วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดใจ 'เอนก' เป็นอะไรก็ได้ใน รปช. ยันไม่หนุนทหาร-ไม่ต้องสลัดคราบ กปปส.

เปิดใจ 'เอนก' เป็นอะไรก็ได้ใน รปช. ยันไม่หนุนทหาร-ไม่ต้องสลัดคราบ กปปส.

  • Share:

"เอนก" พร้อมนั่งหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย หากสมาชิกชี้ขาด ยันสร้างพรรคจากพลังประชาชน ไม่หนุนทหาร-ไม่ต้องสลัดคราบ กปปส.

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เปิดใจถึงอนาคตทางการเมืองว่า รูปแบบทางการเมืองของไทยที่ผ่านมามี 3 แบบ คือ พรรคของผู้นำทหารที่มีความจำเป็นต้องมาลงการเมือง เข้าสู่การเลือกตั้ง, พรรคของนักธุรกิจที่เห็นประโยชน์ของประเทศต่อยอดธุกริจ หรือ เรียกว่าทุนสามาน และนักการเมืองอาชีพที่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็น ส.ส. รัฐมนตรี ในลักษณะการจัดตั้งพรรคที่ตั้งจุดเริ่มต้นจากคนระดับบนสุดที่มีชื่อเสียง คิดวิธีที่จะทำให้ได้ ส.ส. และจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบการเมืองเดิม ซึ่งเหมือนกับกระแสข่าวที่ระบุ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทาบทามให้ตัวเองนั่งเป็นหัวหน้าพรรค จึงโพสต์ข้อความปฏิเสธว่าไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ได้สถาปนาตัวเองเป็นหัวหน้า แต่ยอมรับมีการพูดคุยตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ รปช.จริง แต่พรรคนี้ยังต้องใช้เวลารวบรวมสมาชิกประมาณ 3 เดือน ก่อนเลือกหัวหน้าและคณะกรรมการบริหารพรรค

พรรคการเมืองทั่วไปไม่ได้สนใจว่าจะมีสมาชิกเท่าไหร่ สนใจแต่ใครเป็นหัว แต่พรรครวมพลังประชาชาติไทย จะใช้เวลาหลังประกาศก่อตั้งวันที่ 3 มิถุนายน เดินสายรณรงค์ทั่วประเทศเท่าที่ระเบียบกฎหมายจะอนุญาต เพื่อชักชวนให้คนจำได้ว่า เคยกระตือรือร้น ต่อสู้ขจัดการเมืองที่ฉ้อฉล เป็นขบวนประชาธิปไตยที่สืบทอดจากคนรุ่นเก่า ตั้งแต่สมัย 14 ตุลาเป็นต้นมา จนถึงปี 2557 ดังนั้น พรรคนี้จะเริ่มทำพรรคการเมืองจากฐานล่างให้มากที่สุดที่จะเป็นพรรคแบบล่างขึ้นบน สมาชิกกับผู้ก่อตั้งเป็นผู้ตัดสินว่าพรรคจะมีแนวทางอย่างไร มีใครเป็นผู้สมัคร ส.ส. เป็นหัวหน้า กรรมการบริหาร และตั้งใจไว้ว่าจะให้เป็นแค่คนละ 2 ปี เจตนารมณ์คือ ไม่อยากให้ใครผูกขาดทางการเมืองนาน ไม่ใช่นักการเมืองที่หากินกับการเป็นการเมือง

