วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศิลปะสร้างประเทศ

ศิลปะสร้างประเทศ

  • Share:

ผมอ่านข่าวพบว่าคุณหฤทัย ม่วงบุญศรี นำภาพวาดที่ถูกทิ้ง แล้วมาตกแต่งในบ้าน และหนึ่งในบรรดาภาพเหล่านั้นอาจจะเป็นผลงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะ ซึ่งมีการตรวจสอบจากการใช้การวิจัย วิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ การค้นคว้าในด้านรูปแบบทางศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ รวมทั้งการตรวจสอบอายุภาพด้วยคาร์บอนเดทติ้ง

ตอนนี้ก็รอเพียงให้พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะเข้ามาตรวจสอบ เพื่อยกสถานะของภาพเข้าสู่หมวดของภาพวาดที่สูญหายไปจากประวัติศาสตร์ของโลก และถ้าเป็นภาพวาดของแวนโก๊ะจริง ภาพนี้ก็จะมี มูลค่าอยู่ที่ 2,500-3,200 ล้านบาท

เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งในประเทศที่ผู้คนสนใจงานศิลปะ หลายประเทศถือว่าศิลปะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผู้คนในประเทศมีสุนทรียภาพ และนำไปสู่การสร้างสรรค์ผ่านจินตนาการ ประเทศที่มีการค้นคว้าวิจัยหรือนวัตกรรม เยาวชนมักจะผ่านกระบวน การเรียนรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการของหลายประเทศ จึงให้การวาดรูปและดนตรีเป็นวิชาสำคัญในชั้นประถมและมัธยม

ผู้อ่านท่านที่ตามความเคลื่อนไหวของจีน ท่านจะพบว่าเศรษฐีจีนที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มักจะสะสมงานศิลปะ ทั้งงานจิตรกรรมและประติมากรรม และเมื่อมีโอกาสได้สนทนาพูดคุยกันก็เป็นเรื่องแปลกมากที่คนจีนจำนวนไม่น้อยรู้จักประติมากร จิตรกร กวีนักประพันธ์ และนักดนตรีทั้งของจีนเองและของยุโรป

ย้อนหลังไปในยุคของเติ้งเสี่ยวผิง ยุคนั้น ประชาชนคนจีนยังใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบเพื่อสร้างประเทศ ตอนนั้นมีคนจีนน้อยมากที่รู้จักภาพเขียน The Umbrellas หรือภาพร่มของเรอนัวร์ The Bellini Family หรือภาพครอบครัวตระกูลเบลลินีของเอ็ดการ์ เดอกาส์ ผู้อ่านท่านที่ไปชมพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในยุโรป เช่น พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ พิพิธภัณฑ์มาร์มอตัน พิพิธภัณฑ์ออร์เซ ฯลฯ สมัยก่อนจะไม่เจอคนจีน แต่ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์เหล่านี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีน

ย้อนหลังกลับไปในสมัยก่อนสาธารณรัฐจีนและสาธารณรัฐ ประชาชนจีน สังคมจีนยังมีความสนใจภาพจิตรกรรม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นภาพเขียนสีหมึกบนผ้าไหม เช่น ภาพ “สนมหมิงจีออกนอกด่าน” ที่วาดโดยกงซู่หราน ผู้มีชีวิตในช่วงรัชกาลซ่งเกาจง ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 (ตอนนี้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ศิลปะนครโอซากา ญี่ปุ่น) หรือภาพดอกไม้และก้อนหิน ที่เป็นภาพม้วนแบบคลี่ดู วาดโดย กู้เหมย ซึ่งมีชีวิตอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ปัจจุบันเป็นสมบัติของฟรีเออร์ แกลอรี สหรัฐอเมริกา) ฯลฯ

พอมาถึงยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นช่วงหลังสงคราม ผู้คนยังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของปากท้องตัวเองและครอบครัว ความสนใจในศิลปะต่างๆ ก็ลดน้อยถอยลงไป

กระทั่ง พ.ศ.นี้ จีนเป็นประเทศที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จในธุรกิจและกลายเป็นเศรษฐีติดอันดับโลก เป็นเรื่องแปลกที่เศรษฐีจีนเหล่านี้มีความชอบงานศิลปะคล้ายกัน คอลัมนิสต์จีนบางคนถึงขนาดกล้าเขียนว่า มนุษย์ที่ชอบศิลปะมักจะมีจินตนาการสูง จินตนาการทำให้เข้าใจเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ได้ง่าย และภายหลังเศรษฐีพวกนี้ก็ประสบความสำเร็จในธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยการใช้เครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่ตนเข้าใจ

เดี๋ยวนี้ ที่สังคมจีนมีการนำเสนองานศิลปะผ่านสื่อ ทั้งสื่อหนังสือ เว็บไซต์ นิทรรศการ เยอะมาก ใครไปเยือนโรงงานหรือบริษัทขนาดใหญ่ของจีน ในห้องรับรองมักจะมีภาพหรืองานศิลป์ชื่อดังอยู่เสมอ การบรรยายของผู้แนะนำก็มักจะอวดว่าบริษัทของตนมีภาพหรืองานศิลป์จากสมัยใด เช่น ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันของพานอวี้เหลียง หรือภาพของกวนจื่นหลาน นักธุรกิจจีน นอกจากจะแข่งกันทางธุรกิจแล้ว ก็ยังแข่งกันสะสมงานศิลป์จนหลายคนเป็นนักสะสมระดับโลก

วิชาที่กระทรวงศึกษาธิการของประเทศกำลังพัฒนาไม่ค่อยให้ความสำคัญอย่างศิลปะและดนตรี กลับเป็นศาสตร์สำคัญของประเทศที่ประสบความสำเร็จในโลกปัจจุบันครับ.


นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้