วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เทือกหลั่งน้ำตา เมินตระบัดสัตย์ ร่วมตั้งพรรค รปช. จะขอเป็นขี้ข้าปชช.  (คลิป)

เทือกหลั่งน้ำตา เมินตระบัดสัตย์ ร่วมตั้งพรรค รปช. จะขอเป็นขี้ข้าปชช. (คลิป)

  • Share:

เปิดตัวรวมพลังประชาชาติไทยคึกคัก เครือข่าย กปปส.ตบเท้าพรึบ “เอนก” ยกครัวร่วมอุดมการณ์ พร้อมรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค “สุเทพ” น้ำตาไหลพรากซาบซึ้งมวลชน กปปส. ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา บางส่วนต้องเจ็บ ตาย จึงต้องหวนกลับมาทำพรรคการเมืองเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ แม้ต้องเผชิญเสียงวิจารณ์ตระบัดสัตย์ ยันไม่ได้เล่นการเมืองเพื่ออยู่รอด ดิ้นรนหนีคดี-นิรโทษกรรม อดีต ส.ส.จันทบุรี ปชป. เปิดตัวย้ายซบอีกราย “นิพิฏฐ์” ร่วมยินดีแต่ดักคอ “อย่าดูด” เพื่อไทยวอนตระบัดสัตย์ครั้งสุดท้าย ดักคอตั้งพรรคเล่นเกมต่อรอง เย้ยวาทกรรมปฏิรูปก่อนเลือกตั้งพิสูจน์แล้วแค่ข้ออ้างลวงโลก “ดอน” พร้อมสู้ปมหุ้นภรรยา ชี้เป็นหุ้นมรดกไม่ใช่สัมปทาน แจง กกต.แล้วไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง “พีระศักดิ์” ย้ำไทยนิยมไม่ได้มุ่งหาเสียง รับประกันเสียงสะท้อนปัญหาถึงหูนายกฯแน่

พรรครวมพลังประชาชาติไทย จดแจ้งขอตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่กับ กกต. เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นพรรค กปปส. เนื่องจากผู้ร่วมก่อตั้งพรรคส่วนใหญ่ล้วนเป็นเครือข่ายอดีตแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ที่ประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุน ล่าสุดมีการเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการแล้ว

เปิดตัว รปช. “สุเทพ” มาตามนัด

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. เวลา 08.30 น. ที่อาคารศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) จัดประชุมผู้ก่อตั้งพรรคและสนับสนุน โดยมีแกนนำผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเดินทางมาร่วมงานพร้อมเพรียง อาทิ นายธานี เทือกสุบรรณ นายเชน เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ น้องชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ทนายความนายสุเทพ นายธวัชชัย อนามพงษ์ อดีต ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายสำราญ รอดเพชร โดยทั้งหมดใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้า ที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้ายเป็นโลโก้พรรค ปักข้อความ “ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค” ขณะที่นายสุเทพได้มาร่วมงานด้วย พร้อมถ่ายภาพกับบรรดาผู้ร่วมก่อตั้งพรรคและมวลชนผู้สนับสนุน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม กปปส.เดิม ด้วยบรรยากาศคึกคัก

“เอนก” ยกครอบครัวร่วมอุดมการณ์

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรค กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดตัวพรรคว่า พรรคการเมืองในประเทศไทยมี 3 แบบ คือ 1.พรรคของผู้นำทางทหารที่จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองรองรับ เช่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็มีพรรคเสรีมนังคศิลา 2.พรรคของคนที่รู้จักรวย คือเป็นคนทำธุรกิจการเมืองที่เลวร้ายที่สุด หรือทุนสามานย์ 3.พรรคของนักการเมือง ทั้ง 3 แบบจะรู้เลยว่าใครเป็นเจ้าของพรรค ใครเป็นนายทุนพรรค มีการกวาดต้อนคนไปเป็น ส.ส. หวังเป็นรัฐบาลสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพรรคในแบบที่เราไม่อยากเห็นอีกแล้ว แต่อยากเห็นพรรคที่ทุกคนมีความหมาย ทุกสมาชิกมีบทบาท ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ามีการทาบทามตนเป็นหัวหน้าพรรค จึงขอยืนยันว่าการทำพรรคครั้งนี้ไม่ได้ทำเพราะอยากเป็นหัวหน้า หรือรัฐมนตรี แต่ทำเพราะต้องการสืบสานแนวทางการปฏิรูปของมวลมหาประชาชนและคนที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ต้องการทำพรรคการเมืองใหม่เป็นการเมืองเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อประชาชน ซึ่งภรรยาก็ให้การสนับสนุน รวมทั้งบุตรชาย หลานสาว ก็ร่วมทำงานการเมืองด้วย จะทำให้พรรคเป็นพรรคประชาชาติไทยที่มีคนเก่ง คนดี และบุคลากรจากหลากหลายกลุ่มเข้ามาร่วมงานในระบบปาร์ตี้ลิสต์ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมให้มาก คาดหวังว่าจะไม่ใช่พรรคเล็ก แต่เป็นพรรคสำคัญที่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของบ้านเมืองในการขับเคลื่อนประเทศ ตนไม่กลัวแพ้ และเชื่อว่าการทำการเมืองครั้งนี้ไม่มีแพ้ เพราะเป็นการทำเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินไทย ด้วยการทำการเมืองแบบรู้รักสามัคคี ปฏิรูปแต่ไม่โค่นล้ม ทำการเมืองเพื่อลูกหลานในอนาคต

