เรื่องจริงน่าเศร้า! พลอยชมพู เผยปมทำงานตั้งแต่เด็ก ไม่มีเงินเก็บสักบาท!

Share :

แม้อายุใกล้จะ 18 แต่ความสามารถมีเต็มร้อย สำหรับนักร้องสาวเสียงใส พลอยชมพู ญานนีน ภารวี ไวเกล ที่ตอนนี้เจ้าตัวได้โบกมือลาต้นสังกัดย่านอโศก GMM Grammy เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่เป็นนักร้องในค่ายนี้มาถึงกว่า 6 ปี 

ล่าสุดได้มีโอกาสเจอสาวพลอยชมพูมาร่วมงาน โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018 Dare To Race ณ สนามกีฬาสมโภช เชียงใหม่ 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับเจ้าตัว ถึงสาเหตุที่ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา พร้อมกับพูดถึงการทำงานแบบไม่มีต้นสังกัด ซึ่งสาวพลอยชมพูบอกว่า ไม่กลัวที่จะใช้ทุนตัวเองในการทำงาน แม้ว่าจะเข้าเนื้อก็ตามที

หมดสัญญากับแกรมมี่แล้ว?

“ใช่ค่ะ หมดสัญญาวันนี้พอดีเลย ตอนอยู่ที่ค่ายก็บอกตลอดว่าจะไม่ต่อสัญญา”

สาเหตุที่ไม่ต่อสัญญาเพราะอะไร?

“หนูทำงานทั้งเพลงสากล และเพลงไทย ถ้าเราทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน มันจะไม่สามารถทำแบบเต็มที่ได้ อย่างแกรมมี่จะเป็นงานเพลงไทย แต่เราอยากจะทำทั้งสองอย่าง ถ้าเราต่อสัญญาเราก็ไม่สามารถทำงานให้เขาเต็มที่ได้ เพราะเราต้องทำงานเมืองนอกให้เค้าด้วย”

แต่ก่อนหน้านี้ทางแกรมมี่จะมอบงานแสดงให้เราเยอะนะ?

“ก็มีค่ะ จากในค่ายมาเยอะมาก แต่อย่างหนังหรือภาพยนตร์จะมาจากทางของหนูค่ะ แล้วหนูจะส่งต่อให้ทางค่ายค่ะ”

อย่างเราบอกกับทางค่ายว่าจะไม่ต่อสัญญาแล้ว เค้ายังป้อนงานให้เรามั้ย หรือปล่อยเราเลย?

“จริงๆ ก็มีงานที่เข้ามาทางหนูเยอะเหมือนกัน หนูจะส่งต่อให้เค้าค่ะจนกว่าจะหมดสัญญา คือหยุดทำงานให้แกรมมี่ตั้งแต่ปีใหม่แล้ว เราบอกเขาไว้แล้วว่าจะหยุดค่ะ”

“ถ้านับรวมตอนเป็นศิลปินฝึกหัดก็ 5 ปีครึ่ง มีประมาณ 4 เพลง”

แต่ละเพลงก็ถือว่าดังพอสมควร?

“จริงเหรอคะ อาจจะเป็นเพราะหนูมีฐานแฟนคลับอยู่แล้วด้วยค่ะ ช่วงที่หนูเป็นศิลปินฝึกหัด ไม่มีอะไรทำ ก็ทำยูทูบขึ้นมา”

ตอนที่เราออกมาเพลงที่เป็นของแกรมมี่ เราร้องไม่ได้เลย?

“น่าจะไม่ได้ค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะว่าตอนนี้หนูก็เตรียมงานใหม่อยู่ เผื่อมันปังขึ้นมาก็น่าจะดีค่ะ (ยิ้ม)”

เสียดายไหม?


“หนูก็จะพยายามทำผลงานต่อไปให้ดังขึ้นมาเหมือนกัน ให้เป็นภาพจำของเรา”

ไม่คิดจะซื้อลิขสิทธิ์เค้า เผื่อเราจะไปทัวร์คอนเสิร์ตเหรอ ยอมจ่ายเงินเค้า? 

“ก็แต่งใหม่เลยดีกว่า หนูไม่รู้ว่ามันเท่าไหร่ แต่คิดว่าน่าจะแพงค่ะ (หัวเราะ) ก็ถือว่าเราจะได้มีโอกาสสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ลุคใหม่ให้เราไปเลย”
กลัวคนมองว่าจบไม่สวยไหม?
 “หนูคิดว่าเป็นการเดินไปข้างหน้า สร้างอะไรใหม่ๆ ที่แบบคนจดจำเราจากสิ่งนั้น”

ทางค่ายมียื้อไหม? 


