วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจ นนกุล จากความสำเร็จในหนังดัง สู่ความฝันอยากโกอินเตอร์ระดับโลก

เรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว สำหรับพระเอกหนุ่มหน้าใสขวัญใจวัยทีน นนกุล ชานน สันตินธรกุล ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ยอดฮิต “ฉลาดเกมส์โกง” ค่ายจีดีเอช ซึ่งกวาดรางวัลทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศมาหลายสถาบัน จนทำให้เจ้าตัวได้รับโอกาสต่างๆ ที่สามารถต่อยอดเส้นทางในวงการบันเทิงมากมาย ทั้งผลงานการแสดงในเมืองไทยและเมืองจีน ล่าสุดยังคว้างานพรีเซ็นเตอร์ให้กับซีพีในแคมเปญ “ชวนอร่อยกับเกี๊ยวกุ้งซีพี...ลุ้นตะลุยโตเกียวฟรี!!! กับนนกุล” ที่จะพาผู้โชคดีไปตะลุยญี่ปุ่นด้วยกัน 5 วัน 3 คืน ในเดือน ก.ค.นี้ อีกด้วย

“บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” เลยถามเจ้าตัวถึงชีวิตการทำงานที่ดูเหมือนจะไปได้ดี เพราะงานแน่นเหลือเกิน รวมไปถึงเรื่องราวหัวใจสไตล์นนกุลที่บอกเลยว่าสาวๆ คนไหนอยากจะรู้ว่าสเปกสาวที่นนกุลชื่นชอบเป็นยังไงต้องไม่พลาด!!

ช่วงนี้ดูฮอต งานเยอะแยะไปหมดเลย?
“โห ไม่หรอกครับ พักงานมา 3 เดือน ตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. คือรับแต่งานอีเวนต์เพราะทำธีสิส ตอนนี้ก็เรียนจบเรียบร้อยแล้วครับ รอรับปริญญาเดือน ก.ย.นี้ ผมจบจากวิทยาลัยนานาชาติ เอกภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็จบ 3 ปีครึ่งครับ เพราะว่าเพื่อนรีบจบเลยต้องรีบจบตาม ถ้าเกิดเพื่อนกลุ่มนี้จบไปผมแย่แน่เลย (ยิ้ม) เพื่อนกลุ่มนี้ดีมากๆ เลยครับ

พอเรียนจบแล้วก็โล่งใจ แต่ก็มีหวั่นๆ เหมือนกันเนอะ เพราะเราใช้คำว่านักเรียนกับตัวเรามาหลายปี จู่ๆ วันนึงเราเรียนจบแล้ว ต่อจากนี้เวลาไปไหนแล้วไม่ได้กรอกลงไปว่าเราเป็นนักเรียนแล้ว บางทีมันก็แปลกๆ ดี จบมาก็ตั้งใจว่าจะลุยงานด้านการแสดงเต็มที่ครับ"

ล่าสุดก็รับงานพรีเซ็นเตอร์ของซีพีด้วย?
"ใช่ครับ ถามว่าค่าตัวสูงไหมก็ตามประสาพรีเซ็นเตอร์ครับ แต่ก็ไม่ได้เยอะแบบตัวใหญ่ๆ ของประเทศครับ ก็มีประมาณนึงครับ”

งานเยอะดูแลตัวเองยังไงบ้าง?
“โชคดีที่ผมชอบออกกำลังกายมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว พอมันมีงานเข้ามาแทรกเลยรู้สึกว่าเราสามารถปรับตารางให้เข้ากับงานอดิเรกของเราค่อนข้างดี การออกกำลังกายหรือการกินอะไรก็แล้วแต่ เพราะเราไม่ใช่คนชอบเที่ยวหรืออะไรอยู่แล้ว พอเราไม่ได้นอนดึกมากๆ เราเลยรู้สึกว่ามีเอฟเฟกต์เรื่องผิวพรรณ”