พร้อมเป็นหัวหน้าพรรคถ้าถูกเลือก

นายเอนกกล่าวว่า ภายใน 3 เดือนนี้จะมีการเดินสายทั่วประเทศเพื่อเตือนประชาชนที่เคยออกมาเดินถนน ยอมตาย ยอมเจ็บ และกำลังจะติดคุก ให้ร่วมกันทำพรรคการเมืองให้เป็นพรรคของพลเมือง มีคนเป็นห่วงกลัวว่าตนจะมัวหมอง ไม่เป็นที่รักของคนทุกฝ่ายอีกแล้ว จึงขอบอกว่าจะทำการเมืองที่สร้างสรรค์ คิดด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ๆ เป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง ประชาธิปไตยต้องเริ่มภายในพรรคจึงจะทำประชาธิปไตยนอกพรรคได้ ดังนั้น ผู้บริหารพรรคจะมีก็ต่อเมื่อมีสมาชิกครบถ้วนตามกฎหมาย จึงจะเปิดประชุมสมัชชาพรรค ขณะนั้นอาจมีสมาชิกเป็นหมื่น เป็นแสน ลงคะแนนโดยไม่มีการจัดตั้งหรือสั่งการจากใคร ถ้าเลือกให้ตนเป็นหัวหน้าก็พร้อมเป็น โดยจะยึดหลักธรรมาธิปไตย ขับเคลื่อนประเทศสู่การเมืองใหม่ แต่ถ้าไม่เลือกก็ทำงานด้านอื่น เพราะส่วนตัวอยากเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนการเมืองของพรรคเพื่อสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้

วางตัว “สุเทพ” เดินสายหาสมาชิก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมเปิดตัวพรรค ครั้งนี้ มีการตั้งคณะทำงาน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.คณะทำงานเตรียมการจัดการประชุมสมัชชาพรรค นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร รับผิดชอบ 2.คณะทำงานยกร่างข้อบังคับพรรค วินัย และมาตรฐานจริยธรรมพรรค นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง รับผิดชอบ 3.คณะทำงานยกร่างนโยบายพรรคและโรงเรียนการเมืองพรรค นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รับผิดชอบ 4.คณะทำงานเตรียมการจัดตั้งสโมสรผู้นำเยาวชนพรรค นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ รับผิดชอบ และ 5.คณะทำงานรณรงค์เชิญชวนประชาชนให้มาร่วมเป็นผู้ก่อตั้งและสมาชิกพรรค โดยนายเอนกเสนอให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รับผิดชอบหน้าที่นี้

“เทือก” หลั่งน้ำตารำลึก กปปส.

จากนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการกปปส. ซึ่งสวมใส่เสื้อสีฟ้านั่งอยู่ในกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ลุกขึ้นกล่าวทั้งน้ำตา เสียงสะอื้น ระบุเหตุผลที่ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า คิดถึงบรรดาพี่น้องประชาชนที่เสียสละ และการต่อสู้ของประชาชนในยามที่บ้านเมืองมีภัย มีผู้บาดเจ็บนับพัน เสียชีวิตหลายสิบคน อยากให้คนเหล่านั้นได้เห็นภาพ วันนี้ เป็นวันที่พวกเรารำลึกถึงด้วยความเคารพใน ความเสียสละ และวันที่คนอย่างพวกเราลุกขึ้นมาประกาศอุดมการณ์สืบสานปณิธานของพี่น้องที่เสียสละ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประชาชนที่แท้จริงได้ในประเทศนี้ เพราะแค่มีข่าวก็มีคนดูถูกว่าจะมีประชาชนสักเท่าไหร่ ที่มีน้ำยาพอจะสร้างพรรคการเมืองมาแข่งขันกับพรรคที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พรรคที่มีเงินมีทองมาก และมีเสียงวิจารณ์มากมายว่าเป็นพรรคของ กปปส. เป็นพรรคของลุงกำนัน นักการเมืองหลายคนออกมา ให้สัมภาษณ์ปรามาสว่าพรรคอย่างนี้โตไม่ได้ ตนใช้เวลาครุ่นคิดพูดคุยกับผู้คนเป็นเวลาสี่ปี ฟังความคิดและศึกษาการตัดสินใจของคนเหล่านั้น ตนดีใจที่ได้เห็นประชาชนทั้งที่อยู่ในชนบททุกภาคของประเทศ ทุกอาชีพ เป็นเกษตรกร เป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ทนายความ อดีตข้าราชการทุกสังกัด และพลเรือน พูดตรงกันว่าเป็นโอกาสเดียวที่จะรวมพลังประชาชนคนไทยเพื่อทำการเมืองในประเทศให้เป็นการเมืองของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของ ประชาชนและแผ่นดิน ซึ่งหลายคนตนไม่คิดว่าจะเข้าสู่การเมือง เช่น ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เดินมาหาตนถามถึงการตั้งพรรคการเมืองของประชาชน เมื่อรับทราบถึงความตั้งใจของประชาชนก็บอกว่าพร้อมเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคด้วย

