วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“วรวุฒิ กิตติอุดม” นักธุรกิจพัฒนาที่ดิน

“วรวุฒิ กิตติอุดม” นักธุรกิจพัฒนาที่ดิน

  • Share:

ประสบความสำเร็จจากแนวคิด "ให้ก่อน รับทีหลัง"

จากการเลี้ยงดูของครอบครัวที่ฝึกให้รู้จักความอดทนตั้งแต่เด็ก ทำให้ “วรวุฒิ กิตติอุดม” นักบริหารหนุ่มที่เติบโตมาในสายงานธุรกิจก่อสร้าง กลายเป็นเจ้าของธุรกิจโรงงานตั้งแต่ อายุเข้าเลข 2 นำหน้า และด้วยความที่ไฟแรงไม่มีตกจึงเดินหน้าหา ความสุขกับการทำงานในวงการพัฒนาที่ดินอย่างเต็มตัว

วรวุฒิ หรือ เชง ผู้บริหารหนุ่มบริษัท แม็กซิมัส เอสเตท จำกัด ทายาทนักธุรกิจรับเหมาสร้างบ้านในแถบชานเมือง (นายวิสิฐ กิตติอุดม กับนางวนิดา) บอกเล่าถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาว่า เขาเป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนทั้งหมด 5 คน ธุรกิจของที่บ้าน เริ่มจากปู่ ที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและตกทอดมาถึงพ่อ ซึ่งทำงานเก็บเงินซื้อที่ได้ก็ขยายธุรกิจสู่การพัฒนาที่ดิน โดยเป็นเจ้าของโครงการสร้างบ้านขายเอง ดังนั้นตั้งแต่เด็กเขาจึงถูกพาไปตามไซต์งานก่อสร้าง ดูการโม่หิน และยังเคยถูกใช้ให้แบกปูน ผสมปูนด้วย หรือบางครั้งก็ไปดูที่ดิน ซึ่งตอนเด็กก็ไม่ได้สนใจและรู้สึกไม่ชอบด้วย จนกระทั่งเรียนจบจาก ร.ร.อัสสัมชัญ แล้วไปเรียนต่อไฮสคูลที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และกลับมาเรียนด้านบริหารที่เอแบค-มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แม้ที่บ้านจะมีฐานะ แต่เชงบอกว่าเขาไม่ได้ถูกเลี้ยงแบบตามใจเลย ไปเรียนมหาวิทยาลัยยังต้องนั่งรถเมล์ จนเรียนถึงปี 3 ถึงค่อยมีรถใช้ ระหว่างเรียนก็ต้องทำงานพิเศษด้วย พอเรียนจบได้งานแรกในชีวิตเป็นพนักงานขาย ซึ่งทีแรกรู้สึกผิดหวังที่เรียนจบปริญญามาเป็นเซลส์ แต่พอได้ลองทำและขายของได้ เลยรู้สึกสนุก พร้อมกับเปลี่ยนความคิดมุ่งทำงานเก็บประสบการณ์ เพื่อจะก้าวสู่การเป็นเจ้าของกิจการ โดยเป็นเซลส์เพียงไม่กี่เดือนก็ออกมาทำธุรกิจแรกในชีวิตคือ สั่งของนำเข้าพร้อมติดตั้งไม้ลามิเนต แม้จะเหนื่อยสุดชีวิตแต่ก็ประสบความสำเร็จ มีเงิน มีความมั่นใจจึงได้ขยายงานไปทำโรงงานผลิตคิ้วบัว ที่ใช้ในการก่อสร้างบ้าน และโรงงานแปรรูปยางพารา ธุรกิจไปได้ด้วยดีมีเงินเก็บตัวเลข 7-8 หลักในอายุไม่ถึง 30 ปี และเมื่อธุรกิจโรงงานสามารถดำเนินไปได้ด้วยตัวเอง เชงบอกว่า ทำให้เขาเกิดความคิดอยากไปทำอย่างอื่นต่อไปอีก เช่น ไปเล่นหุ้นบ้าง รวมไปถึงช่วยงานที่บ้าน โดยขอพ่อทำโครงการสร้างบ้าน

“ผมโตมาในวงการก่อสร้าง คิดว่าเราคงทำงานในวงการนี้ ไม่กระโดดไปทำในฟิลด์อื่นแน่นอน ตอนนั้นรู้สึกอยากสร้างบ้านดีๆ เลยขอพ่อสร้างบ้าน ซึ่งพอได้ลงไปทำก็ได้ประสบการณ์เยอะมาก ก่อนหน้านี้ที่เราทำโรงงานอุตสาหกรรม ผลิตสิ่งของอย่างเดียวที่ใช้ประกอบกับตัวบ้าน แต่การสร้างบ้านเราต้องทำทุกอย่าง โครงการมี 3 เฟส ผมทำไป 2 เฟส ที่เหลือให้พ่อดูต่อ แล้วผมพกไฟมาลุยทำงานของตัวเอง ที่อยากสร้างคอนโดฯพอดีเจอเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนมีดีเอ็นเอเหมือนกัน เพราะผมบอกว่า มาทำงานเอาสนุก เอามันก่อนนะ เรื่องเงินมาทีหลัง โดยผมจะยึดเรื่อง “ให้ก่อน แล้วรับทีหลัง” พอมาเจอคนแนวเดียวกัน เราเลยตั้งบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรของเราเอง แล้วผมชอบเรื่องการแชร์ความสำเร็จ อย่างทำโรงงาน พอมันสำเร็จ ผมก็ดีใจ มีความสุขอยู่คนเดียว แต่พอมาทำธุรกิจนี้ พอโครงการแรก Maxxi Condo ไปด้วยดี แล้วกำลังจะขึ้นโครงการใหม่ มันเป็นความสำเร็จที่ทำให้มีความสุข ที่เราได้แชร์ร่วมกับเพื่อนๆ....”

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้บริหารหนุ่มคนนี้ ได้เผยถึงหัวใจหลักในการทำงานให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน เขามีหลักอยู่ว่า ในการทำงาน ผมถูกสอนว่า “เราต้องทำให้ดี โอกาสเรามีหนเดียว เพราะถ้าเราทำไม่ดี เราพลาด ลูกค้าหรือคู่ค้าของเราก็จะเซย์ กู๊ด บาย”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้