เห็นว่าต้องมีไปถ่ายซีรีส์ที่จีนด้วย?
“ใช่ครับ ไปช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ครับ เราก็มีเรียนภาษาจีน เรียนค่อนข้างหนักพอสมควร เพราะเรารู้สึกว่าเราอยากพูดให้ได้เร็วที่สุดครับ เพราะเวลาเราไปที่โน่น เรารู้สึกว่าเวลาฟังเขาพูดก็ส่วนนึงแล้ว แล้วเวลาเราจะพูดก็ต้องมาผ่านล่ามอีกทีนึงอีก แล้วบางทีเราไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เราต้องการจะสื่อจริงๆ เขาแปลตรงไหม คือผมก็มั่นใจว่าเขาแปลตรงแหละ แต่ว่าบางทีแมสเสจที่เราอยากจะสื่อจริงๆ อาจจะไม่ใช่ครับ

นอกจากนี้ ผมก็ออกกำลังกายอยู่แล้วครับ คือด้วยบทบาทที่กำลังจะได้รับ แต่ที่หลักๆ คือภาษาแหละครับ ผมรู้สึกว่าภาษาสำคัญมากที่สุดเวลาเราไปเล่นที่ต่างประเทศ เพราะภาษาถ้าเราไม่ได้ มันก็เท่ากับแอ็กติ้งไม่ได้แล้ว สมมติตัวละครเป็นคนจีน แต่เราพูดจีนไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ตัวละครจีนครับ ถามว่าหนักใจไหม เรามองเป็นความท้าทายมากกว่า เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเกิดเราทำได้เมื่อไหร่ แปลว่าเราพูดภาษาจีนได้ แล้วถ้าเราพูดได้เมื่อไหร่ จะทำอะไรก็ง่ายครับ”

บทบาทของซีรีส์จีนที่ได้รับ เราพอจะบอกได้ไหม?
“ก็เป็นแนวดราม่าครับ แต่เรื่องตัวละครยังบอกไม่ได้เท่าไหร่ ชื่อเรื่องเป็นภาษาจีนครับ ยังไม่มีภาษาอังกฤษครับ”

บินไปถ่ายทำกี่เดือน?
“3-4 เดือนครับ มันจะมีช่วงนึงที่อยู่ยาวเลยครับ และมีช่วงนึงที่บินไปกลับเพราะว่าช่วงเดือน ส.ค. จะมีซีรีส์ที่ไทยที่ตกลงไว้แล้ว ก็คือของทางจีเอ็มเอ็มบราโว่ พอถึงเดือน ส.ค. จะเริ่มบินไปบินกลับ จริงๆ ก็มีงานของอันอื่นเข้ามาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ยาวเลยครับ”

ห่างเมืองไทยหลายเดือนแบบนี้จะคิดถึงเมืองไทย คิดถึงแฟนๆ ไหม?
“ก็คิดถึงครับ เพราะแฟนคลับเราไม่ได้เยอะมาก แต่เราเจอหน้ากันบ่อยจนผมจำหน้าทุกคนได้แล้ว เราก็รู้สึกว่าถ้าไม่ได้เจอกันสักพักคงคิดถึงแหละ แต่เขาก็เข้าใจครับ”

ก่อนหน้านี้เราก็ได้รับรางวัลจากภาพยนตร์ “ฉลาดเกมส์โกง” เยอะเหมือนกัน รู้สึกยังไงบ้าง?
“คือถ้ามองว่าหนังเรื่องเดียวก็คงจะใช่ แต่ว่าก็มีผลงานอื่นที่เราเล่นมาเยอะแล้ว ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันส่งเสริมกันหมด มันไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องแรกจริงๆ แล้วออกแบบ (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) เขามีพรสวรรค์ พอเราได้รางวัลเราดีใจ แต่เรารู้สึกว่าเราขอบคุณประสบการณ์ที่ผ่านมามากกว่าที่ทำให้เราได้รับรางวัลนี้ในที่สุดครับ”