เมินเสียงวิจารณ์ตระบัดสัตย์

“ที่ผ่านมา ผมระวังตัวมาก เพราะประกาศชัดเจนว่าจะไม่เป็นนักการเมือง ไม่เป็น ส.ส. ไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมืองอีกแล้ว แต่เมื่อพี่น้องร่วมอุดมการณ์บอกว่าต้องตั้งพรรคการเมืองของประชาชนก็รู้ว่าต้องเข้าร่วมกับพรรคนี้ และรู้ว่าอาจจะเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีว่าตระบัดสัตย์ ไหนเคยพูดว่าไม่ยุ่งกับการเมือง จึงขอประกาศว่า ผมไม่ใช่คนอยู่เบื้องหลังของพรรคการเมืองนี้ แต่ผมจะขอยืนเคียงข้างกับพี่น้องประชาชนที่มีอุดมการณ์ตรงกัน และไม่สนใจคำวิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น เพราะผม ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้ง หรือบัญชีรายชื่อ แต่ขออาสาเป็นขี้ข้าของประชาชน ขอเป็นผู้รับใช้ประชาชน เอาความรู้และประสบการณ์ที่เคยเป็นนักการเมืองเกือบสี่สิบปีทุ่มเทยืนเคียงพี่น้องตั้งพรรคการเมืองของประชาชนพรรคเดียวให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยทันทีที่พรรคได้รับอนุญาตจาก คสช.ให้ปฏิบัติในการรณรงค์เชิญชวนพี่น้องประชาชนเป็นสมาชิกได้ ผมจะเดินไปหาพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศไทย เพราะผมไม่มีอย่างอื่นเป็นต้นทุน ลงทุนห้าหมื่นเท่าๆกับทุกคนที่ก่อตั้งพรรค แต่ผมยังเก็บรองเท้าคู่เดิม ขอมาใช้รณรงค์ให้ประชาชนมาร่วมเป็นเจ้าของพรรคการเมืองนี้ด้วยกัน พรรคนี้จึงไม่ใช่เวทีของกำนันสุเทพ แต่กำนันสุเทพจะขอเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองนี้ เหมือนชาวไทยทุกคนที่รักชาติ รักแผ่นดินไทย” นายสุเทพกล่าว

ยันไม่ดิ้นรนหนีคดี–นิรโทษกรรม

นายสุเทพให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงกรณีจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯว่า ผู้สื่อข่าวถามเรื่องนี้เร็วไป เพราะขณะนี้หัวหน้าพรรคยังไม่มี พรรคนี้เป็นพรรคของประชาชน คนที่จะตัดสินใจคือประชาชน เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯอีกครั้ง นายสุเทพตอบว่า เคยพูดสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาแก้วิกฤติประเทศ และปฏิรูปประเทศตามแนวทางที่ประชาชนเรียกร้อง ตนประกาศแบบนี้มาโดยตลอดเพราะเป็นความเห็นส่วนตัว แต่นับจากวันนี้เป็น ต้นไปไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพรรครวมพลังประชาชาติไทยแล้ว จากนี้การพูดต้องเป็นของพรรค ซึ่งต้องมาจากประชาชนที่เป็นเจ้าของพรรคทุกคน ส่วนเรื่องการนิรโทษกรรมยืนยันตั้งแต่ก่อนเคลื่อนไหว จนกระทั่งโดนคดีหลายๆคดี ทั้งอาญา และแพ่ง ว่าจะไม่นิรโทษให้ใครทั้งสิ้น เราเต็มใจเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตนไม่ดิ้นรนหนีคดี หรือนิรโทษ แต่จะขอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก

ฟุ้งนวัตกรรมไม่ตอบโต้ ทนถูกด่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็น กปปส. มาร่วมพรรคนี้ด้วยหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า พรรคนี้ไม่ดูดใคร คนที่เคยเป็นกปปส.ร่วมต่อสู้กันมา เมื่อตนตัดสินใจมาร่วมกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ก็ไม่ได้ชวนคนเหล่านั้นมาเลย เขาก็กลับพรรคประชาธิปัตย์กันหมด แม้แต่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตแกนนำ กปปส. ซึ่งอยู่บ้านเดียวกันกับตน เขาก็กลับพรรคเดิม เพราะเขาอยากกลับไปปฏิรูปพรรคของเขา คนที่มาในวันนี้คืออดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเขามาเอง และถึงต่อให้ไล่เขาก็ไม่ไป เมื่อถามว่า คนมองว่าพรรคนี้จะมาแย่งคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพตอบว่า ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวลใจ เพราะการทำงานของพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกับใคร เราพร้อมทำงานกับทุกพรรคที่มีอุดมการณ์เดียวกัน พรรคเราจะไม่ตอบโต้ ไม่ทะเลาะผ่านหน้าสื่อ นี่เป็นนวัตกรรมทางการเมือง ใครจะด่าเราก็ทนได้ ไม่เป็นไร เมื่อถามว่า มั่นใจในโรดแม็ปเลือกตั้งเดือน ก.พ. 2562 หรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ไม่เคยคุยกับ คสช. จึงไม่ทราบว่า คสช.คิดอะไรอยู่ แต่คิดว่าภาพรวม คสช.จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป และตนไม่คิดอย่างอื่นนอกจากการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

อดีต ส.ส.จันทบุรี ปชป.ย้ายร่วม

ด้านนายธวัชชัย อนามพงษ์ อดีต ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่เดินทางมาร่วมงานเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวว่า เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีในนามแกนนำ กปปส.จันทบุรี ที่มีการเปิดตัวตั้งพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง และยังมีความนับถือส่วนตัวต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และประธานมูลนิธิ มปท. ที่ทราบว่ามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคด้วย แม้ตนยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ยังไม่ได้ลาออกก็ตาม เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะอยู่กับพรรคเดิมหรือย้ายมาสังกัดพรรคใหม่ นายธวัชชัยตอบว่า เป็นการตัดสินใจที่ลำบาก แต่ก็ต้องทำ ตนเลือกที่จะมาช่วยงานนายสุเทพ โดยจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย และอาสาขอเป็นหัวหน้าทีมผู้สมัครใน 2 จังหวัดคือ จันทบุรีและตราด นอกจากนี้ยังมีแกนนำกปปส.ตราด และทีมงานเดิมของตนมาช่วยงานการเมืองครั้งนี้ด้วย

“นิพิฏฐ์” ร่วมยินดีแต่ดักคออย่าดูด

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับการเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทย ถือเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ยอมรับว่ามีผลกระทบกับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องฐานเสียงที่เป็นฐานเดียวกัน แต่ถ้าดูแนวทางที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ว่าที่หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ออกมาประกาศว่าจะไม่มีการดูดอดีต ส.ส. จากพรรคการเมืองอื่น และจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายในทางการเมือง ถือเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง เพราะถ้ามีการดูดอดีต ส.ส.ก็จะเป็นการติดกระดุมเม็ดแรกที่ผิด ไม่ใช่ไปตกปลาในบ่อเพื่อนเหมือนการเมืองแบบเก่า เมื่อจะทำพรรค การเมืองก็ต้องสร้างสมาชิกของตัวเอง

โวกลยุทธ์ ปชป. “กล้าเปลี่ยนแปลง”

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในสนามเลือกตั้งแล้ว โดยทีมยุทธศาสตร์มีการวางแนวนโยบายที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์มีคนรุ่นใหม่มาร่วมงาน ถือเป็นการผสมผสานคนทุกรุ่นที่จะมาทำงานการเมืองเพื่อการปฏิรูปและแก้ปัญหาประเทศ จึงมั่นใจว่าผู้ที่เคยสนับสนุนพรรคจะยังคงสนับสนุนต่อไป

พท.ชี้เหมาะสมแล้ว “สุเทพ” ตั้งพรรค

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า เมื่อนายสุเทพออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็เหมาะสมแล้วที่จะตั้งพรรคการเมือง เพราะมีทีมงานอยู่ มี กปปส.อยู่ทั่วประเทศ น่าจะขับเคลื่อนงานการเมืองได้ การตั้งพรรคนี้คงส่งผลกระทบกับพรรคประชาธิปัตย์พอสมควร เพราะมีฐานเสียงเป็นกลุ่มเดียวกัน ทั้งพื้นที่ภาคใต้ กรุงเทพฯ รวมถึงในตัวจังหวัดทั่วประเทศ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคอื่นๆ คงไม่มีผลกระทบอะไร ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ตั้งพรรคการเมืองเข้ามาในระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนได้เลือก ส่วน คสช. ไหนๆ ก็จะเล่นการเมือง ควรเปิดตัวให้ชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.เป็นลูกผู้ชาย เป็นชายชาติทหาร ต้องกล้าคิดกล้าทำ ขนาดรัฐประหารยังทำมาแล้ว ดังนั้นก็ควรเปิดตัวให้ชัดเจนเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองไปเลย เพราะผลงานท่านก็มี แฟนคลับรอให้การสนับสนุนก็มี เลิกเหนียมได้แล้ว

