วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบรนด์เนม-ออเจ้า ตบเท้า...เข้าโรงตึ๊ง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์ต้อนรับฤดูกาลเปิดเทอมใหญ่เดือน พ.ค.2561 ว่า ผู้ปกครองทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกเป็นเงินสะพัดสูงถึง 27,500 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของเปิดเทอมใหญ่ปีที่แล้ว อยู่ที่เพียง 27,000 ล้านบาท

รายจ่ายที่ขยับขึ้น แฝงมาทั้งในรูปของ ค่าเทอม ค่าบำรุงการศึกษา ค่ากิจกรรมพิเศษ ค่าบำรุงการศึกษาหลักสูตรพิเศษ เช่น ห้องเรียนแบบอิงลิช โปรแกรม (EP) ห้องเรียนแบบเมป (MEP) ค่ากวดวิชา ค่ารถ ค่าเรียนเสริมทักษะ และ อุปกรณ์การเรียน ที่สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 1.9%

แหล่งที่มาของเงินซึ่งนำมาใช้จ่ายช่วง เปิดเทอม อันดับ 1 มาจาก เงินที่เก็บออม อันดับ 2 ขอยืมจากญาติหรือเพื่อน อันดับ 3 เปียแชร์ อันดับ 4 หันหน้าพึ่ง โรงตึ๊ง หรือ โรงรับจำนำ อันดับ 5 ใช้วิธีหมุนจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด กู้จากสถาบันการเงิน และ กู้จากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ตามลำดับ

แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบาย เรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ โดยให้เงินอุดหนุน 5 รายการ คือ ค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน เครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย และระดับ ปวช. แต่ยังคงมีภาระอื่นให้พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องควักจ่ายอีกเพียบ

โรงตึ๊ง หรือ โรงรับจำนำ ทั้งรัฐและเอกชน ไม่เพียงเป็น “ยาใจหรือขวัญใจคนเงินช็อต” ตลอดกาล โดยเฉพาะเมื่อวันเปิดเทอมมาถึง...ยังทำหน้าที่ดุจ “ไหล่ชั้นเยี่ยม” (ยามไม่มีใครจริงใจให้ซบ) แก่บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) และสตาร์ตอัพ (Startup) ที่ไม่รู้จะบ่ายหน้าไปพึ่งใคร ยามต้องการใช้เงินด่วนมาช่วยแก้ปัญหา

สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด (โรงรับจำนำในเครืออีซี่มันนี่) ซึ่งสวมหมวกอีกใบในฐานะนายกสมาคมโรงรับจำนำไทย บอกว่า

ช่วงเปิดเทอมใหญ่ปีนี้ ก็เป็นเช่นทุกปีที่ผ่านมาคือ ยังคงมีประชาชนนำทรัพย์สินมีค่าต่างๆ เช่น ทองรูปพรรณ เครื่องประดับ ฯลฯ มาเปลี่ยนเป็นเงินสด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมให้แก่บุตรหลาน

แต่มีจุดน่าสังเกตเป็นพิเศษคือ ตั้งแต่ละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ออกอากาศทางทีวีกระทั่งอวสาน มีการนำเอาทรัพย์สินเก่าแก่ และมีค่า ประเภทเครื่องใช้ และเครื่องประดับทองโบราณ ยกตัวอย่าง ทับทรวง ต่างหู สร้อย กำไล เข็มขัด ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในละครเรื่องนี้ นำมาจำนำเพิ่มขึ้นในสัดส่วนสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“สมมติว่า ก่อนหน้าที่จะมีละครเรื่องนี้ เคยมีการนำเอาทรัพย์ประเภทนี้ มาจำนำปกติแค่ 100 ราย แต่ในช่วงที่กระแสบุพเพสันนิวาสฮิต มีผู้นำมาจำนำเพิ่มขึ้นเป็น 250 ราย หรือเพิ่มขึ้นมาราว 150 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่า เป็นอัตราที่ก้าวกระโดดอย่างไม่เคยปรากฏ”