แบบนี้มันเป็นความกดดันในการทำงานชิ้นต่อไปไหม?
“ก็มีบ้างครับ แต่สุดท้ายแล้วเราไม่ได้เอามากดดันตัวเองมากเท่าไหร่ เพราะเรารู้สึกว่าความฝันของเราชัดเจนอยู่แล้วว่าจะไปอยู่ตรงไหน เราก็เอาแรงกดดันนั้นมาผลักเรามากกว่าเดิมดีกว่า”

ถามถึงผลงานซีรีส์ไทยเป็นไงบ้าง?
“ก็จะมีซีรีส์เรื่อง “บางกอก เลิฟ สตอรี่ 2” ตอน “เรื่องที่ขอ” ซึ่งมาจากเนื้อเพลงครับ เล่นคู่กับ ปันปัน (สุทัตตา อุดมศิลป์) จะกดดันเพราะแบบนี้แหละ (ยิ้ม) แต่ผมดีใจมากๆ เลยนะที่ได้ร่วมงานกับปันปัน เพราะว่าไม่ว่าจะถามใคร ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปันปันเก่งมาก เป็นคนมีพรสวรรค์ในเรื่องการแสดงมากๆ ซึ่งผมก็อยากร่วมงานกับเขามานานแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสเจอกันบ้างตามงาน เขาเป็นคนที่น่ารักดีครับ เป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่ในขณะเดียวกันไม่กดคนอื่น”

เกร็งไหมที่ต้องมาร่วมงานกับปันปัน?
“ผมพูดตรงๆ เลยว่าผมเป็นคนที่ชอบกดดันตัวเองเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการแสดง คือเวลาเราเล่นอะไรก็แล้วแต่ เราจะกดดัน แต่สุดท้ายเราก็ต้องยอมรับในข้อเสียด้านนี้ของเรา ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้ครับ สุดท้ายเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด แต่ถามว่ากดดันไหมกดดันครับ เวลาเราเจอคนเก่งๆ เราจะกดดันเสมอ”

บทบาทที่ได้รับในเรื่องนี้เป็นไงบ้าง?
“ผมรับบทเป็นคนตาบอดครับ ก็ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับผมมากๆ เลยคิดว่าน่าสนใจดี (บทน่าจะเล่นยากอยู่นะ เตรียมตัวยังไง?) เราก็มีสังเกตผู้พิการทางสายตาเวลาเราเดินตามทางว่าเป็นยังไง แล้วก็มีไปศึกษา คือน้องสาวผมมีคนรู้จักเป็นคนตาบอดครับ จะมีนัดคุยเจอกันบ้างแล้วดูว่าอะไรยังไง แต่สุดท้ายแล้วเรายังไม่ได้ดูแบบละเอียดชัดเจน เหมือนกับว่าเรายังไม่รู้ว่าเขาตาบอดมาตั้งแต่เกิดหรือว่าเพิ่งจะตาบอด เราเลยยังไม่มั่นใจว่าจะทำการบ้านยังไง เราก็ได้แต่ทำการบ้านแบบโดยรวมไปก่อนครับ

ถามว่าหนักใจไหมเพราะจริงๆ เราก็ไม่เป็นแบบนั้น เอาจริงๆ ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดาของนักแสดงอยู่แล้วที่เราจะได้เล่นเป็นคนที่ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่ามันท้าทายมากๆ มันน่าสนุกมากๆ ยิ่งได้บทใหม่ๆ มามันยิ่งท้าทายความเป็นนักแสดงของเราครับ ต้องไปเรียนการแสดงเพิ่มไหม ตอนนี้ไม่มีเวลาเรียนเพิ่มเลยครับ ได้แต่ศึกษาตามโอกาสครับ”

