วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมายคุมเข้มเงินดิจิทัล ซื้อขายต้องเปิดหน้ากันฟอกเงิน

ผมขอชื่นชม กระทรวงการคลัง ที่ออก พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 มีผลวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม เพื่อควบคุม “สินทรัพย์ดิจิทัล” ที่อยู่ในรูปของ “คริปโทเคอร์เรนซี” (เงินดิจิทัล) และ “โทเคนดิจิทัล” (เหรียญดิจิทัล) ป้องกัน การฟอกเงิน การโกงลูกค้าเชิดเงินหนี เหมือนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดย กระทรวงการคลัง และ ก.ล.ต. ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอธิบายความชัดเจนไปเรียบร้อยแล้ว

ผมเปิดดูราคา เจฟินคอยน์ ที่ซื้อขายในตลาดเงินดิจิทัล ราคาเสนอซื้อ 3.14 บาท ราคาเสนอขาย 3.29 บาท จาก ราคา ICO ที่ 6.60 บาท ขาดทุนไปกว่าครึ่งแล้ว

คุณกุลยา ตันติเตมิท โฆษกกระทรวงการคลัง แถลงว่า การออก พ.ร.ก.ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อกำกับดูแล การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล มิให้มีการ หลอกลวงประชาชน หรือ เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชญากรรม โดยกำหนดให้ สินทรัพย์ดิจิทัล หมายถึง คริปโทเคอร์เรนซี และ โทเคนดิจิทัล และกำหนดให้ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมี 3 ประเภท คือ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และ ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล โดยให้ ก.ล.ต.วางหลักเกณฑ์กำกับดูแลในภาพรวม

ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลก่อนที่ พ.ร.ก.นี้ใช้บังคับ ต้องขออนุญาตภายใน 90 วัน และต้องได้รับอนุญาตจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุมเข้มอีกขั้น

นอกจากนี้ยังแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ให้เก็บภาษี จาก ส่วนแบ่งกำไร หรือ ผลประโยชน์อื่นใด จากการ ถือครองโทเคนดิจิทัล และ ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนคริปโทเคอร์เรนซี หรือ โทเคนดิจิทัล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 15 สำหรับบุคคลธรรมดา

คุณรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. แถลงว่า การเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ออกใหม่แก่ประชาชน (ICO) จะทำได้เฉพาะ นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด บริษัทมหาชน จำกัด ที่ได้รับอนุญาต และ ต้องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายโทเคนดิจิทัล และ ร่างหนังสือชี้ชวน (ไม่ใช่กระดาษสีขาว White Paper) ต่อ ก.ล.ต. โดยเสนอขายผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัลมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับ ผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน และ ข้อมูลที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือโทเคนดิจิทัล หรือ ต่อการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนและผู้ลงทุน ข้อนี้เหมือน การเสนอขายหุ้น หรือ ไอพีโอ เป๊ะเลย

ผู้ประสงค์จะ ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องได้รับอนุญาตจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีมาตรฐานตามที่ ก.ล.ต.กำหนด เช่น มีแหล่งเงินทุนเพียงพอ มีความปลอดภัย มีการบริหารความเสี่ยงจากโจรกรรม มีการรู้จักและตรวจสอบข้อเท็จจริงของลูกค้า (KYC) มีมาตรการป้องกันการฟอกเงิน และยังกำหนดให้ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เป็น “สถาบันการเงิน” ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วย

เจอกฎหมายข้อนี้เข้า พ่อค้าเงินดิจิทัล ที่เคยขู่จะย้ายไปต่างประเทศถ้าเก็บภาษี 15% คงไม่ต้องคิดมากแล้วละ ขอให้โชคดีก็แล้วกัน

คุณรพี ยังแถลงเพิ่มเติมอีกว่า หากพบการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในการซื้อขาย จะเอาผิดแบบเดียวกับ การซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การเผยแพร่ข่าว (เพื่อปั่นหุ้น) เปิดเผยข้อความเท็จทำให้สำคัญผิด การใช้ข้อมูลภายใน การซื้อขายตัดหน้าลูกค้า การสร้างราคาให้ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด ฯลฯ ข้อหลังนี้เท่ากับ ปิดตลาดเงินดิจิทัลไปเลย

ผมว่าดีแล้วครับที่ กระทรวงการคลัง ก.ล.ต. คุมเข้มเงินดิจิทัล ในต่างประเทศโกงกันเป็นว่าเล่น ปี 2017 มีการออก ICO ถึง 902 ยี่ห้อ เจ๊งไปถึง 59% เจ๊งก่อนระดมทุน 142 ยี่ห้อ เจ๊งหลังระดมทุน 276 ยี่ห้อ หายไปเฉยๆ 113 ยี่ห้อ อย่าเอามาปวดหัวเลยครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

ผมขอชื่นชม กระทรวงการคลัง ที่ออก พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 มีผลวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม เพื่อควบคุม “สินทรัพย์ดิจิทัล” ที่อยู่ในรูปของ “คริปโทเคอร์เรนซี” 16 พ.ค. 2561 11:03 16 พ.ค. 2561 15:10 ไทยรัฐ