“ช่วงแรกๆ ก็ยื้อค่ะ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ยื้อแล้ว เหมือนเรายืนยันว่าจะไม่ต่อแล้วค่ะ”

มันมีความไม่สบายใจในส่วนไหนไหมที่ทำให้เราไม่ต่อสัญญา?

“หลายๆ ปัจจัยจัยรวมกัน แต่จริงๆ ก็ถือว่าจากกันด้วยความเข้าใจค่ะ”

น้อยใจที่ทางค่ายไม่ป้อนงานหรือเปล่า?

“ไม่ค่ะ เพราะตั้งแต่ต้นเราก็ทำงานของเราเองอยู่แล้ว ทางช่องยูทูบ พอหนูมีช่องของตัวเองอยู่แล้ว เขาจะทำเพลงให้เราหรือไม่ทำให้เราก็เป็นหน้าที่ของเขา เพราะเขาเอาหนูเป็นศิลปินเข้ามา ในส่วนหน้าที่ของหนูคืองานแกรมมี่ก็ทำไป แต่งานเพลงสากล การโปรโมตตัวเองก็จะทำให้ดีที่สุดค่ะ”

งานเพลงสากลเรามีค่ายมั้ย?

“ไม่มีค่ะ หนูทำเองหมดเลย”

หวั่นๆ กระแสตอบรับมั้ย จากที่เมื่อก่อนเพลงเราที่มาจากค่าย มันแมสมากเลยนะ พอมาตอนนี้เราทำเองคนเดียว มันอาจจะไม่แมสแล้ว ด้วยความที่เป็นเพลงสากลด้วย?

“ด้วยค่ะ เพราะว่าเราไม่มีค่ายหรืออะไรเลย นอกจากช่องทางของตัวเอง จากเฟซบุ๊ก ไอจี ยูทูบ คือส่วนตัวหนูรู้สึกว่ามันได้กระแสตอบรับดี ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้โปรโมตอะไรมาก คลิปหนูได้เกินล้านแล้ว ก็ปล่อยไปค่ะ มันจะได้เท่าไหร่ก็ช่างมัน แค่อยากทำผลงานให้คนได้เห็นว่าเราทำผลงานเองแล้วมันเป็นยังไง คือหนูทำงานเพลงมาตั้งแต่อายุ 15 แล้วค่ะ จากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ ค่ะ”

พอเราไม่มีค่าย งานเรามากขึ้นหรือลดลง?

“จริงๆ ช่วงนี้ก็งานเยอะขึ้นค่ะ แต่แตกต่างกัน ของค่ายก็จะเป็นอีกแบบ ของหนูก็จะเป็นอีกแบบ ตอนนี้งานร้องเพลงลดลง แต่งานโชว์ตัว จะเยอะขึ้น งานรีวิวเกมอย่างนี้ค่ะ แต่หนูจะไม่ได้รับงานรีวิวสินค้าค่ะ”

แล้วงานพรีเซนเตอร์ล่ะ เมื่อปีที่ผ่านมาเรามีเยอะนะ?

“จริงๆ ก็มีบ้าง แต่หนูก็ยังไม่ได้รับ เพราะคุยกันแล้วยังไม่ลงตัว ตอนนี้ก็จะมีคุยอยู่ค่ะ แต่ว่าในอนาคตจะได้หรือไม่ได้ต้องรอดูค่ะ”

เรามองมั้ยว่า การที่ไม่มีค่าย ไม่มีสังกัด มันมีผลต่อการเป็นพรีเซนเตอร์ของเราด้วย?

“หนูคิดว่ามีส่วนค่ะ เพราะว่ายังไงบริษัทใหญ่ๆ เค้าต้องโคกันอยู่แล้ว ในส่วนของหนูก็ไม่ได้ห่วงตรงนั้นค่ะ หนูแค่จะโฟกัสในงานต่อไปที่จะทำในตรงนี้ค่ะ เพลงต่อไปก็จะทำเองค่ะ ตอนนี้ก็มีสปอนเซอร์เข้ามาบ้างแล้วค่ะ”

ช่วงนี้ปรับลุค ดูโตขึ้น เท่ขึ้น เซ็กซี่ขึ้น?


“เหมือนเป็นความชอบของเราด้วยค่ะ พอโตขึ้นเห็นโน่นนี่แล้วรู้สึกชอบ อยากลองใส่เสื้อผ้าแบบนี้ดู”

แฟนคลับว่ายังไงบ้าง?