เราได้โอกาสรับบทหลากหลาย รู้สึกยังไงบ้าง?
“รู้สึกโชคดีมาก ส่วนนึงต้องยอมรับว่าการที่ผมมาถึงจุดนี้ได้ก็เป็นเพราะว่าบทบาทแต่ละบทที่ได้รับค่อนข้างจะแตกต่าง คาแรกเตอร์บางทีจะคล้ายๆ กัน แต่ว่าอาชีพหรือสิ่งที่ชอบมันค่อนข้างต่างกันโดยชัดเจนมาก ทำให้เวลาผมแสดงแต่ละทีรู้สึกสนุกทุกครั้งครับ”

แล้วมีบทที่อยากลองแต่ยังไม่มีติดต่อเข้ามาไหม?
“บู๊แล้วกันครับ บู๊แบบยิงปืน เป็นสปาย ที่ผ่านมาส่วนมากจะได้บทดราม่ากับซิทคอมครับ ยังไม่เคยเจอบทบู๊ ผมอยากบู๊แบบ Kingsman เป็นสปายถือปืนตีลังกาแล้วก็มีเตะสวยๆ โครโนกราฟมันสวยมาก ผมดูหนังเรื่อง Kingsman ภาคแรกคือเท่มาก แล้วการต่อสู้ทุกครั้งก็มีเหตุผลครับ”

เราคิดว่าจะไปต่อด้านการแสดงจนถึงจุดไหน?
“ก็อยากไปให้ถึงระดับโลก คือเรารู้สึกว่าเราตั้งเป้าหมายไกลๆ ไว้มันเดินทางสนุกกว่า เหมือนกับเวลาเราจะไปแต่ละที บางอย่างมันต้องใช้ความพยายามที่จะไปให้ถึงมากกว่า เจออะไรที่น่าสนใจกว่า นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อ ยิ่งเป้าหมายสูงเท่าไหร่ อะไรที่เราเจอเป็นประสบการณ์ในระหว่างทางมันยิ่งน่าสนใจกว่าครับ ถามว่าการที่ไปจีนถือเป็นการปูพื้นฐานให้เราไปอยู่ในระดับนานาชาติไหม ใช่ครับ ผมเลยรู้สึกตื่นเต้นดีใจมากๆ ที่ได้โอกาสนี้

ถามว่าเราจะสามารถไปถึงระดับโลกอย่างที่ใฝ่ฝันได้ไหม ผมได้แต่เชื่อ และเชื่อแบบไม่มีอะไรมาค้ำจุนเลยตั้งแต่เริ่มเข้ามาลองแสดงผลงานชิ้นแรก ก็มีคนบอกว่า เฮ้ย ก็โอเคนะ เราก็ตั้งความฝันตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราไปถึงฮอลลีวูดดีไหม แล้วเราก็เชื่อแบบลมๆ แล้งๆ มาเรื่อยๆ ครับ ตอนนี้วันนี้ก็มาถึงจุดนี้แล้ว ผมก็รู้สึกว่าเราก็คงเชื่อต่อไปเรื่อยๆ และคิดว่าในอนาคตมันคงจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมเชื่อไปถึงจุดนั้นได้เองครับ ตอนนี้ก็เป็นการสะสมประสบการณ์ไปก่อนครับ”

มีคนไทยหลายคนที่มีโอกาสได้ไปอยู่ในระดับโลก เราเอาตรงนั้นมาเป็นแรงผลักดันด้วยไหม?
“ด้วยครับ แต่เราไม่ได้ไปซีเรียสว่าเราเป็นคนแรกรึเปล่า มันมีคนที่ไปแล้วเนอะ แล้วก็ดูคนอื่นว่าเขาทำกันยังไง แล้วเราก็เก็บประสบการณ์ของเขามาเป็นเทคนิคของเรา เราจะได้ไปได้เร็วขึ้นครับ ถามว่ามีปรึกษาใครไหมในการไปถึงระดับนั้น เราไม่ได้ถามถึงเส้นทางว่าเดินยังไงดี เพราะเรารู้สึกว่าสุดท้ายถึงเส้นทางเขาก็ไม่มีทางเกิดขึ้นกับเรา เพราะเราเป็นคนละคนกัน

