วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล้วงเล่ห์ขายครีม EP.3 สะดวก รวดเร็ว ทันยุค 4.0 ปลดล็อกตั๋ว อย.วันละ 300 รายการ

หลังจากที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ นำเสนอประสบการณ์จากเหยื่อเครื่องสำอางยี่ห้อดัง จนนำมาสู่การเจาะกระบวนการสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง 1 ยี่ห้อ ด้วยวิธีง่ายแสนง่าย แค่มีทุนไปแล้วนั้น

มาคราวของสกู๊ปซีรีส์ ล้วงเล่ห์ขายครีม EP.3 ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้กำกับดูแลและมีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งหากอยู่ในวงการเครื่องสำอางที่ต้องเกี่ยวข้องกับ อย.จะทราบดีว่า ปัจจุบันการจดแจ้งเลข อย.ง่ายแค่ปลายนิ้ว ผ่านระบบ E-Submission โดยสนองนโยบาย E-Government 4.0 เพื่อหวังช่วยภาคเอสเอ็มอี แต่หารู้ไม่ว่า กลับกลายทำให้มีเครื่องสำอางผิดกฎหมายเกลื่อนเมือง...

ย้อนปฐมเหตุ เครื่องสำอางว่อนตลาด สนอง E-Government 4.0

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากยังจำกันได้การจะขอจดแจ้งเลข อย.บนผลิตภัณฑ์สุขภาพ มักจะประสบปัญหาความล่าช้า ใช้ระยะเวลานาน มีขั้นตอนมาก หรือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ถึงขนาดที่ว่ากลุ่ม SME ร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐให้ปรับปรุงระเบียบ วิธีปฏิบัติงานให้มีความสะดวกมากขึ้น

และทางภาครัฐเองก็ตอบสนองโจทย์ใหญ่นี้ วางนโยบายช่วยเหลือกลุ่ม SME ให้มีความสะดวกมากขึ้น โดยมุ่งหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบาย E-Government 4.0 ด้วยการคิดค้นระบบจดแจ้งผ่านทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ไม่จำกัดจำนวน

จากเดิมที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณารายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่คำที่ใช้เป็นชื่อการค้า ชื่อเครื่องสำอาง ประเภท ตลอดจนสารที่ใช้เป็นส่วนผสม ว่ามีความสอดคล้องกัน และไม่ขัดกับกฎหมาย จึงจะออกใบรับแจ้งให้ แต่เมื่อใช้ระบบรับจดแจ้งอัตโนมัติ หากผู้ประกอบการส่งรายละเอียดคำขอจดแจ้งเข้ามาได้ครบถ้วน ระบบจะประมวลผลเช็กรายการสารต้องห้าม และส่งให้เจ้าหน้าที่พิจารณา โดยจะใช้เวลา 3 วันทำการก็จะได้รับคำตอบ

น.ส.สถาพร อารักษ์วทนะ นักวิชาการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสามารถขอ อย.โดยผ่านระบบ E- Submission การขอเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ออนไลน์ จะไม่มีการตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้น ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ได้เลขแล้ว โดยที่แหล่งผลิตทั้งหลาย อย.ไม่ได้ตรวจสอบ จึงทำให้เกิดปัญหา

ทั้งนี้ ระบบ E-Submission การขอเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ออนไลน์ เป็นการสนองนโยบายของผู้บริหารระดับประเทศ เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจเติบโต จึงตั้ง E-Government 4.0 ขึ้นมา โดยให้ทุกหน่วยงานในประเทศไทยจะต้องเข้าระบบ 4.0

สำหรับผลการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเก็บข้อมูลปีงบประมาณ 59 เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค. 58-ก.ย. 59 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และเครือข่ายผู้บริโภคภาคประชาชนทั้งหมด 44 จังหวัด ผลปรากฏว่า...

อันดับ 1 อาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การโฆษณาผิดกฎหมายเกี่ยวกับอาหาร อาหารปลอม อาหารไม่ปลอดภัย
อันดับ 2 ยา
อันดับ 3 เครื่องสำอาง

และได้ทำแบบสอบถามเพื่อพัฒนาการกำกับโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง 16 ม.ค.-24 ก.พ. 61 ในหัวข้อ ‘เหตุผลในการเลือกซื้อทางออนไลน์’ พบว่า...

