดสำนวนการสืบสวน ไต่สวน โดย กกต.เป็นหลักในการพิจารณา ส่วนปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา เรามีประสบการณ์ทุกรูปแบบจึงมีความพร้อม ทุกพรรคการเมืองไม่ต้องเป็นห่วง กกต.จะดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และไม่ต้องกังวลว่าเราจะเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด คุณสมบัติ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ คือ มีความซื่อสัตย์ เป็นกลางทางการเมือง

“ศุภชัย” ยันแบ่งเขตใหม่เป็นธรรม

นายศุภชัยกล่าวถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ 350 เขตว่า การแบ่งเขตต้องทำอย่างเป็นธรรม ตามหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป ร่างกฎหมายและระเบียบต่างๆ เราจัดทำรอไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้ากฎหมายประกาศใช้ก็จะนำมาเทียบเคียง คงจะแก้ไขไม่มาก เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ย้ำเสมอจะไม่ลงเลือกตั้ง หากอนาคตสามารถลงเลือกตั้งได้จะเป็นอย่างไร ประธาน กกต.ตอบว่า เป็นสิทธิ์ของท่าน กกต.ไม่อาจก้าวล่วงวิพากษ์วิจารณ์ได้ ในฐานะที่เป็นคนกลาง เมื่อถามอีกว่า ทหารจะให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ดูแลการเลือกตั้งในอนาคต หาก กกต.ร้องขอ นายศุภชัยตอบว่า ต้องดูสถานการณ์ ปกติไม่มีม็อบก็ไม่จำเป็น ถ้านำทหารเข้ามาจะทำให้ภาพการเลือกตั้งดูไม่สงบ

คาดใช้ 5.5 พันล้านจัดเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงงบประมาณการจัดเลือกตั้ง ส.ส. นายศุภชัยตอบว่า เป็นหน้าที่รัฐบาลต้องจัดงบประมาณให้ กกต.อย่างพอเพียง เพราะกฎหมายใหม่ให้อำนาจ กกต.ไว้มาก ทั้งอำนาจการสืบสวน ไต่สวน การจัดตั้ง ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เงิน และเราไม่ได้ตั้งงบประมาณประจำปีไว้ หากมีอะไรก็ต้องถามไปยังรัฐบาล เบื้องต้นคาดว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเกิดขึ้นใช้งบประมาณ 5,500-5,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ส่วนการเลือก ส.ว.คงใช้งบประมาณไม่มาก เพราะไม่ต้องพิมพ์บัตร คาดว่าจะใช้ 1,200-1,300 ล้านบาท ส่วนความคืบหน้าการเลือกตั้งท้องถิ่น เข้าใจว่าสิ้นเดือน มิ.ย. ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นจะแล้วเสร็จในขั้นกฤษฎีกา ก่อนจะส่งให้ ครม.และ สนช.พิจารณาต่อไป

ชทพ.หวั่น คสช.นัดพบสร้างภาพ

นายภราดร ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมนัดพรรคการเมืองหารือเดือน มิ.ย.นี้ว่า เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าการนัดประชุมหารือตัวแทนพรรค การเมือง รัฐบาลและฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะนำข้อหารือที่ได้ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่การสร้างภาพ หรือพิธีกรรมทางการเมือง ยอมรับว่ามีหลายประเด็นที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ อาทิ ปลดล็อกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อให้พรรคจัดประชุมใหญ่ เตรียมความพร้อมตามที่กฎหมายกำหนด หากปล่อยไว้อาจส่งผลกับพรรคการเมือง อย่าไปกังวลว่าการเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ หาสมาชิกพรรค คือการเปิดโอกาสให้หาเสียงแข่งกับพรรคประชารัฐ หรือจะเกิดความวุ่นวาย ไม่สงบ

แนะ กกต.ขอข้อมูล ขรก.แบ่งเขต

นายภราดรยังกล่าวถึงการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ กกต.ไม่สามารถทำล่วงหน้าได้ว่า เข้าใจว่า กกต.ชุดปัจจุบันมีความอึดอัดใจไม่น้อย เพราะมีสถานะเป็นเพียง กกต.รักษาการ และรอ กกต.ชุดใหม่ที่อยู่ ระหว่างการสรรหาตามกระบวนการของ สนช. ดังนั้นหากไปดำเนินการใดๆอาจเป็นปัญหา สิ่งที่ทำไปอาจถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงในภายหลัง อย่างไรก็ดีถ้า กกต.ยังกังวลหากนักการเมืองจะเข้าให้ความเห็นเรื่องการแบ่งเขต ก็อาจใช้ช่องทางของข้าราชการในพื้นที่ ให้ข้อมูลเรื่องการแบ่งพื้นที่ที่เหมาะสมกับการแบ่งเขตเลือกตั้งก่อนได้