แต่ก็มีถามพี่ไมค์ (พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล) พี่ไมค์ก็น่ารักมาก เขาให้คำปรึกษาเราได้ดีมากๆ แต่พอเราฟังเขาก็รู้สึกว่าเขาเป็นเขา เขาถึงมีทางนี้ คือแต่ละคนก็มีทางของเขาอยู่แล้ว มันไม่มีทางเหมือนกันได้ครับ ถ้าเราไปก็คงไปแบบสไตล์เนิร์ดๆ ครับ เราก็คงต้องตั้งใจมากๆ โอเคไม่มีพรสวรรค์ในเรื่องด้านความจำ บางคนจำเป็นภาพ แต่ผมไม่มีความสามารถแบบนั้น ผมก็ต้องท่องมันเข้าไปถึงจะจำได้ ก็ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นครับ”

คิดว่าเรามีพรสวรรค์อะไรที่เอื้อต่อการแสดง หรือทุกอย่างมาจากความพยายาม?
“ผมคงไม่ได้เรียกว่าทุกอย่างขนาดนั้นหรอกครับ แต่ถ้าเป็นจุดเด่นก็คงเป็นความเนิร์ดมั้ง (ยิ้ม) เวลาเราชอบอะไรมากๆ เราจะจดจ่อกับสิ่งนั้นได้ค่อนข้างนาน คือผมสามารถท่องบทและอ่านบทได้เป็น ชม. โดยที่ไม่ต้องทำอย่างอื่นเลยครับ แต่จะโฟกัสสิ่งที่เราชอบเท่านั้น ถ้าสิ่งที่ไม่ชอบอย่าฝันเลยครับ (หัวเราะ)”

เรามองตัวเองเป็นคนเนิร์ด แต่หลายคนมองว่าเราเป็นคนชอบแกล้ง?
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) อาจจะเพราะแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมั้ง แล้วผมมีพี่สาวน้องสาว บางทีก็เออ...ไม่รู้เหมือนกัน มันก็ไปเอง แต่เราก็ไม่ได้ยิงมุกตลกโปกฮาอะไรเหมือนคนอื่นได้ขนาดนั้น แต่เวลาเราแกล้งน้องแกล้งพี่สาว เราจะชอบตีๆ ตบๆ (คนส่วนใหญ่จะมองเรายังไง?) รุนแรง (หัวเราะ) สมมติเวลาผมผลัก ผมรู้สึกว่าผมผลักเบานะ แต่เขาก็จะบอกว่าทำไมรุนแรง แล้วพี่สาวน้องสาวผมเนี่ยก็มีตบไหล่ ผลักหัวบ้างนิดหน่อย แต่ผมไม่ได้ผลักหัวแฟนคลับนะ แต่เวลาทำเป็นตีเขาก็อาจจะมือหนักไปบ้างครับ เขาก็จะโอ๊ย เจ็บ (ยิ้ม)”

แล้วตัวเรามองตัวเองยังไง?
“พอเราไม่สามารถยิงมุกได้เหมือนคนอื่นเขา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทดแทนกันมามั้ง การที่บอดี้คอนแทกต์กับคนอื่นได้ค่อนข้างสบายใจกว่าการยิงมุก เพราะเรามีพี่สาวน้องสาว เวลาเราจะบอดี้คอนแทกต์จับมือต้องตัวกัน ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมากๆ สำหรับผม แต่คงไม่ได้ล่วงละเมิดอะไรขนาดนั้น”

ถ้าจะมีสาวๆ มาเป็นคนรู้ใจสักคน เราชอบสไตล์ไหน?
“สไตล์ที่ตรงข้ามกับผมมั้ง เพราะผมเป็นคนพูดน้อย ถ้านิสัยอย่างเดียวกับผมก็โห... เงียบกันกระจุยกระจาย อีโก้สูงเหลือเกิน เวลาจีบสาวจะชอบแบบ เฮ้ย...เราต้องไม่ตอบเขา มีฟอร์มบ้างครับ แต่มันก็เป็นส่วนนึงของเราจริงๆ นะ เราไม่ชอบพูดอะไรเยอะเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราต้องการคนที่ค่อนข้างจะพูดเยอะในระดับนึง และก็ไม่เงียบแบบเรา

