วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยุคผ้าเหลืองหมวกแดง

ยุคผ้าเหลืองหมวกแดง

  • Share:

สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนนิยายแปลงพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เหตุการณ์โกลาหลช่วงสุดท้ายในพระนคร...ตั้งชื่อว่า “กรุงแตก ยศล่มแล้ว” (สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ค.2561)

เนื้อหาเอามาจากพงศาวดาร ไม่มีพระเอกนางเอก แต่ตัวละครสมมติทุกตัว จินตนาการได้เลิศล้ำอำไพนักหนา สำนวนภาษาลึกแหลม หลายตอน บาดใจ อ่านแล้ววางไม่ลง ลองนำร่องเรียกน้ำย่อยเรื่อง อีดอกทอง

คนต่างๆที่หนีศึกจากนอกเมือง มาอยู่ในกำแพงเมือง มีหลายพวกเป็นร้อยพ่อพันแม่ บางพวกกลุ่มขุนนางบ้านนอก ทุ่งหันตรา ทุ่งอุทัย โปรดให้กวาดต้อนไพร่พลและครอบครัวเสบียงอาหารเข้ามาให้หมดสิ้น

ในกำแพงพระนครมีทั้งผู้คนช้างม้าวัวควาย เข้าของต่างๆคับคั่งขยับแทบไม่ได้

ออกญาเมี้ยน เจ้าของโรงโสเภณี มีหญิงโสเภณีเกือบร้อย ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะส่งภาษีอากรเข้าพระคลังหลวง เดิมมีโรงเรียนอยู่ทำนบรอ กรมพระนครบาล สั่งให้ขยับขยายเข้ามาอยู่

“นั่นพวกอีดอกทองทำนบทั้งนั้น มึงอย่าไปอยู่ใกล้” เสียงพูดจาด่าทอบอกคนที่ขนของมาอยู่ให่ให้รู้ไว้ “เสนียดจะกินหัวเอา” พวกอีดอกทองทำนบรู้หมด เข้าใจหมด แต่ทำหูทวนลม

ต่างยอมรับชะตากรรมทำมาแต่ปางก่อน ชาตินี้ก็ได้แต่ทำบุญทุกอย่าง เพื่อชาติหน้าจะได้เกิดเป็นผู้ชาย

อีดอกทองทำนบ เป็นคำด่าหญิง จะให้หมายถึงโสเภณีรับจ้างทำชำเราแก่บุรุษของออกญาเมี้ยน

ออกญาเมี้ยน จัดให้นางโสเภณีแบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่งไปประจำอยู่โรงครัววัดขุนแสน อีกพวกหนึ่งไปประจำอยู่วัดชมิ้น คอยหุงหาข้าวปลาอาหาร เลี้ยงคนที่ถูกกวาดต้อนหนีศึกเข้ามา

แต่ละอีดอกทอง ต่างก็มีเรื่องเล่าเฉพาะตัว ครอบครัวที่ขัดสนก็เอาลูกสาวคนหนึ่งขายให้โรงโสเภณี เพื่อคนอื่นๆจะได้มีชีวิตรอด “พ่อแม่พี่น้องอยู่รอดแล้ว ข้าได้บุญ เกิดชาติหน้าขอให้เป็นผู้ชาย จะได้บวชให้พ่อแม่”

เรื่องเล่าอีเม้ย ก็เหมือนเรื่องเล่าทุกคน เมื่ออยู่ร่วมกันในโรงโสเภณี

“แต่กูมีบาป” เรื่องเล่าของอีแฉล้มต่างจากอีเม้ยอื่นๆ “กูแร่ดไปสามบ้านแปดบ้าน ชำเราคนโน้นคนนี้ ท้องไม่มีพ่อ แท้งไปก็มี พ่อกูเลยขายให้ออกญา สมน้ำหน้า”

พ่ออีแฉล้ม เป็นขุนนางระดับกลางๆในวังเจ้านาย ทนขายหน้าที่อีแฉล้มแร่ดไม่ได้ เลยขายเข้าโรงโสเภณี ซึ่งมีมากที่พวกขุนนางขายลูกสาวของตนด้วยเหตุผลเหล่านี้ ขายเมียก็มี

ถัดจากเรื่องเบาๆอีดอกทอง สุจิตต์เขียนเรื่องการเมือง เรื่องหนัก ตอนผ้าเหลืองหมวกแดง

เจ้านายแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า แต่มีกำลังตั้งแง่กันเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหมวกแดงภักดีพระเจ้าพี่เอกทัศ ฝ่ายผ้าเหลือง ภักดีพระเจ้าน้องอุทุมพร สองฝ่ายต่างหาสมัครพรรพวกจากก๊กเหล่าต่างๆ

แต่ก๊กเหล่าอื่นๆไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง เพราะไม่มั่นใจว่าฝ่ายใดจะแก้ไขศึกได้ บางก๊กก็ถอยหนีจากกรุงเมืองเหนือไปอยู่พิษณุโลก บางพวกลงไปทางใต้ถึงแม่กลองกับต่ำลงไปก็มี

แล้วก็มาตอนสำคัญ ราษฎรที่เคยเอาข้าวตักบาตรพระ แต่เปลี่ยนเป็นเขียนหนังสือ ขอให้พระเจ้าอยู่หัวองค์น้องที่ทรงผนวชอยู่วัดราชประดิษฐ์ ให้ลาผนวชออกมานำทัพสู้พม่า

สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนให้ยาจกวณิพก คุยกันเรื่องจะตามไปดูทหารอยุธยา ยกออกไปสู้กับทหารพม่าแล้วเถียงกัน “รบกันมีฆ่ากันไหมวะ” “ไม่ฆ่าแล้วจะรบทำไม” “ฆ่ากันก็มีคนตาย”

“อ้าว ไอ้ห่า ฆ่ากันแล้วเกิดเคยมีหรือ” “มี”

“ในนิทานว่า ฆ่าผู้นำคนเก่า เกิดผู้นำคนใหม่” วณิพกชื่อไอ้บังไบบอกซื่อๆ

ผมบอกแล้ว อ่านแล้วได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งสนุก บางครั้งก็ยังเผลอว่ายุคไหน

สุจิตต์เขียนไว้ถึง 119 ตอน ตั้งแต่ตอนยศยิ่งฟ้า ถึงตอนกรุงแตก จึงเป็นหนังสือเล่มหนา หาซื้อได้ที่ไหน ลองโทร. 08-8919-4516.


กิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้