“เอนก” ชี้ไฟการเมืองยังคุกรุ่น

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อพรรคการเมืองกับความรู้รักสามัคคีว่า 4 ปีที่ผ่านมาการเมืองไทยสงบได้พอสมควร แต่ความเป็นศัตรูอยู่กันคนละพวก คนละฝ่ายก็ยังคุกรุ่น ร้อนแรง เปรียบไปคล้ายถ่านแดง ที่ยังเหลือเนื้อถ่านอีกมากพอ อาจลุกขึ้นมาเป็นทะเลเพลิงอีกเมื่อไรก็ได้ เพียงแค่มีคนโหมความร้อนเข้าไป การเปิดตัวของพรรคทำให้ฝ่ายสีแดงและฝ่ายสีเหลือง รวมถึง กปปส.ที่ไม่เห็นด้วย ออกมาแสดงความเห็นต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้ง รปช.อย่างรุนแรง ก้าวร้าว และหยาบคาย ตนเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น ทำให้ยิ่งคิดว่าต้องพูดให้ดังขึ้นอีก ว่าพรรค รปช.ตั้งใจและยึดมั่นที่จะไม่ตอบโต้ ไม่ด่าทอ ไม่แก้คืน ท่านที่โกรธเคืองในเรื่องอดีตนั้น อดีตควรมีเพียงเอาไว้เป็นบทเรียน เรายืนยันจะไม่ผูกขั้วเป็นศัตรู หรือเป็นปรปักษ์กับพรรคใดๆ ฝ่ายใดๆ สีใดๆ ไม่ผูกมัดตัวเองก่อนเวลาเกินไปว่าจะรวมกับใคร ไม่รวมกับใคร

อย่าให้ศึกสองสีต้องจบลงที่คุก

“ในฐานะคนนอก-กปปส. และนอกพันธมิตร จะมุ่งเน้นทำการเมืองแห่งความรู้รักสามัคคี คุณสุเทพ กับอดีต กปปส.จำนวนมาก ก็เดินมาถึงจุดที่พร้อมยื่นมือไปร่วมปรองดองกับแทบทุกพรรคทุกฝ่าย ขอเถอะครับอย่ามองแต่ความขัดแย้งในอดีต เราตั้งพรรคเพื่อวันข้างหน้า เพื่ออนาคตเป็นสำคัญ ทำอย่างไรคนที่เคยเดินขบวนจากคนละจุดยืน จะหันมาทุ่มเทสร้างพรรคใหม่ บ้างก็ปรับเปลี่ยนพรรคเก่า และยื่นดอกกุหลาบแดงไปให้พรรคฝ่ายที่เคยบาดหมางบ้าง พรรค การเมืองทั้งหลายจะจมอยู่กับอดีตไม่ได้ จะแตกแยกต่อไป ไม่คิดใหญ่ และอาศัยแต่ไขสันหลัง ใช้แต่สัญชาตญาณเดิม เตรียมตัวฟาดฟันกันรอบใหม่ไม่ได้ เราจะฟื้นกลับไปสู่พฤษภา 35 ก็ไม่ได้ สถานการณ์ตอนนี้กับตอนนั้นต่างกันมาก เพียงเห็นทหารครองเมือง จะคิดง่ายๆว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายจนไปสู่การขับไล่ทหาร คงไม่ได้ เพราะความขัดแย้งหลักในสังคมยังเป็นเรื่องสองสี สองขั้ว สองพรรคเหมือนเดิม เห็นจากการที่ฝ่ายต่างสีต่างขั้วได้ออกมาซัดกระหน่ำพรรค รปช. ผมเองก็โดนบริภาษ แต่เวลานี้ขอย้ำว่าทุกสี ทุกพรรค ทุกฝ่าย ในสองขั้วที่เป็นปรปักษ์กันอยู่ล้วนบอบช้ำพอๆกัน และจะทุกข์ทวีขึ้นเรื่อยๆ สายพานที่จะลำเลียงพวกเราไปสู่คุกตะราง และการลงทัณฑ์อื่นนั้น พาเราไปใกล้จุดจบเข้าไปทุกที” นายเอนกระบุ