คือถ้าคนเหมือนกันมาเจอกันมันก็เหมือนกันจะอยู่ด้วยกันทำไม อยู่กับตัวเองคนเดียวก็ได้รึเปล่า (หัวเราะ) ก็เหมือนเป็นหยินหยางครับ จะได้เข้ากันได้ เรื่องรูปร่างหน้าตาหรืออายุก็สำคัญในระดับนึงเนอะ แต่สุดท้ายคนเราชอบไม่เหมือนกันอยู่แล้ว บางคนบอกว่าคนนี้สวย บางคนบอกว่าไม่เห็นสวยเลย

แต่ตอนนี้ยังไม่เจอครับ ส่วนใหญ่ก็จะเจอแบบคล้ายๆ ผมคือเล่นฟอร์มกันไปกันมา สุดท้ายก็ไปไม่ถึงไหนครับ แต่ผมรู้สึกว่าเอาเรื่องงานก่อน ถ้าเรื่องงานไปถึงจุดที่อยากจะไปถึงแล้วเนี่ย เรื่องนั้นเดี๋ยวผมมุ่งเลยก็ได้ (หัวเราะ) แฟนๆ ก็มีแซวตามประสาแฟนคลับ เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมาย เขาก็คอมเมนต์แบบน่ารักๆ ไม่ได้ก้าวร้าวอะไรขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะส่งเป็นอีโมจิหัวใจน่ารักๆ หรือส่งจุ๊บมากกว่า”

ด้วยสไตล์เราพูดน้อย ดูเงียบๆ ไม่กลัวสาวๆ จะหายหมดเหรอ เพราะเรามีฟอร์มเยอะ?
“เมื่อก่อนก็เคยกลัวนะตอนเด็กๆ พอโตขึ้นมาแล้วเรามีงาน เราเริ่มรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่สิ่งสำคัญ ณ ตอนนี้สำหรับผม คือถ้าไปโฟกัส 2 อย่างพร้อมกันผมกลัวว่าไม่ไหวครับ”

รูปร่างหน้าตาสาวแบบไหนที่โดนใจเรา?
“ผมเริ่มกลัวว่าคนเริ่มรำคาญผมแล้ว (หัวเราะ) คือผมชอบอิมยุนอาครับ ถามว่าทำไมถึงชอบก็ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆ วันนึงแฟนคลับแนะนำว่าซีรีส์เรื่องนี้สนุก คือเรื่อง The K2 ซึ่งมันเกี่ยวกับการเมืองหน่อยๆ มีดราม่าเล็กๆ วางแผนกันโน่นนี่ ผมก็รู้สึกว่าน่าสนุกดีเลยไปดู หลังจากนั้นก็ยาวเลย ก็เลยเริ่มชอบเขาตั้งแต่ซีรีส์ที่เขาเล่นเรื่องนั้นมา

ถามว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจด้านการแสดงให้อยากเก่งเหมือนเขาไหม จริงๆ พอเขาเป็นผู้หญิง เราเลยรู้สึกว่าคอนเนกต์กันไม่ค่อยได้ขนาดนั้น แต่อย่างเดียวที่ทำให้ผมชอบเขาคือตอนที่เขายิ้มในเรื่อง เห็นแล้วตายไปเลย (ยิ้ม) ถามว่าชอบผู้หญิงยิ้มน่ารักใช่ไหม ก็ด้วยครับ คือผมรู้สึกเข้าใจเลยว่าความรู้สึกแฟนคลับมันรู้สึกยังไง คือเห็นหน้าเขาตามป้ายโฆษณา แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว (หัวเราะ)”