“ตอนนี้แฟนคลับก็ชอบกัน ไม่ใช่เท่ซะทีเดียว ดูปนหวานนิดหนึ่งค่ะ”
มีคนเข้ามาคอมเมนต์ไม่ดีไหม? 
“ก็มีค่ะ แต่หนูไม่ได้ใส่ใจ บางทีก็บล็อกบ้างลบบ้าง คือหนูไม่ได้ซีเรียสกับคนที่มาด่านะคะ แต่ขอแค่ไม่หยาบคายก็พอ”

ตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?

“อีก 2 เดือนจะ 18 ค่ะ หนูเริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แต่ว่าเริ่มมีชื่อเสียงจริงๆ มาตั้งแต่อายุ 12 ค่ะ”

มองอนาคตตัวเองยังไง?

“จะทำงานนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะว่ามันเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข หนูถนัดงานด้านนี้ค่ะ ชอบทำเพลง เราทำเพลงออกมาแล้วยิ่งมีเพลงสากลที่หนูเคยทำออกมามีเนื้อหาที่ต่อสู้ ให้กำลังใจคน เลยรู้สึกว่าการทำเพลงให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ มันเป็นเหมือนเป้าหมายหนึ่งในการทำเพลงค่ะ”

เราเหมือนเป็นเด็กที่มีช่องทางในการทำเงิน?

“จริงเหรอคะ แม่ล้วนๆ ค่ะ หนูมีทีมที่ดีด้วยค่ะ ช่วยงานกัน”

ทำงานมาตั้งแต่เด็กมีเงินเก็บถึง 10 ล้านยัง?

“ไม่มีค่ะ ไม่มีเงินเก็บเลยค่ะ พอได้ปุ๊บก็เอาเงินมาทำงานต่อค่ะ”

เคยมีงานไหนที่ขาดทุนมั้ย?

“ขาดค่ะ ขาดทุนทุกงานเข้าเนื้อทุกงานค่ะ ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีใครจำเราได้ อย่างหนังสั้นที่หนูทำโชคดีมีสปอนเซอร์เข้ามา ก็ช่วยแบ่งเบาภาระหนูได้บ้างค่ะที่เอาเงินส่วนตัวไปจ่าย”

อย่างงานเพลงสากลล่าสุดที่เราทำ ก็ควักเงินเองเหรอ?

“มีแค่เพลงล่าสุดที่เป็นเกาหลี อันนั้นก็ทำโปรดักชั่นเองหมดเลยค่ะ ออกเงินเองค่ะ งานแต่ละชิ้นก็ไม่ต่ำกว่าแสนค่ะ บางตัวก็สองสามแสนค่ะ แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ต่ำกว่าแสนค่ะ”

เราไม่มีค่าย กลัวมั้ยว่าวันหนึ่งเราจะไม่ไหวในเรื่องทุนมั้ย?

“จริงๆ หนูก็ทำมา 5 ปีแล้วค่ะ หนูพยายามใช้ชีวิตแบบไม่กลัวเงินจะหมด เพราะว่าพอหนูลงทุนๆ มันก็ได้กลับมาแต่ไม่ได้ได้กำไรนะ แต่มันจะเป็นทุนให้เราสามารถทำงานต่อได้ มีเงินต่อยอดอนาคตในงานต่อไป”

หรือว่าบ้านเรารวยอยู่แล้ว?

“ไม่ค่ะๆ บ้านหนูไม่ได้รวยค่ะ (หัวเราะ) แค่ขยันกันค่ะ”

คุณแม่ก็สนับสนุนลูกเต็มที่?

“ใช่ค่ะ พยายามหาอะไรทำให้ได้มีผลงานออกมาให้คนได้ชมกัน พอมีผลงานปุ๊บ ก็จะมีงานติดต่อมา ซึ่งพี่ๆ คุณแม่เค้าก็จะอดหลับอดนอนเพื่อที่จะทำงานออกมาให้มีผลงานค่ะ”

อายุ 18 เราคิดว่ามันหนักไปมั้ย สำหรับอายุขนาดนี้?

“ชีวิตของแต่ละคนมันแตกต่างออกไปจริงๆ ค่ะ มาได้เท่านี้ก็ถือว่าสบายแล้วค่ะ”

พลอยเรียนที่ไหน?

“หนูเรียนที่บ้านค่ะ โฮมสคูลค่ะ หนูจบ กศน. มา 3 ปีแล้วค่ะ กำลังรอสอบเทียบ ม.6 ค่ะ จริงๆ ในโรงเรียนมันก็ได้สังคมอีกแบบ เหมือนที่เมืองนอกหนูเรียนที่เยอรมัน 4 ปีแบบโฮมสคูล อีกอย่างการเรียนแบบโฮมสคูล มันก็สามารถจัดตารางงานของเราได้ค่ะ เรียนเน้นในสิ่งที่เราอยากเรียนจริงๆ อย่างศิลปะ ดนตรี ก็เหมือนเราเลือกเรียนที่เราอยากเรียนจริงๆ ค่ะ แต่ว่าถ้าอย่างพวกสอบเทียบจะเป็นเบสิกทั่วไปอยู่แล้วค่ะ”

ไม่เสียดายเหรอ เรียนแบบโฮมสคูลเราไม่มีเพื่อน?

