วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พระมหาไพรวัลย์แนะ ควรทำอย่างเป็นธรรม

พระมหาไพรวัลย์แนะ ควรทำอย่างเป็นธรรม

  • Share:

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ เปรียญธรรม 9 (ป.ธ.9) ชาวอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ก่อนมาจำพรรษาอยู่วัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร ได้บวชและเรียนอยู่จังหวัดสุโขทัย

ด้วยสมองเป็นเลิศ จึงเรียนจบเปรียญธรรม 9 ประโยคได้ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร และเมื่ออายุครบบวช ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาล 9 โปรดเกล้าฯรับอุปสมบทเป็นพระภิกษุนาคหลวงบวชที่วัดพระแก้ว

เหตุการณ์ทางพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้น ชาวบ้านมักได้เห็นพระมหาไพรวัลย์ออกมาแสดงธรรมทัศนะอย่างตรงไปตรงมา ตามเหตุและปัจจัยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ รากเหง้าของปัญหามาจากอะไร

“มูลเหตุที่ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนหนึ่งมาจากการปล่อยปละละเลยจนเกินไป คณะสงฆ์เองก็อยู่ในลักษณะแต่งตั้งกันเอง โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาคอยช่วยเหลือ หรือดูแลนโยบายอย่างเดียว การทำงานลักษณะนี้ มุมหนึ่งดีทำไปได้อย่างเป็นกันเอง แต่อีกมุมหนึ่งความเป็นกันเองนั้นก็เปิดช่องอะไรบางอย่างให้คนอยู่ในหน้าที่สามารถทุจริตได้”

และ “นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องถึงขั้นนี้ได้ เพราะเหมือนปัญหาถูกกลบๆไว้ วันหนึ่งมันก็ล้นออกมา”

กรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาเนืองๆว่า “มหาเถร” ทำงานช้า ไม่ทันเหตุการณ์ แท้จริงติดขัดอะไรหรือไม่และอย่างไร การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น “ต้องเปลี่ยนวิธีการบริหารงานใหม่หมดเลย ถ้าตราบใดเรายังแก้ปัญหาโดยการจัดการกับคน ไม่มองไปที่โครงสร้าง หรือไม่รื้อ พ.ร.บ.สงฆ์ ปัญหาก็จะกลับมาอีก เพราะว่าเปลี่ยนยุคมันก็เปลี่ยนคน อย่างสมมติ ผอ.สำนักพุทธฯเป็นคนตรงฉิน ทำงานแบบไม่เลือกปฏิบัติ พอเปลี่ยนใหม่ได้คน

ฝั่งคณะสงฆ์มาอีกก็เกิดแบบนี้เอง เพราะว่าช่อง ก.ม.ไม่ถูกแก้ ปัญหาจึงไม่ได้ถูกแก้ การใช้อำนาจก็จะเป็นแบบเดิมๆ คือ เถรสมาคมมีอำนาจบริหารอย่างเด็ดขาด โดยที่ไม่มีองค์กรอื่นๆสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เลย อย่างน้อยต้องตั้งองค์กรใดองค์กรหนึ่งเข้ามามีหน้าที่ตรวจสอบ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”

สรุปว่า “ถ้าแก้ไขเรื่องเงิน ต้องมีองค์กรเข้ามาดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”

พ.ร.บ.สงฆ์นั้น “วิธีการปฏิบัติให้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะว่ามันเป็นการใช้อำนาจจากบนลงล่าง หมายความว่า ผู้ปกครองระดับบนมีสิทธิ์เด็ดขาดที่จะใช้อำนาจอวยคุณหรือโทษกับใครอย่างไรก็ได้ โดยที่พระผู้น้อยไม่มีสิทธิ์ท้วงติงอะไรเลย”

อย่างเรื่อง “สมณศักดิ์ก็มีคุณ เพราะเป็นการยกย่อง ให้เกียรติพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ในทางโทษถ้าให้สมณศักดิ์ที่ไม่ผูกติดกับตำแหน่ง ถ้าเอาไปผูกกันไว้ปัญหาก็จะเกิดขึ้นอีก การให้สมณศักดิ์ก็เป็นดุลพินิจของพระชั้นผู้ปกครองว่า จะให้ไม่ให้ใคร เท่ากับพระอวยยศกันเอง เกิดกรณีข้อครหาว่า ถ้าใครเข้าหาพระผู้ใหญ่บ่อยก็จะได้ ดังนั้น ก็มีคนบอกว่าชาวบ้านควรมีสิทธิมีเสียงไหม ให้ฆราวาสเสนอ ไม่ใช่ให้พระเสนอกันเอง”

ทางออกของการแก้ปัญหา นอกจากฆราวาสร่วมเสนอแล้ว เมื่อได้คนเก่งจริง มีความสามารถจริงขึ้นไปแล้วก็จริง แต่สมณศักดิ์ถ้าไม่มีอำนาจผูกอยู่ก็จะไม่เกิดปัญหา

วิกฤติพระพุทธศาสนา ถ้าจะแก้ไขให้เดินไปในทางที่ถูก ควรทำอย่างไร “ถ้าจะแก้ปัญหาแบบถึงที่สุดจริงๆ ต้องแยกศาสนาออกจากรัฐ หรือแยกรัฐออกจากศาสนา ต้องไม่มีการปกครองแบบคณะสงฆ์เลย เพราะไม่อย่างนั้นก็แก้ไม่ได้ เพราะว่าถ้ายังคงรูปแบบการปกครองแบบนี้ ยังมีระบบการปกครองแบบเถรสมาคม ยังมีระบบแบบรัฐให้อำนาจ มี พ.ร.บ.สงฆ์ พระก็ต้องยุ่งกับอำนาจ เพราะต้องใช้อำนาจ พระก็ต้องสนองนโยบาย จึงแก้ปัญหาไม่ได้เด็ดขาด”

เกี่ยวกับชาวพุทธกับพระ “ตรงนี้ ชาวบ้านไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นพระแล้วต้องอยู่ทางธรรม ไม่ยุ่งทางโลก ต้องปฏิบัติธรรมอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้ เพราะว่าพระมีอำนาจทางการปกครอง มีชาวบ้านกี่คนที่รู้ว่าเถรสมาคมคืออะไร มีใครบ้าง ชาวบ้านรู้จักพระเกจิดังๆมากกว่าเถรสมาคมด้วยซ้ำ อันนี้คือความไม่เข้าใจของชาวพุทธส่วนใหญ่ บางทีชาวบ้านถามว่า ทำไมพระมียศ ชาวบ้านไม่รู้ว่ายศนั้นคือรัฐเอามาให้พระ ไม่ใช่พระตั้งกันเอง”

และใน “ปัจจุบันเงินทองก็ผูกติดกัน อย่างพระมีบัญชีก็เพราะรัฐถวายค่านิตยภัตโดยโอนเข้าบัญชี บางคนว่าพระไม่ควรยุ่งกับเงิน ไม่ควรมีบัญชีส่วนตัว จะไม่มีได้อย่างไรก็ต้องโอนเงินเข้าบัญชี มันเป็นความไม่เข้าใจในรายละเอียด คนพุทธกับความเข้าใจทางสงฆ์ไม่เข้าใจกัน คนมักมองพระแคบมาก มองแต่ว่าพระไม่ควรยุ่งกับเงิน ไม่ควรยุ่งกับยศ แต่ไม่รู้ว่าองค์ประกอบใดที่ทำให้พระต้องเป็นอย่างนั้น แล้วโครงสร้างของสงฆ์ก็มีมานานแล้ว ตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นด้วยซ้ำไปจึงต้องให้ความรู้กับชาวบ้านด้วย ถึงจะแก้เรื่องนี้ได้”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบกับวิกฤติศรัทธาแค่ไหนอย่างไรนั้น พระมหาไพรวัลย์บอกว่า ชาวบ้านส่วนหนึ่งพูดตรงกันว่าเป็นเรื่องของบุคคล เป็นเรื่องของพระแต่ละรูป การเลือกเข้าวัด การทำบุญของชาวบ้าน “เขารู้ว่าจะทำแบบไหน ทำบุญอะไร”

สถานการณ์ที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐนั้น “อาตมามองว่า ถ้าคุณมีความปรารถนาดีกับคณะพระสงฆ์จริงๆ คุณต้องทำงานมากกว่านี้ ไม่ใช่มาตามจับพระทีละรูปๆ แล้วมุ่งไปเฉพาะพระที่อาจจะทำให้คนในสังคมส่วนหนึ่งมองได้ว่า คนที่ถูกจับไปนั้นเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมืองของคุณ หรือมีความสัมพันธ์อะไรก็ตาม ที่โยงเกี่ยวกับการเมือง”

ถ้า “คุณจะทำเพื่อคณะสงฆ์ คุณต้องเน้นที่ระบบโครงสร้างเป็นหลัก เช่น คุณจะตรวจสอบคนในมหาเถร คุณก็ต้องตรวจสอบทุกรูป โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีความสัมพันธ์กับฝั่งใด การกระทำอย่างนี้อาจจะมองได้ว่าไม่เป็นธรรม”

ทางป้องกันประการหนึ่ง “อาจจะเป็นไปได้ไหมว่า พระที่จะเป็นมหาเถรต้องเปิดเผยบัญชีทุกรูปอย่างเท่าเทียมกัน หรือเงินที่อุดหนุน หรือวัดที่ไม่เป็นข่าวก็ต้องมีการเปิดเผยเช่นเดียวกัน ว่ามีการโอนไปวัดฝั่งนี้หรือฝั่งไหนก็ตามต้องเอามาเปิดเผย ไม่ใช่จัดการฝ่ายเดียว ต้องทำด้วยท่าทีที่เป็นกลางและมาจัดการที่ระบบระเบียบ ตัวกฎเกณฑ์ ไม่ใช่มุ่งเน้นการทำกับคนจะเป็นการดีกับคณะสงฆ์”

ฝ่ายญาติโยม “ฝั่งชาวบ้าน เราต้องมีวิธีมองศาสนา สังคมพระที่กว้างกว่านี้ ไม่ใช่ใช้วิธีโทษกันไปโทษกันมา โยนกันไปโยนกันมา ชาวบ้านก็ด่าพระ พระก็ว่าชาวบ้าน มันก็กลายเป็นว่าไม่มีใครรับผิดชอบพระพุทธศาสนา”

ความจริงต้องรับผิดชอบร่วมกัน “พระพุทธเจ้าท่านฝากไว้กับพุทธบริษัท 4 ฆราวาสเองก็ต้องทำบทบาทหน้าที่เหมือนกัน แม้จะเจอวิกฤติอย่างไรก็ตาม ฆราวาสในฐานะพุทธบริษัทสี่ต้องเป็นคนรับผิดชอบพระพุทธศาสนา ต้องไม่ทิ้งหน้าที่ทั้งการอุปถัมภ์และดูแลร่วมกัน”

พุทธบริษัททั้ง 4 คือ 1.ภิกษุ 2.ภิกษุณี 3.อุบาสก 4.อุบาสิกา

ท่านพุทธทาสเตือนไว้ว่า พุทธบริษัท 4 นั่นแหละจะทำให้ธรรมวินัยหรือศาสนานี้หมดไป ถ้าเมื่อไรมันสอนกันผิด มันปฏิบัติผิด ศาสนามันก็หมดได้

หน้าที่ของพุทธบริษัท 4 คืออะไร คำตอบคือ 1.ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ 2.นำไปประพฤติปฏิบัติ (ประโยชน์ตน) 3.มีส่วนช่วยเผยแผ่ เกื้อกูลให้บุคคลอื่นเข้าใจและนำไปประพฤติปฏิบัติ (ประโยชน์ท่าน) 4. สามารถปกป้อง เมื่อมีผู้กล่าวให้คลาดเคลื่อน หรือกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย

แน่นอนว่า การปฏิบัติต่อกันของชาวพุทธ รัฐต้องปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ขณะที่ชาวบ้านกับพระสงฆ์ก็ต้องเตือนกันอย่างกัลยาณมิตร.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้