เกาหลีเหนือ—ใต้ยังจับมือกันได้

นายเอนกกล่าวว่า เราจะต้องคิดเสียใหม่หรือไม่ว่า การเมืองในความหมายสูงสุดนั้นคือศาสตร์และศิลป์แห่งการสร้างความเป็นไปได้ให้เกิดแก่บ้าน เมือง มหาเธร์และอันวาร์เป็นศัตรูเก่า จากคนละจุดยังยื่นมือเข้ามาจับกัน จนชนะการเลือกตั้งเอานายกฯนาจิบออกจากอำนาจได้ หรือคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ยื่นไมตรีให้จีนมิตรที่ห่างเหินไปมาก และอเมริกาศัตรูที่เตรียมห้ำหั่นกันทุกเวลานาที ในที่สุดเขาข้ามเส้นขนานที่ 38 ไปจับมือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้อีกฝั่งหนึ่งได้ นี่คือการเมืองสร้างสรรค์พร้อมเริ่มต้นใหม่ พร้อมจะลืมความขมขื่น ความขัดแย้ง ขนาดลืมสงครามที่แต่ละฝ่ายเหนือ-ใต้เคยตายมาแล้ว เป็นล้าน ทำอย่างไรเราจะคิดใหม่ได้ ลืมภาพอสูรและนรกแห่งอดีต พูดใหม่ได้ พูดถึงสวรรค์ ให้สัญญาใหม่ได้ว่าจะนำประเทศไทยที่เคยแตกแยกกัน มาร่วมทศวรรษให้กลับคืนสู่สันติภาพได้

ช่วยกันทำเพื่อพระเจ้าอยู่หัว

นายเอนกกล่าวด้วยว่า เชื่อว่าทุกสี ทุกฝ่าย ทุกพรรค เล็งเห็นการเมืองแบบใหม่ การเมืองเพื่อความสมัครสมาน นักการเมืองกับพรรคการเมืองของเราจะต้องร่วมกันเป็นผู้นำในการรู้รักสามัคคี ทำให้ประเทศไทยออกจากความมืดมน ท้อแท้ และความชิงชัง ให้บ้านเมืองเราได้ตลบอบอวลไปด้วยความหวัง ให้ประชาชนได้เห็นแสงสว่าง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวของเราสบายพระทัยว่าในรัชสมัยใหม่ของพระองค์ ประเทศไทยต้องสงบสันติ ถ้าเราช่วยกันสร้างบรรยากาศ แห่งมิตรไมตรี ที่ประชันขันแข่งกันเพียงเพื่อทำความดี เสนออะไรที่ดีแก่บ้านเมือง เมื่อนั้นมั่นใจว่าทุกสีทุกฝ่าย-พรรค ย่อมจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันสูงค่าและอยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม

ปฏิรูปต้องไปต่อหาคนแทน “เอนก”

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ลาออกไปร่วมงานการเมืองกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า เมื่อนายเอนกลาออกไป ต้องหาคนมาเป็นประธานแทน ทำแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ เสร็จแล้วต่อไปจะเป็นการนั่งจับผิดคนว่าทำตามแผนหรือไม่ ยอมรับว่ามีคนไม่ถนัดประสงค์ลาออกจำนวนหนึ่ง ก็ต้องหาคนใหม่มาแทน ตนยินดี แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้อยากจะเล่นการเมืองต่อ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ มีรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเข้ามาแทนที่ว่างแล้ว สำหรับคณะกรรมการปฏิรูปบางคณะมีเพียง 10 คน ก็ต้องตั้งเพิ่มให้ครบ 15 คน เพื่อติดตามการทำงานกระทรวงต่างๆ “ผมไม่ตอบว่าเสียดายที่นายเอนก ลาออกไปหรือไม่ ถ้าตอบว่าเสียดายก็จะถูกหาว่าฝักใฝ่อะไรแบบนี้ หรือถ้าตอบว่าไม่เสียดาย ก็จะถูกมองว่าวิษณุตะเพิดไล่ส่ง การเข้าสู่วงการการเมืองถ้าถือเป็นการช่วยชาติ ก็ถือว่าไปช่วย แต่ถ้าถือว่าเป็นเวรกรรม ก็กรรมใครกรรมมัน ผมเห็นใครจะลงสมัครผู้แทน ผมก็จะบอกว่าเป็นกรรมของคุณ”

ทยอยคืนตำแหน่งผู้นำท้องถิ่น

นายวิษณุยังกล่าวถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ให้คืนตำแหน่งนายก อบจ. ว่า เมื่อได้รับคืนตำแหน่งจะมีอำนาจเต็มเหมือนเดิมทุกอย่าง จะได้รับการขยายวาระต่อไปเหมือนนายก อบจ.คนอื่นๆ ตามคำสั่ง คสช. หลังจากนี้จะทยอยคืนตำแหน่งให้กับผู้ถูกพักงานตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มีรายชื่ออีกมากอยู่ระหว่างการตรวจสอบ จะพยายามดำเนินการในส่วนที่ศาลยกฟ้อง และรายที่สอบสวนแล้วไม่มีความผิดก่อน สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกพักงานทั้งหมดมีประมาณ 300 คน คืนตำแหน่งไปแล้วหลายสิบคน เข้าใจว่าจนถึงขณะนี้ผู้นำท้องถิ่นทั่วประเทศน่าจะครบวาระหมดแล้ว หากจะให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศก็ได้ แต่อาจจะเลือกตั้งเฉพาะ อบจ. หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือพื้นที่ที่จะไม่กระทบการแบ่งเขตก่อนก็ได้ ส่วนร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาตินั้น หลังจากเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการปรับแก้ถ้อยคำเพียงเล็กน้อย และส่งไปยัง สนช.เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.