ขอให้ตระบัดสัตย์ครั้งสุดท้าย

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มขอจัดตั้งพรรคการเมือง ทำให้บรรยากาศการเมืองกลับมามีสีสัน ประชาชนมองเห็นโอกาสเลือกผู้แทนของตัวเองได้ตามแบบที่ต้องการ แม้จะรู้ว่ากติกามีปัญหาก็ตาม วันนี้เมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ประกาศเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ทั้งที่เคยพูดว่าจะไม่หวนกลับคืนการเมืองอีกก็ตาม ยอมตระบัดสัตย์กลืนน้ำลายตัวเองมาเล่นการเมือง ในฐานะนักการเมือง ก็ยินดีต้อนรับอดีตนักการเมืองที่กลายมาเป็นนักการเมืองอีกครั้ง เข้าสู่สนามเลือกตั้งตามกติกาการแข่งขัน ตนยินดีที่มีคนพร้อมเสนอตัวเป็นทางเลือกของประชาชน อย่างไรก็ตามหวังว่านายสุเทพจะตระบัดสัตย์ทั้งต่อตนเองและประชาชนเป็นครั้งสุดท้าย

อย่าตั้งพรรคเพื่อต่อรองการเมือง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ก่อนอื่นนายสุเทพต้องขอโทษประชาชนก่อนหรือไม่ ที่เป็นผู้นำการชัตดาวน์ประเทศ ขัดขวางการเลือกตั้ง ทำให้ประเทศเสียหาย ถ้าไม่มีการล้มเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ประเทศไทยคงไม่มาถึงจุดนี้ ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการตั้งพรรคของนายสุเทพ จะไม่ใช่การตั้งพรรคเพื่อป่วนประเทศหรือเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง นายสุเทพเคยประกาศจะไม่เล่นการเมือง ไม่ตั้งพรรคการเมืองแต่ก็มาตั้งพรรค เคยประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ก็บอกว่าไม่เคยประกาศ สร้างวาทกรรมไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งถ้าไม่ปฏิรูป แล้ววันนี้จะมาเลือกตั้ง ถามว่าการปฏิรูปเสร็จสิ้นแล้วหรือ อะไรคือผลสัมฤทธิ์หรือตัวชี้วัดว่าการปฏิรูปที่มีความก้าวหน้ามีอยู่จริง

นปช.ห่วง “เทือก” ปูทางสืบอำนาจ

ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนายสุเทพในการเปิดตัวพรรคของตัวเองอย่างเป็นทางการ แม้ในอดีตนายสุเทพจะเคยไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง นำมวลชนไปขัดขวางโดยให้เหตุผลต้องมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เวลาผ่านมากว่า 4 ปี นายสุเทพคงตาสว่างขึ้น เพราะการปฏิรูป ที่เคยวาดฝันยังไม่ชัดเจน ส่วนที่นายสุเทพเคยระบุจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่วันนี้กลับเปิดตัวพรรค การเมือง แสดงว่าการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งที่เคยกล่าวอ้างเป็นแค่ข้ออ้างนำไปสู่อะไรบางอย่างเท่านั้นเอง วันนี้กลับมากลืนน้ำลายตัวเอง จึงเป็นคำตอบได้ดีว่าท้ายที่สุดแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดของประเทศและวิกฤติต่างๆ ของบ้านเมือง คือวิถีทางประชาธิปไตยหรือการเลือกตั้ง แม้นายสุเทพจะรู้ตัวช้าก็ขอให้เป็นบทเรียน แต่สิ่งที่ตนกังวลคือวันนั้นเชิญชวนคนมาปูทางให้เกิดการยึดอำนาจ วันนี้จะเชิญชวนคนให้มาปูทางสืบทอดอำนาจอีก ทั้งที่ 4 ปีที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าล้มเหลว