วิเคราะห์ตามเนื้อผ้าเป็นไปได้หรือไม่ เมื่อก่อนคนอาจมองว่าของเหล่านี้ตกยุค นำมาสวมใส่กับแฟชั่นยุคนี้แล้วดูไม่เหมาะ ไม่เข้า ใครมีต่างก็เก็บไว้ดูต่างหน้าพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย

แต่เมื่อกระแสแต่งชุดไทย สวมผ้าถุง นุ่งโจงกระเบนแบบ “ออเจ้า” เป็นที่นิยมไปทั่ว จึงมีผู้นึกขึ้นได้ว่า ตนก็มีของเหล่านี้ ที่ได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ทุกวันนี้จึงมีการนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสดกันอย่างโจ๋งครึ่ม

นายกสมาคมโรงรับจำนำไทยบอกว่า ไม่เพียงยอดการรับจำนำเครื่องทองโบราณตามกระแสละคร “ออเจ้า” พุ่ง ยามที่เครื่องทองโบราณเหล่านี้บางชิ้นกลายเป็น “ทรัพย์หลุดจำนำ” (เกินเวลาให้ส่งดอกเบี้ยต่ออายุตั๋ว) ยังมีผู้มากว้านซื้อของเหล่านี้ไปขาย หรือนำไปใช้ต่อจนเกลี้ยง แถมยังเสนอราคาเพิ่มให้แก่ทางโรงรับจำนำอีก 10%

“ของเด็ดๆเหล่านี้ มีหลุดจำนำครั้งละไม่มากครับ สักราวๆ 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นของเก่าแก่ เจ้าของจึงมักไม่ยอมปล่อยให้หลุด เวลาหลุดจำนำทีจึงมีคนมารุมแย่งซื้อ เช่น ผู้ที่ทำธุรกิจให้เช่าชุดไทย ถ่ายรูปตามโบราณสถาน นำไปใช้เป็นเครื่องประดับให้ลูกค้าเช่าใส่ หรือบางรายก็ซื้อเก็บไว้ เพราะเห็นคุณค่าของความเป็นไทย และฝีมืองานช่างทองไทยในอดีต ทำให้ทุกวัน ทั้งมีคนเอามาจำนำ และรอเป็นของปล่อยหลุดจำนวนมาก”

นอกจากข้าวของประเภทออเจ้า พาเหรดเข้า-ออกจากโรงรับจำนำกันเป็นว่าเล่น สิทธิวิชญ์ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า บรรดาเครื่องใช้ แบรนด์เนม ยี่ห้อดัง

อย่างเช่น กระเป๋าหรูราคาแพงใบละเป็นแสนบาท ยี่ห้อ HERMES และ Louis Vuitton ยังต่างดาหน้าไปตึ๊งเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด ที่อีซี่มันนี่ กันถึงขนาดต้องมีการขยายห้องเก็บรักษาเพิ่ม!!!

เขาบอกว่า โดยมากทรัพย์จำนำประเภทของแบรนด์เนม มักได้จากกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งมักจะเป็นธุรกิจด้าน การผลิต หรือ บริการ ที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 200 ล้านบาท หรือถ้าเป็นธุรกิจ ค้าปลีก จะมีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 60 ล้านบาท เช่น ธุรกิจร้านกาแฟ รับจ้างถมดิน ร้านเช่าชุดออกงาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้มาจากบรรดากลุ่มลูกค้า ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ สตาร์ตอัพ (Startup) ซึ่งก็คือ เอสเอ็มอีรูปแบบหนึ่ง แต่เน้นตรงที่เป็นธุรกิจซึ่งขายไอเดียดีๆ และเติบโตได้แบบก้าวกระโดด