อันดับ 1 โฆษณาจูงใจ มีพรีเซ็นเตอร์เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เมื่อใช้แล้วอาจจะได้ผลเหมือนอย่างโฆษณา
อันดับ 2 โลโก้ อย.บนตัวผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจว่า หากมี อย.แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ปลอดภัย
อันดับ 3 ความสะดวก
อันดับ 4 อยากลอง

ส่วน ‘ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่สั่งซื้อออนไลน์มากที่สุด’ พบว่า...

อันดับ 1 เครื่องสำอาง
อันดับ 2 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประเภท ลดน้ำหนัก ผิวขาวใส
อันดับ 3 ของกินทั่วไป
อันดับ 4 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประเภท รักษาโรค บำรุงร่างกาย

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเรื่องการเข้าถึงคลังข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพ พบว่า ผู้บริโภคไทยมีความต้องการให้ อย.เปิดให้เข้าถึงคลังข้อมูลมากถึง 98% ซึ่งเมื่อเปิดให้เข้าถึงทุกภาคส่วนจะได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ ตรวจเช็ก ช่วยกันดูแล

7.4 แสนตำรับ! เครื่องสำอางในไทยมากสุดในอาเซียน

สำหรับในส่วนของสำนักคณะกรรมการอาหารและยานั้น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจาก นางนฤภา วงศ์ปิยะรัตนกุล ผู้อำนวยการสำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย อย. ถึงตัวเลขเครื่องสำอางที่ได้รับจดแจ้งในระบบฐานข้อมูลเครื่องสำอาง ที่มีเลข อย.แล้ว โดยตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบันมีประมาณ 740,000 ตำรับ ถือว่ามากที่สุดในประเทศอาเซียน เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องสำอาง โดยปีที่จดแจ้งเยอะ คือ ปี 59-60 ที่เปิดระบบใหม่ให้พิจารณาได้รวดเร็วมากขึ้น

ก.ม.ใหม่ ผลิต นำเข้า ต้องแจ้ง อย.ก่อน แต่ไม่ต้องตรวจผลิตภัณฑ์

นางนฤภา เผยว่า กฎหมายฉบับเดิม กำหนดว่าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ จะต้องขึ้นทะเบียนและตรวจสถานที่ผลิต สถานที่นำเข้าก่อน ส่วนเครื่องสำอางอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ คือ เครื่องสำอางควบคุม และเครื่องสำอางทั่วไป ไม่ได้กำหนดต้องไปตรวจสถานที่ก่อน แต่ต้องมาแจ้งรายละเอียดกับทาง อย.

ส่วนกฎหมายใหม่ การผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางจะต้องจดแจ้งรายละเอียดข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่อภาครัฐก่อน และบังคับให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดในเรื่องของสถานที่ ซึ่งหลักเกณฑ์ตรงนี้อยู่ระหว่างให้รัฐมนตรีลงนาม จะให้เป็นสัดส่วน เข้าตามเกณฑ์ มาตรฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ (GMP)

“เมืองไทยทำข้อตกลงกับอาเซียนตั้งแต่ปี 2546 จากเดิมเครื่องสำอางที่แยกเป็น 3 ประเภท เปลี่ยนเป็นเครื่องสำอางหมวดเดียว คือ เครื่องสำอางจดแจ้ง โดยพัฒนาระบบจดแจ้งมาตั้งแต่ปี 51 ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้า เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ จนเป็นระบบ E-Summission โดยไม่จำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์มาให้ อย.ตรวจสอบ ยกเว้นแต่ว่า เข้าข่ายสงสัยว่าอยู่กึ่งๆ เครื่องสำอาง หรือว่าเป็นยา หรือเป็นเครื่องมือแพทย์ เจ้าหน้าที่จะร้องขอให้แนบภาพถ่ายหรือส่งมอบตัวอย่างมาประกอบพิจารณา” ผอ.สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย อธิบาย

รวดเร็ว ค่าธรรมเนียมถูก เปิดหลักเกณฑ์พิจารณาใบอนุญาต อย.