เย้ยเปิดโรงเรียนนอมินีเผด็จการ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธาน มปท. เปิดโรงเรียนการเมืองของพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า ความคิดของนายสุเทพสนับสนุนเผด็จการ และเป็นผู้ร่วมมือกับเผด็จการในการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำลายล้างพรรคการเมือง ไม่ยึดหลักประชาธิปไตย ทั้งที่เคยเป็น ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งมาก่อน การเปิดโรงเรียนครั้งนี้จะทำให้เกิดคำถามว่า โรงเรียนของนายสุเทพจะทำให้นักเรียนสนับสนุนเผด็จการเหมือนนายสุเทพใช่หรือไม่ เพราะท่าทีของนายสุเทพชัดเจนต้องการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กลับมาเป็นนายกฯสืบทอดอำนาจเผด็จการต่อ ดังนั้น โรงเรียนที่จะตั้งขึ้นก็ไม่ต่างจากนอมินีเผด็จการใช่หรือไม่

พลังชลยินดี รปช.เพิ่มทางเลือก

ขณะที่นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยและทุกพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อทำให้ประชาชนหลากหลายสาขาวิชาชีพ มีทางเลือก พิจารณานโยบายที่ตรงกับแนวทางอุดมการณ์ของตัวเอง รวมทั้งจะได้มีส่วนร่วมในการเข้าไปดำเนินกิจกรรมการเมือง ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับประชาชน ส่วนที่มีนักการเมืองบางคนออกมาระบุว่าการปรับ ครม. ครั้งหน้า นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล จะเข้าไปดำรงตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวและการกีฬา แทนนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์นั้น พรรคพลังชลไม่ได้พูดคุยหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว คงเป็นการวิเคราะห์กันไปเองของนักการเมืองบางท่าน เพราะข้อเท็จจริงไม่มีการพูดคุย หรือเจรจากัน และการปรับ ครม. เป็นอำนาจของนายกฯ

“ดอน” พร้อมชี้แจงสู้ปมหุ้นภรรยา

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเกี่ยวกับการถือครองหุ้นของภรรยานายดอน เข้าลักษณะต้องห้าม ซึ่งจะมีผลต่อคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี โดยจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไปว่า จนถึงขณะนี้ทราบแต่เพียงข่าวที่ปรากฏเท่านั้น เพราะยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องจาก กกต.มาเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ถ้าเป็นหุ้นตามข่าว ก็ชัดเจนว่านับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้รายงานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง ตามช่วงเวลาที่สมควรต้องแจ้งตามระเบียบ สำหรับหุ้นที่ระบุถึงเป็นหุ้นที่ภรรยาได้รับจากบิดาเป็นมรดกเมื่อ 37 ปีก่อน ไม่ใช่หุ้นสัมปทาน ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นเป็นญาติพี่น้องของภรรยา 6-7 คน และไม่เคยแตะต้องมาตั้งแต่บัดนั้น หากเมื่อใดที่ กกต.แจ้งเรื่องมาที่ตนอย่างเป็นทางการ ก็พร้อมจะชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นตามขั้นตอนต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ชี้แจงให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้วใช่หรือไม่ นายดอนตอบว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของตน ไม่ต้องการพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรี แต่ยืนยันว่าพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงตามขั้นตอนต่อไป

“เรืองไกร” จี้นายกฯพักงาน “ดอน”

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี กกต.มีมติว่าการที่คู่สมรสนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ถือหุ้นในบริษัทเกิน 5% แต่นายดอน ไม่ได้แจ้ง ป.ป.ช. เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ มีเหตุที่อาจพ้นจากตำแหน่งว่า มีนักกฎหมายหลายคนแสดงความเห็นอุ้มนายดอน โดยไม่ดูข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย ทั้งที่ในอดีตมีรัฐมนตรีโดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งกรณีคู่สมรสถือหุ้นเกิน 5% มาแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่นายดอนจะพิจารณาตัวเอง แต่ตนจะไปเรียกร้องให้นายกฯต้องพิจารณาเพื่อสั่งพักงาน โดยไม่ควรรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งตามมาตรา 82 วรรคสอง และรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลนี้ถูกกล่าวหาหรือถูกลงมติแล้วว่าอาจกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่เรื่องกลับล่าช้าจนถูกล้อเลียน เช่น เรื่องแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ดังนั้น ถ้านายกฯยังนิ่งเฉย อาจเกิดข้อครหาทางจริยธรรม และอาจถูกล้อเลียนต่อเติมถ้อยคำว่า “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน หุ้นพ่อ” ตามมาอีกได้ ดังนั้น ตนจะไปยื่นหนังสือให้นายกฯพักงานนายดอนที่ศูนย์ บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 มิ.ย. เวลา 09.00 น.