“ลูกค้าทั้ง 2 กลุ่ม นอกจากนิยมนำกระเป๋าหรูราคาแพง เพชรน้ำงาม ที่มีใบรับรองจากสถาบันดังระดับโลก อย่าง GIA และนาฬิกาหรู อย่าง ROLEX และ Patek Philippe มาจำนำ ในช่วงที่ทำธุรกิจแล้วเงินขาดมือ หมุนไม่ทัน หรือเห็นว่าตัวเองมีช่องทางที่สามารถนำเงินไปลงทุนทำกำไรได้มากกว่า อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้โรงจำนำ 1.25 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน”

ในบทบาทของนายกสมาคมโรงรับจำนำไทย สิทธิวิชญ์บอกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขาจึงมีเรื่องอยากฝากเรียนไปถึงรัฐบาลชุดนี้ ให้ช่วยเร่งพิจารณา 2 เรื่อง

เรื่องแรกคือ การเพิ่ม หรือ ขยายวงเงินรับจำนำต่อตั๋ว ซึ่งปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ถูกใช้มาตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว ได้จำกัดเพดานสูงสุดต่อการรับจำนำ 1 ตั๋ว ไว้ที่วงเงินไม่เกิน หนึ่งแสนบาท แต่ในสภาพความเป็นจริง ปัจจุบันมีลูกค้าโรงจำนำจำนวนมากที่ต้องการใช้เงินเพื่อไปเริ่มทำธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก และไม่สามารถขอกู้จากธนาคารพาณิชย์ได้ ถูกจำกัดหนทางจากเงื่อนไขนี้

“เรื่องนี้ทางสมาคมได้ทำการศึกษาแล้วว่า ถ้ามีการแก้ไขให้เพิ่มเพดานรับจำนำต่อตั๋วได้เกินกว่า 2 ล้านบาท จะมีลูกค้าซึ่งเป็นทั้งผู้ประกอบการ SMEs และ Startup มาใช้บริการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20 รายต่อโรงรับจำนำ ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศมีโรงรับจำนำอยู่ 700 กว่าแห่ง นั่นหมายความว่า โรงรับจำนำจะเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ประมาณ 15,760 ราย”

“เรายังสำรวจลงลึกต่อไปอีกว่า แต่ละรายมักมีความต้องการใช้เงินเฉลี่ยที่รายละ 1 ล้านบาทเศษ นั่นหมายถึง ถ้าเรื่องนี้ได้รับการแก้ไขจะทำให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากผู้ประกอบการข้างต้น เพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท และมีประมาณการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 157,000 คน”

อีกเรื่องซึ่งเขาอยากฝากไปถึงรัฐบาลก็คือ ให้ช่วยแก้ไขกฎระเบียบใหม่ กรณี การชำระดอกเบี้ย ผ่อน และ เพิ่มดอกเบี้ย ซึ่งตามกฎหมายปัจจุบันกำหนดว่า ผู้จำนำยังคงต้องไปดำเนินการด้วยตัวเอง หรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นไปกระทำแทน ณ โรงรับจำนำ

นายกสมาคมโรงรับจำนำฯให้เหตุผลว่า ปัจจุบันมีผู้จำนำที่ต้องการ ชำระดอกเบี้ย ผ่อนเพิ่ม หรือ ไถ่ถอน เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นกว่าราย ต่อโรงรับจำนำ

“ทุกวันนี้มีหลายวิธีที่สามารถชำระหนี้สินได้อย่างสะดวกและทันสมัย เช่น โอนเงินผ่านธนาคารด้วยระบบพร้อมเพย์ หรือโอนชำระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งนอกจากจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้จำนำในเรื่องการขาดส่งดอกเบี้ยแล้วยังช่วยให้ประหยัดทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แถมยังเป็นการสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลด้วย”.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์ต้อนรับฤดูกาลเปิดเทอมใหญ่เดือน พ.ค.2561 ว่า ผู้ปกครองทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกเป็นเงินสะพัดสูงถึง 27,500 ล้านบาท... 15 พ.ค. 2561 10:37 ไทยรัฐ