“ไม่เหงานะคะ คือมันได้ออกไปโน่นนี่อยู่แล้ว ได้เจอคนใหม่ๆ ตลอดค่ะ”

แสดงว่าชีวิตเราอยู่กับแม่สองคน เจอแม่แค่สองคน?

“คุณแม่แล้วก็ทีมแอดมินค่ะ ส่วนใหญ่จะยกโขยงกันไปค่ะ”

เสียดายชีวิตในวัยเด็กมั้ย ที่เราไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กคนอื่นเค้า?​

“ไม่ค่ะ เราได้อะไรเต็มที่กับชีวิตมาก ได้อะไรเยอะ ได้ออกเดินทางไปที่ต่างๆ ที่เราอยู่ คนที่อายุเท่าเราก็ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้เหมือนเรา”

เรามีเครียดบ้างมั้ย?

“เป็นบ่อยมากค่ะ เรื่องที่ท้อแท้โดยเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะเราต้องออกเองตลอด พยายามที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความเชื่อ แล้วก็กล้าที่จะเสี่ยง แล้วก็อยู่มาได้จนทุกวันนี้ สุดท้ายมันก็ไม่ตายค่ะ”

ทุกครั้งที่เราทุกข์หรือเครียด เราจะคุยกับแม่มั้ย?

“ส่วนใหญ่หนูจะเก็บไว้เอง แต่ว่าหนูจะเป็นคริสเตียน หนูจะอธิษฐานอ่านพระคัมภีร์ทำให้เรารู้สึกไว้วางใจมากขึ้นค่ะ ก็ลองดู กล้าพุ่งชน”

แสดงว่าเราสนิทกับแม่เรา แต่เราไม่คุยกันทุกเรื่อง?

“คือหนูเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าพูดถึงความรู้สึกตัวเองให้กับคนอื่นอยู่แล้วค่ะ แต่พอมันเป็นเพลงเราสามารถพูดอะไรแล้วไม่เขินอายค่ะ คือแม่เค้าก็ทำงานหนักด้วย ก็ไม่อยากจะเอาปัญหามาให้เค้า แต่ไม่รู้ว่าแม่เค้ามองออกมั้ยว่าหนูซีเรียส แต่หนูจะพยายามไม่ซีเรียสค่ะ เพราะหนูก็รู้ว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไปค่ะ แค่รอเวลา”

แต่ละอันที่เราเสี่ยงมา มันคุ้มกับการเสี่ยงมั้ย?

“หนูคิดว่าบางอย่างที่เราทำ มันอาจไม่ได้แสดงผลในตอนนี้แต่ว่า มันอาจมีคนที่คอยเฝ้ามองอยู่ แล้วหนูอาจจะประสบความสำเร็จก็ได้ อาจจะ 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า ทำผลงานออกมาดีๆ แล้วสะสมไว้มันจะประสบผลเองค่ะ”

หรือว่าการมีค่ายจะช่วยแบ่งเบาเรา?

“สำหรับหนูที่ผ่านมา ยังไม่รู้สึกค่ะ เพราะเราก็เป็นมาแบบนี้ งานมันเข้ามาที่เรา แล้วเราก็โยนให้ค่าย หนูรู้สึกว่าการได้ออกมาอิสระแบบนี้มันแฮปปี้ดีค่ะ อยากทำอะไรเราก็ทำได้ค่ะ”

อย่างเราเริ่มต้นด้วยตัวเราเอง งานมันเข้ามาทางเราเยอะ แต่พอเรามีค่าย เราก็ต้องไปแบ่งงานแบ่งเงินให้ค่ายด้วยครึ่งหนึ่ง เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรมกับเรามั้ย?

“ก็จะมีบ้าง แต่ว่าตอนนี้หนูจะพยายามไม่นึกถึงอะไรที่ผ่านมาแล้ว จะมองไปข้างหน้าอย่างเดียว คิดว่าทุกอย่างที่มันเคยเกิดขึ้นมันเป็นสิ่งที่ดีหมด อาจจะเคยเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็ตาม สุดท้ายทุกอย่างที่เราได้เจอ มันเป็นประสบการณ์ที่เราได้อนาคต รู้แล้วว่าเราจะรับมือกับมันยังไงค่ะ”.

อ่านเพิ่มเติม...