“พีระศักดิ์” ปัดใช้ไทยนิยมหาเสียง

วันเดียวกัน ที่ศาลาการเปรียญวัดคลองกล้วย อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำคณะลงพื้นที่ในโครงการ สนช.พบประชาชนตามวิถีไทยนิยมยั่งยืน มีชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นมาสะท้อนปัญหาต่างๆ ที่กระทบต่อความเป็นอยู่จำนวนมาก โดยนายพีระศักดิ์ชี้แจงชาวบ้านว่า จากการหารือกับรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สอบถามถึงความเป็นอยู่ชาวบ้านโดยตลอด ยึดหลักว่าปัญหาของเกษตรกรคือปัญหาของแผ่นดิน มีคนบอกว่าตนนำทีมลงมารับฟัง เพื่อหาเสียงแทนรัฐบาล ขอยืนยันว่ามาที่นี่ไม่ได้มาหาเสียง ไม่รู้จะหาเสียงทำไม เพราะคนที่เป็น สนช.อยู่ ลงสมัคร ส.ส.ไม่ได้

ทุกปัญหาถึงมือนายกฯแน่นอน

นายพีระศักดิ์ให้สัมภาษณ์ภาพรวมการลงพื้นที่พบประชาชนของ สนช.ว่า ยืนยันว่าปัญหาที่ได้รับการสะท้อนจากชาวบ้านทั้ง 4 จังหวัด จะถึงมือรัฐบาลและนายกฯแน่นอน ที่ผ่านมานายกฯได้สั่งการทุกกระทรวงให้รับปัญหาที่ สนช.ได้มาไปแก้ไขให้รวดเร็ว ส่วนด้านความพึงพอใจประชาชนในแต่ละพื้นที่ ที่สะท้อนถึงรัฐบาล คสช.นั้นมีหลากหลาย บางคนบอกว่าอย่าเพิ่งเลือกตั้งเลยยังสงบดี ส่วนบางที่ก็ถามว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้ง ต้องเข้าใจว่าเป็นความเห็นของคนทั้งประเทศ ตนไม่มีหน้าที่ไปสำรวจว่าอยากหรือไม่อยากเลือกตั้งมากกว่ากัน แต่ไม่ต้องห่วงมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว ยิ่งเห็นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกฎหมายลูกผ่านไปทั้ง 2 ฉบับ เริ่มเห็นทิศทางที่ดี แต่ต้องอยู่ที่ความพร้อมของ กกต. พรรคการเมืองประชาชน และรัฐบาลด้วย

“องอาจ” จี้เลือกตั้งตามเดิม ก.พ.62

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกำหนดการเลือกตั้งทั่วไป ที่วางไว้ตามโรดแม็ปเดือน ก.พ.2562 ว่า ถ้าดูตามกรอบเวลาที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายหมวดเลือกตั้ง ทั้ง 4 ฉบับแล้ว การเลือกตั้งทั่วไปอาจจะยาวไปถึงเดือน พ.ค.2562 แต่กฎหมายก็ไม่ได้บังคับว่าต้องใช้เวลาเต็มที่ตามที่กำหนดไว้ สามารถทำให้เร็วกว่าได้ แต่ทำให้ช้ากว่าไม่ได้ ฉะนั้นการจะกำหนดให้มีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะ กกต. และพรรคการเมืองพร้อมที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้งอยู่แล้ว อีกทั้งประสบการณ์การจัดการเลือกตั้งของไทยก็ไม่เคยใช้เวลาถึง 150 วัน ที่ผ่านมาเรามักใช้เวลาเลือกตั้งภายใน 45 วัน หรือ 60 วัน ดังนั้น การเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ.2562 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ส่วนการทำไพรมารีโหวตจะกระทบต่อการกำหนดการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ตนเห็นว่าถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พรรคการเมืองก็ต้องพร้อมในการทำไพรมารีโหวตตามกฎหมายกำหนด

พท.เตือนยิ่งเลื่อนยิ่งแพ้หลุดลุ่ย

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลออกมาพูดโรดแม็ปเลือกตั้งสอดคล้องกับทางสภาฯคือ 3 3 5 ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งต้องขยับออกไปจากเดือน ก.พ.2562 คือเทคนิคในการเลื่อนเลือกตั้งของ คสช. ในครั้งนี้ เหมือนที่ทำมาแล้วหลายครั้ง พยายามสร้างเงื่อนไขหาสาเหตุเลื่อนการเลือกตั้งออกมาเพื่อเป็นข้ออ้างชี้แจงประชาชน ทั้งที่ตัวเองเป็นคนผูกปมขึ้นมาเอง และเหตุผลที่รัฐบาลต้องการเลื่อนเลือกตั้งครั้งนี้ คงเป็นเพราะรู้ว่าสู้ไม่ได้ ตามโพลที่มีการโหวตในเพจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯสูงถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ขอเตือนว่ายิ่งดื้อดึงเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก พรรคที่รัฐบาลจะไปสนับสนุนจะแพ้หนักยิ่งกว่านี้ และคิดว่าประชาชนทั้งประเทศคงไม่ยอมให้มีการเลื่อนเลือกตั้งอีกแล้ว