ผอ.สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กล่าวต่อว่า เดิมทีผู้ประกอบการจะต้องจัดเตรียมเอกสาร และเดินทางมาที่ อย.เพื่อยื่นคำขอ ซึ่งมีคิวแน่นมากจนไม่ได้รับความสะดวก และระบบเก่าไม่สามารถเช็กรายการสารต้องห้ามได้ พิจารณาชื่อที่ห้ามใช้ไม่ได้ ทาง อย.จึงหาช่องทางเพิ่มให้โดยไม่ต้องเข้ามาที่ อย.แล้ว ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะยื่นคำขอผ่านอินเทอร์เน็ตได้ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุด และระบบสามารถกรองสารต้องห้ามได้ โดยสามารถตรวจสอบ ชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง พ.ศ.2559 ได้

โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้

- การแสดงชื่อการค้า และชื่อเครื่องสำอางจะต้องตรงกันทั้งในแบบแจ้ง รายละเอียดในเอกสารสูตร และเป็นข้อความที่ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องสำอาง เช่น คอลลาเจนครีม แต่ในสูตรไม่มีคอลลาเจน หรือ ครีมกันแดด แต่ในสูตรไม่มีสารป้องกันแสงแดด ถือว่าเป็นการใช้คำที่ทำให้เข้าใจผิด

- สูตรจะต้องประกอบด้วยสารที่เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับรายการสารด้านเครื่องสำอาง

- รายละเอียดทั้งหมดที่แจ้งจะต้องถูกต้อง ครบถ้วนและเป็นไปตามคู่มือการพิจารณาการจดแจ้งเครื่องสำอาง และตรงตามความจริง เป็นข้อมูลปัจจุบันและมีความสอดคล้องกัน

- การใช้ชื่อ ลักษณะของเครื่องสำอาง รวมทั้งสารที่เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางจะต้องเป็นไปตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข

- วิธีใช้ เช่น ใช้ทาเช้าเย็น ก่อนหลังล้างหน้า ลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น เป็นครีมบรรจุอยู่ในกระปุกพลาสติก และสารที่ใช้เป็นส่วนผสม รูปแบบเป็นพาเลต คือ มีหลายชิ้นใน กระปุกเดียวกัน

อ่านคู่มือการใช้งาน E-Submission คลิก!

หากสอดคล้องกับกฎหมายเจ้าหน้าที่จะออกใบรับแจ้งให้ โดยที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่ผลิตหรือนำเข้าให้ตรงตามที่จดแจ้งไว้ จัดทำฉลากภาษาไทยที่มีข้อความบังคับครบถ้วน และข้อความอื่นๆ สามารถแสดงได้ แต่ต้องเป็นความจริง มีเอกสารหลักฐานอื่นๆ พร้อมพิสูจน์ โฆษณาก็เช่นเดียวกัน สามารถใช้ข้อความบรรยายสรรพคุณของเครื่องสำอางได้แต่ต้องมีเอกสารหลักฐานพร้อมพิสูจน์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะต้องทำให้ตรงตามที่แจ้ง อย.ไว้

สำหรับค่าธรรมเนียมคำขอจดแจ้ง ฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบรับจดแจ้ง ฉบับละ 900 บาท โดยใบรับจดแจ้งมีอายุ 3 ปี โดยผู้ประกอบการสามารถชำระค่าธรรมเนียมผ่านช่องทางต่างๆ เช่น แอปพลิเคชัน หรือที่ธนาคาร จากนั้น ใบรับแจ้งจะปรากฏเลขที่ อย.ขึ้นมา โดยสามารถพิมพ์เองและนำไปใช้ได้ทันที

E-Submission ปลดล็อกเครื่องสำอางวันละ 300 รายการ

นางนฤภา เผยว่า นแต่ละวันจะมีผู้ประกอบการทั่วประเทศคีย์คำขอเข้ามาประมาณวันละ 500-600 คำขอ โดยที่เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันทำการ ซึ่งจะมีคำตอบกลับไปยังผู้ประกอบการว่าอนุมัติหรือไม่อนุมัติ อย่างไรก็ตาม จะมีเครื่องสำอางผ่านการจดแจ้งได้เลขที่ อย. วันละ 300-400 รายการ หรือราว 80% จากจำนวนคำขอในแต่ละวัน

ทั้งนี้ ระบบจะรันอัตโนมัติ หากผ่านจะเข้าสู่สเตปของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูว่าตรงตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งชื่อเครื่องสำอางโอ้อวดเกินจริงหรือไม่ หรือสารห้ามใช้ต่างๆ ด้วย 

ส่วนหากผู้ประกอบการบางรายใช้ช่องโหว่ของระบบ E-Submission โดยการไม่กรอกข้อมูลสารต้องห้ามลงในระบบ ต่อมา ผ่านการจดแจ้ง แต่ อย.ยังมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเลขรับแจ้ง เพื่อส่งให้ฝ่ายกับดูแลหลังออกสู่ตลาดไปตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบปรากฏว่าผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องสำอาง 2558 จะถูกระงับเลข อย.และมีโทษทั้งจำทั้งปรับ

สุ่มตรวจโรงงาน ปีละ 1,000 แห่ง จากจำนวนผู้ผลิต 10,000 กว่าราย

นางนฤภา กล่าวต่อว่า ข้อมูลล่าสุดในประเทศไทยมีจำนวนผู้ผลิตเครื่องสำอางประมาณ 10,000 กว่าราย ผู้นำเข้า 3,000 กว่าราย ตรวจโรงงานแต่ละปี 1,000 กว่าโรงงาน และสถานประกอบการที่ได้รับรองมาตรฐาน GMP เครื่องสำอางอีก 183 โรง ไม่รวมของต่างจังหวัดที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบ

ทั้งนี้ หลังจากผลิตภัณฑ์นั้นๆ ผ่านการจดแจ้งจาก อย.แล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแลหลังออกสู่ตลาด โดยจะสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์กลุ่มเสี่ยงที่ใช้กับผิวกาย ผิวหน้า เส้นผมประเภทไม่ต้องล้างออก โดยจะเช็กข้อมูลว่า มีการหลุดจดแจ้งหรือไม่ จากการสุ่มคีย์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องล้างออก ลิปออน เส้นผม หรือชื่อเครื่องสำอางที่มีความล่อแหลมและหลุดไป หรือมีคนร้องเรียนมาว่า สถานที่นี้ไม่มีตัวตน โอ้อวดสรรพคุณ หรือใช้แล้วมีอาการแพ้ เจ้าหน้าที่จะเช็กข้อมูลและไปสุ่มตรวจสอบ

“ปีที่ผ่านมา เราสุ่มตรวจโรงงานไป 1,000 กว่าแห่ง และส่วนของปีนี้กำลังตรวจสอบเป็นระยะๆ โดยมีทั้งตรวจสถานประกอบการ เก็บตัวอย่างตรวจสอบ ซึ่งหากเป็นโรงงานดั้งเดิมได้ GMP ไม่เป็นปัญหาเท่าไร เพราะว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอยู่เรื่อยๆ ยกเว้นแต่ว่าเป็นรายใหม่ หรือกลุ่มบุคคลธรรมดา บางรายขอจด 5-10 รายการ ต่อมาขยายตัวมากขึ้น จึงเป็นข้อสังเกตว่า บุคคลธรรมดาทำไมจดแจ้งหลายโปรดักส์ เป็นสิ่งที่ต้องจับตา น่าสงสัย และจะเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งมีหลักเกณฑ์อีกหลายอย่างไม่ตายตัว” ผอ.สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย อธิบายถึงการสุ่มตรวจโรงงาน

