วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
การแก้ปัญหาป่าแหว่ง

การแก้ปัญหาป่าแหว่ง

โดย หมัดเหล็ก
1 มิ.ย. 2561 05:01 น.
  • Share:

กลุ่มตัวแทน ภาคประชาชน จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วย ตัวแทนเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กว่า 2,000 คน จับมือกับ ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ พุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าฯเชียงใหม่ ช่วยกันปลูกต้นไม้ บริเวณพื้นที่ป่าแหว่งบนดอยสุเทพ ซึ่งเป็นสถานที่ก่อสร้าง บ้านพักตุลาการ โดยเฉพาะงานนี้ สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 มาร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ด้วย เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น ก็มีมวลชนบางกลุ่มที่ยังพยายามจะให้มีการ รื้อ บ้านพักตุลาการท่าเดียว ซึ่งเป็นเรื่องยากในการปฏิบัติ

ในส่วนของ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้อธิบายข้อเท็จจริงว่า การที่ศาลให้กรมอุทยานฯส่งคืนพื้นที่บริเวณดังกล่าวบางส่วนให้ กรมธนารักษ์ กรมอุทยานฯได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับบ้านพักจำนวน 45 หลัง ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นของ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายอุทยานฯ บริเวณพื้นที่ป่าอุทยานสามารถมีสิ่งปลูกสร้างได้ จึงไม่จำเป็นต้องทุบทิ้ง เพราะสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้

ปรากฏว่า ตัวแทนเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ยืนกระต่ายขาเดียวว่า บ้านพักในบริเวณนั้นจะต้องรื้อถอนออกทั้งหมด จะต้องไม่มีใครหรือหน่วยงานใดเข้ามาใช้ประโยชน์ เพราะเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของเครือข่ายและชาวเชียงใหม่ ที่ต้องการได้ป่าที่สมบูรณ์

สุดท้ายก็ไปถึงจุดยืนในข้อเรียกร้องเดิม คือ ต้องการให้รื้อถอนอย่างเดียว ประเด็นก็คือว่าใครจะกล้าเป็นคนออกคำสั่งให้รื้อถอน เนื่องจากตามระเบียบขั้นตอนแล้ว การอนุมัติโครงการนี้ ได้รับอนุมัติอย่างถูกต้องทุกอย่าง เป็นโครงการของรัฐ มีการใช้งบประมาณรัฐ ไม่ใช่การบุกรุกป่าทั่วไป

ถ้าจะให้ใช้อำนาจโดยไม่มีเหตุผลรองรับ คนอนุมัติก็มีความผิด แต่ถ้ารัฐไม่มีการรื้อถอน ก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมต่อไป ผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง

เอาความจริงมาพูดกันก็คือ ถ้าต่างฝ่ายต่างมองเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศจริงๆ ก็ควรจะนำโครงการนี้ไป ทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวม ป่าแหว่งก็แก้ปัญหาโดยการปลูกต้นไม้ทดแทน ชดเชยโดยการปลูกให้มากกว่าเดิมได้ด้วยซ้ำไป ในส่วนของพื้นที่ป่าก็ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ในส่วนของอาคารบ้านพักก็นำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้หลายวิธี น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการรื้อถอนเท่านั้น

ปัญหานี้มาจบที่ทางสองแพร่ง คือรัฐจะเลือกตัดสินใจจบปัญหานี้อย่างไร ยืนยันที่จะไม่มีการรื้อถอนแต่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นโดยไม่กระทบกับพื้นที่ป่าและความรู้สึกของคนเชียงใหม่ หรือยอมรื้อถอนตามคำเรียกร้องของตัวแทนชาวเชียงใหม่ ระหว่างกฎหมาย มวลชนและความรู้สึก เป็นการตัดสินใจยาก คงไม่ถูกใจทุกฝ่ายแน่นอน.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้