“อลงกรณ์” ป้อง สนช.งีบหลับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีสมาชิก สนช.นั่งหลับในสภาว่า ข่าวสมาชิก สนช.หลับระหว่างนายกรัฐมนตรีชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ที่อึกทึกครึกโครม พร้อมความเห็นถึงขั้นให้ปลดออกดูจะรุนแรงไป เป็นเรื่องไม่สมควรแน่นอนที่หลับในระหว่างการประชุมวาระสำคัญ แต่ ก็ไม่ใช่ความผิดมหันต์ถึงขั้นจะให้ออก หากดูเจตนาประกอบก็น่าเห็นใจ ท่านเหล่านั้นคงไม่อยากหลับระหว่างประชุม ดังนั้น การลงโทษก็สมควรที่เราจะต้องดูเจตนาและปัจจัยอื่นๆประกอบ ในฐานะที่ ผ่านงานการประชุมในสภามากว่า 20 ปี เห็นการหลับในสภาผู้แทนราษฎรมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ได้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย บางครั้งสื่อก็ถ่ายภาพออกมา และก็ถูกวิจารณ์แบบนี้เหมือนกัน ตนไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการหลับในสภา เห็นด้วยว่าควรถูกลงโทษ แต่จะถึงขั้นลงทัณฑ์ให้ออก แบบว่าหลับในสภาตายคาเก้าอี้นั้น ออกจะรุนแรงเกินไปหรือไม่

พท.จี้ “สมชาย” สำนึกภาษีคนจน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่นายสมชาย แสวงการ สนช. ตำหนิสื่อมวลชนที่เผยแพร่ภาพสมาชิก สนช.หลับระหว่างการประชุมพิจารณางบประมาณนั้น นายสมชายเคยเป็นสื่อ แม้จะได้ดิบได้ดีจากการปฏิวัติรัฐประหาร ก็น่าจะมีรากฝอยของคนที่เคยได้รับเกียรติว่าเป็นฐานันดรที่ 4 บ้าง ควรเป็นโต้โผตรวจสอบการใช้งบ ประมาณของรัฐบาลอย่างถึงลูกถึงคน ทำหน้าที่แทนประชาชน และควรนึกถึงหน้าของชาวบ้านคนจนๆ ที่ต้องเสียภาษีให้นายสมชายได้เข้าไปนั่งชูคอในสภาด้วย วันนี้สิ่งที่ประชาชนอยากฟังคือการจัดทำงบ ประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปีต่อเนื่องมาถึง 4 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.มีแผนอย่างไรในการใช้หนี้ และควรใส่เรื่องนี้เข้าไปในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย ลูกหลานเติบโตขึ้นมาจะได้รู้อนาคตว่าจะต้องเป็นหนี้กี่ปี จะใช้หนี้อย่างไร จะต้องขอกู้เงินจากกองทุนระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟอีกหรือไม่

รบ.ล่าตัวคนจุดไฟแตกแยกศาสนา

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อความและภาพในโซเชียลมีเดีย ระบุเหตุผลในการจับพระให้เป็นข่าวใหญ่ก็เพื่อกลบข่าวการเปิดทำเนียบเลี้ยงละศีลอดเดือนรอมฎอน รวมทั้งรัฐบาลอนุมัติงบประมาณก่อสร้างมัสยิดหลายแห่ง เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นมุสลิมจึงให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามมากกว่าศาสนาพุทธว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง มีผู้พยายามปล่อยข่าวบิดเบือนสร้างความสับสน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.นับถือศาสนาพุทธ และดูแลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา การจัดงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอนที่ทำเนียบรัฐบาล จัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่อดีต รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณแก่ศาสนาใดก็มีระเบียบขั้นตอนชัดเจน สำหรับมัสยิดที่มีการก่อสร้างหลายแห่งนั้น ส่วนใหญ่ใช้เงินบริจาคหรืองบประมาณจากท้องถิ่น ขณะที่ค่าตอบแทนของโต๊ะอิหม่าม อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยนั้นอยู่ระหว่าง 1,000-3,500 บาท ไม่ใช่ 18,000 บาทต่อเดือนตามที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นรัฐบาลขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน และขอให้ผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมบ่อน ทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนา หากสืบ ทราบว่าผู้ใดเป็นต้นตอของการปล่อยข่าวเท็จ จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด