วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จ่อออกหมายจับ 2 สีกาสาว พาพรหมเมธีหนี (คลิป)

จ่อออกหมายจับ 2 สีกาสาว พาพรหมเมธีหนี (คลิป)

  • Share:

ข้ามแดนไปกบดานในฝั่งลาว ผบ.ตร.นําทีมล่าถึงนครพนม ยึดรถตู้อัลพาร์ดจอดทิ้งวัดป่า สมภารโผล่ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น

อดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) หนีข้ามฝั่งไปแขวงคำม่วน สปป.ลาว แล้วมีเศรษฐินีนักเล่นหุ้นชาวไทยและสาวลาวให้ความช่วยเหลือ ชุดสืบสวนมือดีที่ ผบ.ตร.คุมทัพลงพื้นที่ยึดรถโตโยต้า อัลพาร์ด จอดซุกในวัดป่าสุคนธรักษ์ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ไปตรวจสอบ เผยกองปราบฯ จ่อขยายผลออกหมายจับสามี-ภรรยา เจ้าของร้านสังฆภัณฑ์ใน จ.นนทบุรี พบเงิน 3 ล้านบาทจากวัดสามพระยาฯ โอนเข้าบัญชี แฉอีกพบภาพ “โล้นโลกีย์” ปฏิบัติการ “ตุ๋ย” กับฆราวาสชาย รวมทั้งภาพชายเปลือยอีกเพียบ หลังเข้าตรวจค้นกุฏิพระที่สนิทสนมกับอดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

จากปฏิบัติการตำรวจกองปราบฯนำหมายศาลบุกเข้าจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องคดีทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด เงินอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม แผนกบาลี หรือที่เรียกว่าคดีเงินทอนวัด นอกจากนี้ กำลังตำรวจอีกส่วนยังบุกเข้าจับกุมอดีตพุทธะอิสระ ที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม หลังพบความผิดฐานปลอมพระปรมาภิไธยและหน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำร้ายร่างกายตำรวจ ระหว่างการชุมนุมทางการเมืองปี 57 ก่อนคุมตัวทั้งหมดไปถอดจีวร คุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ต่อมามีประกาศราชกิจจานุเบกษา ถอดถอนสมณศักดิ์ 7 พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ประกอบด้วย 1.พระ พรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 2.พระพรหมเมธี (จํานงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม 3.พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยาวรวิหาร 4.พระราชอุปเสณาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือพระเมธีสุทธิกร) (สังคม สังฆะพัฒน์) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 5.พระราชกิจจาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือพระวิจิตรธรรมาภรณ์) (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 6.พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยาวรวิหาร และ 7.พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คํามา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ก่อนผู้ต้องหาทยอยเข้ามอบตัวกับตำรวจกองปราบฯอีก 2 คน รวมแล้วขณะนี้มีผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีและคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทั้งหมด 8 คน เหลือเพียงอดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) ที่ยังอยู่ระหว่างหลบหนี

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้นำทีมชุดสืบสวนฝีมือดีจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย ตำรวจจาก บช.ก. บช.ภ.1 บช.สตม. บก.สส.บช.น.และตำรวจ บก.ป. เดินทางไปที่ จ.นครพนม ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 31 พ.ค. หลังชุดสืบสวนพบเบาะแสอดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม ผู้ต้องหาตามหมายจับตามความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันฟอกเงิน เดินทางไปที่ จ.นครพนม ก่อนหายตัวไป คาดมีลูกศิษย์ให้การช่วยเหลือหลบหนีข้ามไปฝั่ง สปป.ลาว โดยตำรวจกองปราบฯร่วมกับชุดสืบสวน ภ.จ.นครพนม สามารถตรวจยึดรถโตโยต้า อัลพาร์ด สีบรอนซ์เงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ติดป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีปี 61 ระบุหมายเลขทะเบียน 3 กภ 8672 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ข้างกุฏิเจ้าอาวาสวัดป่าสุคนธรักษ์ บ้านค่ายเสรี หมู่ 9 ต.นางาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ ตำรวจเชื่อว่ารถคันดังกล่าวเป็นของลูกศิษย์คนสนิทอดีตพระพรหมเมธี ชุดสืบสวนจึงยกรถคันดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์หารายนิ้วมือแฝงและอื่นๆที่ สภ.เรณูนคร เพื่อรวบรวมหลักฐานเตรียมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรายอื่นที่ให้ความช่วยเหลือพาผู้ต้องหาหนี

จากการตรวจสอบเบาะแสของชุดสืบสวนพบเมื่อวันที่ 24 พ.ค. เป็นวันที่ตำรวจกองปราบฯ เปิดปฏิบัติการจับกุมพระเถระผู้ใหญ่นั้น อดีตพระพรหมเมธี รับกิจนิมนต์ที่ จ.พิษณุโลก เมื่อเจ้าตัวทราบข่าวตำรวจเปิดปฏิบัติการจับพระชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้องคดีเงินทอนวัด ทำให้ต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากเดิมเดินทางกลับวัดสัมพันธวงศ์ฯ กลายเป็นเดินทางหลบหนีไปที่วัดป่าสุคนธรักษ์ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ทันที โดยขึ้นรถตู้มีโยมอุปัฏฐายิกา ฐานะร่ำรวยรายหนึ่ง พร้อมคนขับรถเดินทางไปด้วย ก่อนหลบอยู่ในวัด จากนั้นโยมอุปัฏฐายิการายนี้จึงติดต่อไปหาผู้หญิงอีกคน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอดีตพระพรหมเมธีเช่นกัน ที่เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว ก่อนจะพาอดีตพระพรหมเมธีหลบหนีผ่านช่องทางธรรมชาติข้ามลำน้ำโขงไปฝั่ง สปป.ลาวทันที

“ลูกศิษย์อดีตพระพรหมเมธีรายหนึ่งให้ข้อมูล เจ้าตัวรู้ข่าวมานานแล้วว่าตำรวจจะเข้าจับกุม ถึงกับเปรยผ่านลูกศิษย์ว่าไม่มีความกังวลแต่อย่างใด เพราะมีญาติโยมจำนวนมากอยู่ฝั่ง สปป.ลาว พร้อมที่จะพาหลบหนีทันที หากเกิดเหตุการณ์ตำรวจบุกเข้าจับกุม” แหล่งข่าวรายนี้ระบุ

ขณะที่พระอธิการพรเทพ จักรวโร เจ้าอาวาสวัดป่าสุคนธรักษ์ เปิดเผยถึงข่าวตำรวจเตรียมออกหมายจับกรณีเกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลืออดีตพระพรหมเมธี หลบหนีการจับกุมว่า ตามข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 29 พ.ค. เวลา 06.00 น. มีรถโตโยต้า อัลพาร์ด สีบรอนซ์เงิน ขับเข้ามาจอดในวัด ในขณะที่มีญาติโยมมาทำบุญในวันวิสาขบูชาจำนวนมาก เลยไม่ได้สังเกตว่าเป็นใครมาจากไหน ทราบเพียงมีชายคนหนึ่งบอกขอฝากรถกับพระภายในวัดเท่านั้น ไม่เคยรู้จักอดีตพระพรหมเมธี ไม่รู้ว่ากลุ่มที่นำรถมาฝากมีใครบ้างและไปไหนต่อ กระทั่งช่วงเย็นมีตำรวจมาขอตรวจรถคันนี้ จึงให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลไปแล้วตั้งแต่วันนั้น และตำรวจก็ไม่ได้แจ้งว่าจะต้องถูกดำเนิน คดี นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านายตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่ร่วมสอบสวนคดีนี้ เปิดเผยว่าผู้บังคับบัญชายังไม่มีคำสั่งให้ดำเนินคดี หรือออกหมายจับใครเพิ่มแต่อย่างใด เนื่องจากต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อน

สำหรับความคืบหน้าการติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี ซึ่งขณะนี้หลบหนีไปอยู่ที่ สปป.ลาว โดยเดินทางออกจากไทยไปทาง จ.นครพนม นั้น ชุดสืบสวนตรวจสอบพบสีกาคนไทย 1 คน และหญิงชาวลาว 1 คน เป็นคนให้ความช่วยเหลือหลบหนี สำหรับหญิงคนไทยคนดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเศรษฐินีนักเล่นหุ้น ปัจจุบันถือหุ้นในบริษัทมหาชนขนาดใหญ่หลายแห่ง โดย 1 ในนั้นเป็นบริษัทมหาชนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเหมืองแร่ โดยหญิงไทยรายนี้พร้อมหญิงชาวลาวเดินทางออกจากไทยที่ด่านชายแดนจุดตรวจสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 จ.นครพนม เมื่อเวลา 21.25 น. วันที่ 24 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ตำรวจกองปราบฯ เปิดปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งเงินทอนวัด ขณะนี้พนักงานสอบสวนเตรียมออกหมายจับทั้งคู่ ตามฐานความผิดกฎหมายอาญา ม.189 ที่ระบุว่า ผู้ใดช่วยผู้อื่น ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้น หรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เชื่อว่าหญิงสาวทั้ง 2 คนยังคงกบดานอยู่ที่แขวงคำม่วน ใน สปป. ลาว กับอดีตพระพรหมเมธี ซึ่งตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่างประสานตำรวจ สปป.ลาว เข้าตรวจสอบในพื้นที่เป้าหมายแล้ว

ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เวลา 11.00 น. นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน เข้าพบ ร.ต.อ.ศุภชัย ชาติมนตรี รอง สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความเอาผิด พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องการอนุมัติเงินงบประมาณ ในกรณีทุจริตเงินทอนวัด ตามความผิดฐานแจ้งความโดยมิชอบและมีเจตนาทุจริตประสงค์ให้เกิดความเสียหายแก่คณะสงฆ์

นายจรูญกล่าวว่า เบื้องหลังการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา ตลอดจนการใช้กำลังชุดปฏิบัติการเข้าจับกุมเต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากล อาจมีผู้ไม่หวังดีสร้างกับดักกลลวงไว้เพื่อโยนความผิดให้พระสงฆ์เหล่านี้ ด้วยการเอางบที่ผิดประเภทไปถวายพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ หลังจากนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร และพวกเข้าแจ้งความกับตำรวจตามหน่วยงานต่างๆเพื่อเอาผิดกับพระสงฆ์เหล่านี้ว่าเป็นการใช้งบผิดประเภท ทำให้พระสงฆ์หลายรูปถูกจับกุมดังกล่าว เบื้องต้น ร.ต.อ. ศุภชัย ดำเนินการสอบสวนรับเรื่องไว้ ก่อนรวบรวมหลักฐานรายงานให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผบช.ก. เรียกประชุมชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนคดีเงินทอนวัด โดยการเรียกประชุมครั้งนี้เพื่อนำรายละเอียดการจับกุมและการตรวจยึดของกลางของแต่ละวัด ประกอบด้วย วัดสามพระยาวรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร มาตรวจสอบรายละเอียดเพื่อที่จะขยายผลและรวบรวมหลักฐานต่างๆเพื่อเป็นแนวทางในการสืบสวนขยายผล ทั้งหมดปฏิเสธที่จะให้ข่าว

มีรายงานว่า จากการประมวลหลักฐานที่ยึดได้ และการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบกรณีของวัด สามพระยาฯ ที่ก่อนหน้านี้ชุดสืบสวนจับกุมอดีตพระพรหมดิลกและอดีตพระอรรถกิจโสภณ ดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินไปแล้วนั้น ยังพบมีฆราวาสชาย-หญิง อีก 2 คน ที่เข้าข่ายถูกออกหมายจับในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาเจ้าของร้านขายสังฆภัณฑ์แห่งหนึ่งใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี หลังพบการโอนเงินจากบัญชีของวัดสามพระยาฯไปยังบัญชีของร้านสังฆภัณฑ์แห่งนี้ เป็นเงิน 3 ล้านบาท คำให้การของสามีภรรยาที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าต่างๆระหว่างวัดกับร้านค้า ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางการเงินที่ปรากฏ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าจากการตรวจค้นกุฏิภายในวัดสระเกศฯของอดีตพระพรหมสิทธิ รวมทั้งการตรวจค้นกุฏิพระสงฆ์ที่มีความสนิทสนมกับอดีตพระพรหมสิทธินั้น พบว่าในกุฏิของพระรูปหนึ่งแม้ว่าจะไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดเงิน ทอนวัด แต่พบการเก็บภาพลามกอนาจารเป็นภาพการ ร่วมเพศกันระหว่างชายกับชาย หรือ “ตุ๋ย” ระหว่าง พระรูปนั้นกับฆราวาสชาย รวมทั้งภาพเปลือยผู้ชายจำนวนหนึ่ง ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบโซเชียล มีเดียต่างๆ ว่ามีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวหรือไม่ เพื่อพิจารณาเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาหรือไม่

ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดเผยหลังรับตัวอดีตพระเมธีสุทธิกร หรือนายสังคม สังฆะพัฒน์ อดีต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 1 ในผู้ต้องหา เมื่อค่ำวันที่ 31 พ.ค. ว่าอดีตพระเมธีสุทธิกรมีอาการเครียดน้อยกว่าพระรูปอื่นๆที่เข้ามาก่อนหน้านี้ คาดเตรียมใจมาแล้ว เมื่อมาถึงก็เข้าพิธีรับตัวผู้ต้องขังใหม่ ตรวจร่างกาย ทำประวัติ และอื่นๆ เบื้องต้นไม่พบโรค ประจำตัว ก่อนส่งตัวไปอยู่แดนแรกรับ รวมกับอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ที่มอบตัวก่อนหน้านี้

“ส่วนพระ 6 รูปที่เข้ามาเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถูกแยกนำไปขังไว้แดน 3 แดน 4 และแดน 6 หลังปรับตัวได้แล้ว กรณีของนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพุทธะอิสระ ยังคงปวดหลังจากอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ต้องมีคน ประคองและนั่งรถเข็นบางครั้ง รวมทั้งต้องทำกายภาพ บำบัดวันละ 1 ชม. เพื่อบรรเทาอาการตามที่แพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์แนะนำ” นายกฤชกล่าว

วันเดียวกัน เฟซบุ๊กสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่พระโอวาทสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ในโอกาสทรงเปิดการประชุมกรรมการเถรสมาคมธรรมยุต ประจำปี 61 รวมทั้งการประชุมสังเกตการณ์ของเจ้าคณะจังหวัดคณะธรรมยุต ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม เขตบางพลัด กทม. ใจความตอนหนึ่งว่า ท่านที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการ เป็นผู้มีหน้าที่และความรับผิดชอบสำคัญในหลายบทบาท ทั้งในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมายของบ้านเมือง ทั้งในฐานะผู้บริหารภารกิจให้ลุล่วงตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งต่างๆ ทางคณะสงฆ์ ที่สำคัญที่สุดคือในฐานะพระเถระในพระบวรพุทธศาสนา ผู้มีบทบาทหน้าที่ตามพระ ธรรมวินัย ทุกท่านล้วนรู้จักธรรมะหมวดอิทธิบาท 4 กันดีอยู่แล้ว ในที่นี้ขอเน้นย้ำธรรมะประการสุดท้ายคือ วิมังสา ได้แก่ การหมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งข้อหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น ให้มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐ ได้พระราชทานพระราโชบายแก่การคณะสงฆ์ไว้ ดังที่เชิญมากล่าวย้ำอยู่เสมอๆ พระองค์มีพระราชประสงค์ให้พระมีความสำนึกและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ความสำนึกและการทำประโยชน์จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าท่านพระสังฆาธิการไม่ช่วยกันตรวจตรา กำชับและเข้มงวดกวดขันให้ผู้อยู่ในปกครองมีสำนึกในการปฏิบัติตนตามครรลองพระธรรมวินัยและศึกษาพัฒนาตนเอง เพื่อจะได้มีความรู้ความสามารถมาใช้เกื้อกูลประโยชน์ต่อพระศาสนาและบ้านเมือง ถ้าท่านทำอยู่แล้ว ก็ขออนุโมทนา แต่ขออย่าได้หยุดยั้งที่จะเพิ่มกำลังของอิทธิบาท 4 ในการบริหารงานคณะสงฆ์ให้เกิดประสิทธิผลดียิ่งๆ ขึ้น แต่ท่านใดที่ยังย่อหย่อน ขอกำชับและตักเตือนท่าน ให้ระมัดระวังและมีสำนึกไว้ ณ โอกาสนี้

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้