หวังศาลฎีกาคว่ำอำนาจรัฐประหาร

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศไทยอาจเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่จารึกชั่วลูก หลาน และให้ปรากฏแก่สายตานานาอารยประเทศได้ หากวันที่ 22 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ศาลฎีกาพิพากษาไม่ยอมรับอำนาจการปฏิวัติรัฐประหาร ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากเป็นเช่นนั้นจริง คำพังเพยที่มีมาช้านาน ว่ายุคนี้จะเป็นยุค “ชาวศิวิไลซ์” คงเกิดขึ้นในศักราชนี้

เสียงบ่นคนไทยห่วง ศก.-การเมือง

วันเดียวกัน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ หัวข้อ “เสียงบ่น” ของคนไทย ณ วันนี้ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,334 คน ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-2 มิ.ย. โดย 5 อันดับ เรื่องที่ประชาชนบ่น ณ วันนี้ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข คือ 1.เศรษฐกิจแย่ ค่าครองชีพสูง เงินไม่พอใช้ 63.46% แนวทางแก้ไข คือเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กระตุ้นการค้าการลงทุน ควบคุมราคาสินค้า ขึ้นเงินเดือน เพิ่มค่าแรง 2.การเมืองไทยยังวุ่นวายไม่หยุด 40.59% แนวทางแก้ไข คือรับฟังความคิดเห็น ทุกฝ่ายร่วมมือกัน เห็นแก่บ้านเมือง มีการเลือกตั้ง ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน 3.ปัญหาสังคมและอาชญากรรมยังน่ากลัว 32.39% แนวทางแก้ไข คือเจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขัน กฎหมายเด็ดขาด เพิ่มสายตรวจทุกจุด ปลูกฝังจิตสำนึก 4.การทุจริตคอร์รัปชันงบประมาณภาครัฐ ท้องถิ่นยังมีอยู่มาก 31.75% แนวทางแก้ไข คือตรวจสอบและลงโทษอย่างจริงจัง ไล่ออก ยึดทรัพย์ จำคุกตลอดชีวิต ไม่ช่วยเหลือปกป้องพวกพ้อง และ 5.พฤติกรรมของคนในสังคม แล้งน้ำใจ 23.44% แนวทางแก้ไข คือรณรงค์ กระตุ้นให้ทุกคนมีวินัย เคารพซึ่งกันและกัน พัฒนาการศึกษา มีคุณธรรม พ่อแม่มีเวลาให้ ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่าปัญหาที่รัฐบาลแก้ไขได้ยากที่สุดคือ การทุจริตคอร์รัปชันงบประมาณ การเมืองไทยที่ยังวุ่นวาย เศรษฐกิจแย่ค่าครองชีพสูง ปัญหาสังคม อาชญากรรม และพฤติกรรมแล้งน้ำใจของคนในสังคม ตามลำดับ

80% ยังไม่มีพรรคการเมืองในใจ

ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ เรื่อง “คนติดตามข่าวสารการเมือง กับความตั้งใจเลือกพรรคการเมือง” จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,026 คน ระหว่าง 15 พ.ค. -2 มิ.ย. โดยส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 81.2 ระบุว่ายังไม่มีพรรคการเมืองใดในใจ มีเพียงร้อยละ 18.8 ที่มีพรรคการเมืองในใจแล้ว เมื่อจำแนกตามความถี่ของการติดตามข่าวการเมือง พบว่า กลุ่มคนที่ไม่ติดตามข่าวการเมืองเลย ยังไม่มีพรรคการเมืองในใจมากที่สุด ร้อยละ 86.2 รองลงมาคือกลุ่มที่ติดตามข่าวการเมืองทุกวันหรือเกือบทุกวัน ร้อยละ 84.2 และกลุ่มที่ติดตามข่าวบางวัน ร้อยละ 79.1 เมื่อสำรวจแยกตามเพศพบว่า ผู้หญิงร้อยละ 82.4 และผู้ชายร้อยละ 78.9 ยังไม่มีพรรคการเมืองในใจ ส่วนกลุ่มคนสูงวัย ร้อยละ 83.3 ยังไม่มีพรรคการเมืองในใจ ขณะที่กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ร้อยละ 85.6 ยังไม่มีพรรคการเมืองใดๆ อยู่ในใจ แต่ที่น่าสนใจคือกลุ่มเยาวชน ปรากฏว่าเกินกว่า 1 ใน 5 หรือร้อยละ 22.8 ระบุว่ามีพรรคการเมืองในใจแล้ว ทั้งนี้เมื่อไปสำรวจกลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี เกินกว่า 1 ใน 4 หรือร้อยละ 26.5 ระบุมีพรรคการเมืองในใจแล้ว ขณะที่กลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 88.7 ยังไม่มีพรรคการเมืองในใจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้