พร้อมยืนยันพรรคนี้ ไม่ได้เริ่มต้นมาจากการสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนทหาร แต่เริ่มต้นจากเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองเป็นไปในทางที่ดี รวมถึงการปฏิรูปเป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงการทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่ดีงาม ไม่ได้คิดแค่การเมืองครั้งหน้าใครจะมาเป็นนายกฯ แต่จะพิจารณาจากบุคคลที่มีอุดมการณ์ มีนโยบายใกล้เคียงกับพรรคก็พร้อมสนับสนุน แต่ขณะนี้ยังไม่มีบุคคลนั้นมาให้เห็นรวมถึงหัวหน้าและผู้ใหญ่ในพรรคด้วย เพราะไม่ได้ปิดประตูตายว่าจะไม่เสนอชื่อ ดังนั้น ประเด็นนี้คงเป็นเสียงที่เล่าลือกันก่อนตั้งพรรค พร้อมระบุ พรรคนี้ไม่ได้ประกาศตัวเป็นศัตรูใคร ต่อต้านใคร พูดง่ายๆ ไม่ได้ก่อตั้งพรรคเพื่อสิ่งนี้

นอกจากนี้ ยังยืนยันด้วยว่า รปช. ไม่จำเป็นต้องสลัดคราบความเป็น กปปส. เพราะผู้ก่อตั้งพรรคจำนวนหนึ่งก็ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ กปปส. ขณะที่ กปปส.ก็ไม่ได้ร่วมพรรคนี้หมด หลายคนกลับไปพรรคเดิม อาชีพเดิมของตัวเองแล้ว แต่ไม่ปฏิเสธว่า พลังของ กปปส. ถือเป็นแรงดลใจ เป็นศักยภาพของประชาชน รวมถึงแรงงดลใจจากขบวนการของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย้อนไปถึงขบวนการก่อนหน้ากลุ่มพันธมิตรด้วย จึงย้อนคิดว่าคนไทยดี เสียสละต่อสู้กับนักการเมืองฉ้อฉล แต่เมื่อคนเหล่านี้พ้นไปแล้ว ก็ปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ไปตามปกติ อยู่กับนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ถูกตั้งคำถามว่า ใครจะมาเป็นนายกฯ และรอจนบ้านเมืองใกล้จะพินาศถึงจะมากันอีกทีเหรอ

จึงคิดต่อไปอีกสเต็ปว่า มาช่วยกันสร้างพรรคที่เข้มแข็งขึ้นมา เมื่อไปปลุกเร้าคนเหล่านี้จะจำได้ว่าครั้งหนึ่งเค้าเคยคิดยังไง และต้องแสดงให้ชัดเจนว่า ไม่ได้ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อหนุนนายสุเทพ เป็นผู้นำทางการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรี กระทั่งรองนายกฯ หรือนายกฯ ไม่มีเด็ดขาด เพราะนายสุเทพ ยืนยันแล้วว่า จะไม่มีชื่อในคณะกรรมการบริหารพรรค 9 คน ไม่เอา เป็นเพียงสมาชิกพรรคเท่านั้น

ส่วนพรรค รปช. จะมีความแตกต่างจากพรรคมหาชนที่เคยจัดตั้งอย่างไรนั้น นายเอนก ระบุ เคยมีแนวคิดตั้งพรรค รปช. มาตั้งแต่วัยกลางคนแล้ว และยุคสมัยนี้ก็เปลี่ยนไป มีขบวนการ ผู้ก่อตั้งจำนวนมาก ส่วนพรรคมหาชน ทำก่อนเวลาไปหน่อยแล้วทำเพียงคนเดียว พร้อมตอบคำถามถึงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างอารมณ์ดี

“ยืนยันไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค รปช. โดยจะเป็นอะไรก็ได้ในพรรค ขอให้เป็นการเลือกของสมาชิก แต่หากสมาชิกเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคก็จะเป็นหัวหน้าพรรคให้ ถ้าสมาชิกพรรคไม่เลือกเป็นหัวหน้าพรรค แต่เลือกเป็นกรรมการบริหารพรรค 1 ใน 9 คน ก็ยินดีเป็นไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งไหน หรือแม้กระทั่งเลือกให้เป็นอย่างอื่น ก็ยินดีทำในหน้าที่อื่น แต่ส่วนตัวอยากเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพรรค เพราะนี้จะต้องนำโดยอุดมการณ์ ความคิด สติปัญญา ซึ่งโรงเรียนจะทำให้ผู้นำ ผู้ปฏิบัติงาน สมาชิก มวลชนที่สนับสนุนพรรคมีอุดมการณ์ ทักษะความรู้ นำพาชาติบ้านเมืองให้ไปสู่การปฏิรูปบ้านเมืองได้