ถ้ามีโอกาสสักครั้งที่จะได้เจอยุนอาล่ะ?
“วันนั้นผมไปออกรายการ “นี่เพื่อนเอง” แล้วเขาโกหกผมว่ายุนอามา แล้วเขาบิ้วท์เก่งมาก พวก พี่ปิงปอง พี่เต๋อ พี่เพชร บิ้วท์จนผมเชื่อว่าเห็นภาพยุนอาเดินออกมา คือเห็นภาพมโนเอาเอง แล้วผมก็ร้องไห้ ผมก็บอกว่าถ้าพี่โกหก ผมโกรธจริงๆ นะ แต่ผมก็รู้ว่าเดี๋ยวพี่ปิงปองเดินออกไปเอาวิกมาใส่แล้วเดินออกมาล้อเล่นกวนๆ สุดท้ายก็จริงๆ ด้วย ทุกคนก็รู้สึกผิดเลยครับ แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากเจอสักครั้งครับ ถ้าเจอก็อยากบอกว่ารักครับผม (ยิ้ม)”

แต่ในความเป็นจริงสาวรู้ใจคงไม่ใช่ยุนอาแน่ๆ เราคิดว่าตรงไหนคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คนรู้ใจควรมี?
“นิสัยครับ คือผมรู้ว่าเป็นคำตอบที่ธรรมดามากๆ แต่สุดท้ายคือความจริงล้วนๆ ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ สุดท้ายอยู่ที่นิสัยจริงๆ ไม่ว่าจะสวยแค่ไหน น่ารักขนาดไหน ชอบขนาดไหน ถ้าเกิดเราได้มาอยู่ด้วยกันแล้วนิสัยมันเข้ากันไม่ได้ ยังไงก็ไปไม่รอดจริงๆ ถามว่าชอบนิสัยยังไงไม่รู้เหมือนกัน มันต้องคลิกกันเอง แล้วมันไม่ใช่แค่นิสัย คือเราไม่ได้ขอให้เขานิสัยเหมือนเราอย่างเดียวหรอก เราก็ยินดีจะปรับตามเหมือนกัน แต่เราก็ต้องดูอีกที สุดท้ายขึ้นอยู่กับจังหวะ นิสัย และก็ทุกอย่างครับ

แต่ตอนนี้โสดสนิท คนคุยก็ไม่มีเลยครับ เพื่อนผู้หญิงก็มีแต่ทอมครับ เกิดมาก็ไม่เคยนึกว่าจะมีเพื่อนเป็นทอมเลย เพราะเรียนชายล้วนมา พอเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อนคนแรกที่ทักคือ ทอม แล้วเป็นเพื่อนที่ดีมากๆ ช่วยผมทุกอย่างเลย เพื่อนที่เป็นผู้หญิงจริงๆ ก็มีแต่ไม่สนิทเท่าทอม ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน (ยิ้ม) คงเพราะเราทำงานเยอะด้วยเลยยังไม่เจอใคร ตั้งแต่ผมเรียนมหาวิทยาลัยมาผมมีเพื่อนแค่กลุ่มนี้ที่สนิทกันครับ”

สุดท้ายฝากถึงแฟนๆ?
“ปลายเดือน พ.ค. จนถึงปลายปีนี้ผมจะมี 2-3 โปรเจกต์ คือ ซีรีส์จีน ซีรีส์ไทย และอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ยังบอกอะไรเยอะไม่ได้นะครับ ก็หวังว่าทุกคนคงจะติดตามกัน แต่ว่ายังไม่ทราบวันออนแอร์ ถ้ารู้จะรีบอัพเดตอีกทีครับ”

เรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว สำหรับ นนกุล ชานน ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ยอดฮิต “ฉลาดเกมส์โกง” ค่ายจีดีเอช จนทำให้เจ้าตัวได้รับโอกาสต่างๆ ที่สามารถต่อยอดเส้นทางในวงการบันเทิงมากมาย 16 พ.ค. 2561 15:48 17 พ.ค. 2561 07:59 ไทยรัฐ