แนะ ผู้ประกอบการ ยื่นจดเลข อย. ด้วยตัวเอง รวดเร็ว ราคาถูก

นอกจากนี้ นางนฤภา ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีนายหน้าที่มารับยื่นขอจดแจ้งเลข อย.จำนวนมาก ซึ่งการที่ผู้ประกอบการจะจ้างนายหน้าเป็นเรื่องของความพึงพอใจที่ยอมเสียค่าดำเนินการในราคาแพง และทำให้กระบวนการยาวขึ้น ซึ่งขอแนะนำว่า ให้ผู้ประกอบการมายื่นขอจดแจ้งเองจะดีกว่า ค่าใช้จ่ายไม่แพง เพียงแค่ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งการจดแจ้งเองใช้เวลา 3 วันทำการ ไม่ได้ช้าไปกว่าจ้างบริษัทนายหน้าเลย

สำหรับผู้ที่สงสัยในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสามารถตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ได้ทางโทรศัพท์ 1556 หรือศูนย์ร้องเรียน และสามารถเช็กข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ อย.

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชงเลิกจดแจ้งออนไลน์ ลดปัญหาเครื่องสำอางผิดกฎหมาย

ล่าสุด หลังเกิดกรณี “เมจิกสกิน” มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ได้ออกมาเสนอแนะ อย. ถึงวิธีการลดปัญหาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางผิดกฎหมาย นั่นก็คือ การยกเลิกจดแจ้งขออนุญาตผลิตเครื่องสำอางออนไลน์ (e-Submission) และควรไปจดแจ้งโดยตรงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันว่าใครเป็นผู้ผลิตและสถานที่ผลิตเป็นไปตามที่ระบุหรือไม่

ขณะที่ น.ส.สถาพร อารักษ์วทนะ นักวิชาการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังฝากข้อเสนอเพิ่มเติมด้วยว่า หน่วยงานภาครัฐควรประสานความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็น อย.ที่มีอำนาจวินิจฉัย กำกับดูแลกฎหมาย ส่งไม้ต่อให้ตำรวจตรวจจับ หากเข้าข่ายโฆษณาหลอกลวงสามารถส่งให้ กระทรวงดิจิตอล ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 (1) และยังหากเข้าข่ายขายของออนไลน์ผิดกฎหมาย สคบ.ควรเข้ามาช่วยคุ้มครองผู้บริโภคด้วย ในเรื่องของสรรพากรเองก็ควรที่จะออกมาตรการจัดการเรื่องภาษี เพราะธุรกิจนี้รายได้สูง และนำเงินตรงนี้มาบริหารประเทศหรือมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ไม่ใช่แค่การสนับสนุนเอสเอ็มอี
จนลืมคำนึงถึงชีวิตความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ต่อมาในด้านของการโฆษณา ชักชวนคนมาทำธุรกิจ พบเห็นอยู่ตามหน้าเฟซบุ๊กบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณว่า ครีมยี่ห้อนี้ใช้แล้วดี หน้าขาว ใส อยากชักชวนคนมาร่วมลงทุน สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายๆ เพียงแค่สมัครสมาชิก เป็นตัวแทนจำหน่าย การันตีรายได้ อายุน้อยมีเงินหลักแสน ดูเหมือนว่า จะไม่ได้เป็นแค่การขายครีมธรรมดา แต่แอบแฝงมาในรูปแบบ “แชร์ลูกโซ่”

อึ้ง! สถิติ ‘เยาวชน’ ร้องโดนหลอกลงทุนธุรกิจครีมมากที่สุด

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจาก นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เผยว่า แชร์ลูกโซ่มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ไม่มีสินค้าเข้ามาเกี่ยว และแบบที่มีสินค้า เช่น แชร์ข้าวสาร แชร์ตุ๊กแก แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์มันญี่ปุ่น หรือแม้แต่แชร์ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย ทุกอย่างสามารถนำมาเป็นแชร์ลูกโซ่ได้ทั้งหมด โดยขึ้นอยู่กับวิธีการ และกระบวนการในการชักชวนคนเข้ามาร่วมลงทุน