นายเอนก กล่าวด้วยว่า คงต้องเร่งทำงานเพื่อให้ทันต่อการเลือกตั้ง โดยโรงเรียนพรรคจะเปิดวันที่ 2 มิถุนายน โดยหาสถานที่ชั่วคราว ก่อนประกาศจดยืนพรรควันที่ 3 มิถุนายน จากนั้นไม่นานจะย้ายไปที่ทำการพรรค โดยเริ่มจากนำผู้ก่อตั้งพรรคมาเรียนก่อน ขณะเดียวกัน ได้หาวิธีแก้ปัญหาเรื่องทุนที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับการขับเคลื่อนพรรคไว้แล้วอย่างรอบคอบ ด้วยการระดมเงินจากผู้ก่อตั้งพรรคคนละ 5 หมื่นบาท และให้สมาชิกบริจาคคนละ 365 บาท ขยายฐานสมาชิกให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาคนที่มีทุนมหาศาลซึ่งมีเพียงหยิบมือเข้ามาครอบงำพรรค มุ่งหวังให้เป็นพรรคการเมืองของคนทุนน้อย แต่มีจำนวนมหาศาล สร้างพรรคที่มีอุดมการณ์ ไม่ยึดติดตัวบุคคล แต่ที่น่าเสียดายคือ เริ่มก่อตั้งพรรคช้าไป4 ปี หลังคนส่วนหนึ่งยุติบทบาท กปปส. ไม่เช่นนั้นแรงส่งจะดีกว่านี้ การทำงานอาจเหนื่อยน้อยลง

ส่วนโอกาสที่จะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ หากไม่ผูกมัดตัวเองก็พูดได้ว่า รปช. สามารถจับมือรวมได้แทบทุกพรรค ถึงแม้มาจาก กปปส. แต่ขณะนี้ไม่ใช่แล้ว ภารกิจเป็นอีกแบบหนึ่ง กปปส. ต่อสู้กับขบวนการฉ้อฉล เดินตามท้องถนน เมื่อคนส่วนหนึ่งที่เป็น กปปส. ร่วมกับคนที่ไม่ใช่ กปปส. รวมกันตั้งพรรค ก็ต้องทำงานอย่างพรรค คิดว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งดี สะอาด ยุติธรรม มีแรงดลใจมากที่สุด คิดให้บ้านเมืองมีทางออก มีทางไปข้างหน้า ไม่ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิม

“ผมไม่อยากเห็นฮีโร่ม้าขาว อยากเห็นนักการเมืองและประชาชนช่วยกันคิด ตามระบอบประชาธิปไตยที่เปิดให้ ไม่ควรประมาทว่าจะไม่กลับไปสู่การยึดอำนาจอีก เพราะระบบเรากลับไปกลับมาได้ เมื่อมีโอกาสเลือกตั้งต้องอีกครั้งต้องทำพรรคให้ดี สร้างนักการเมืองให้ดี หย่อนบัตรให้ดี ไม่ให้ได้นักการเมืองที่พาเราไปสู่ทางตันอีก ซึ่งเป็นไปได้ว่าโรดแม็ปเลือกตั้งยังอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แต่หากเลื่อนไปเล็กน้อย ก็ต้องมีเหตุผลที่คนไทยเข้าใจและรับได้”

ในฐานะที่เคยเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ก็ตั้งความหวังว่า พรรคเพื่อไทยจะสามารถร่วมแรงร่วมใจภายในพรรคเพื่อนำประเทศไปสู่ความสามัคคี และหากเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นเรื่องดี แต่ไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดเหมือนกัน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้