ทั้งนี้ “ครีม” หรือ “เครื่องสำอาง” ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือก โดยมีการร้องเรียนเรื่องการขายครีมตั้งแต่เปิดสมาพันธ์ฯ มา 1,000 กว่าเคส ซึ่งที่น่าตกใจก็คือ ส่วนใหญ่ผู้ร้องทุกข์จะเป็นกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เล่นโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน และเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่าย ทุกคนมักคิดว่า ตัวเองจะได้เป็นเจ้าของธุรกิจ จึงเข้ามาอยู่ในวงจรนี้ ซึ่งไม่รู้ว่า นั่นคือ “การหลอกลวง”

และเชื่อหรือไม่ว่า อนาคตจะมีจำนวนผู้ร้องเรียนเพิ่มสูงขึ้นอีก เพราะในวันนี้ได้เห็นแล้วว่า ทุกคนสามารถก๊อบปี้โมเดลการชักชวนคนมาร่วมลงทุน การเปิดโมเดลสินค้า การรับตัวแทนจำหน่าย เพียงแค่มีสมาชิกในไลน์กลุ่ม 500 คน พูดเรื่องเดียวกัน 100 คน ก็ทำให้อีก 400 คนถูกลวงหลอกได้

แชร์หน้าขาว ทำง่าย ต้นทุนถูก! หน้าฉากแก๊งต้มตุ๋น

ถามว่าทำไมปัจจุบันธุรกิจครีมหรือเครื่องสำอาง จึงเข้ามาอยู่ในวงจรแชร์ลูกโซ่ได้ นายสามารถ อธิบายว่า ครีมเป็นสินค้าที่ทำง่าย เป็นห้องแถวก็กวนครีมได้ ทั้งครีมหน้าขาว หน้าเด้ง ครีมอกฟูรูฟิต ครีมนมชมพู มีแค่ห้องแถวห้องเดียวก็ทำได้แล้ว แต่หากไปทำสินค้าอย่างอื่นต้องใช้เครื่องจักรมากมาย

ที่สำคัญก็คือ เลข อย.สามารถสวมได้ และหากเป็นสินค้าประเภทเครื่องสำอาง ขั้นตอนการขอจดแจ้งเลข อย.สามารถทำได้ง่ายมาก โดยที่ไม่ต้องตรวจสอบผลิตภัณฑ์หรือตรวจโรงงาน เพียงแค่มีสูตรมาแล้วกรอกข้อมูลผ่านทางออนไลน์ก็ได้เลข อย.แล้ว ขณะที่ กระบวนการตรวจสอบภายหลังจากที่ครีมออกสู่ตลาดก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ทำให้มิจฉาชีพเห็นช่องทางตรงนี้ในการหลอกลวงประชาชน

“ผมยกตัวอย่าง ครีม ต้นทุนจากโรงงานผลิตราคา 29 บาท แต่เอามาขาย 290 บาท แล้วถ้าเกิดราคา 29 บาท ชาวบ้านจะซื้อหรือไม่ ดังนั้น โรงงานต้นทุนต้องไม่ถึง 29 บาท เพราะโรงงานต้องมีกำไร ผมถามหน่อยว่า ของ 10 บาทมาขาย 300-400 บาท แล้วใช้วิธีการให้ประชาชนเป็นพันๆ คน พูดเรื่องเดียวกัน มันยุติธรรมกับประชาชนคนอื่นหรือไม่” ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ตั้งคำถาม

แยกให้ออก ‘อาชญากร’ หรือ ‘เหยื่อ’ ธุรกิจคนอยากรวย?

นายสามารถ ยังกล่าวต่ออีกว่า อยากให้ทุกคนแยกให้ออกว่า คนไหน “อาชญากร” และคนไหน “เหยื่อ” เพราะบางคนตั้งใจมาโกง ส่วนบางคนเห็นว่าคนนี้ทำได้ก็มาลงทุนทำด้วย เพียงแค่พูดว่า ‘วันนี้เงินเข้าแล้ว’ เพราะทุกคนอยากได้เงิน แต่หากเขารู้ว่าเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชน ส่วนใหญ่คงไม่มีใครอยากจะเข้าไปอยู่วงจรนี้ แต่บางคนก็เสพติดความรวยโดยไม่ต้องทำงานก็มี

“ผมมองว่า คนที่เป็นอาชญากรโดยอาชีพ เพิ่มโทษ ส่วนคนที่หลงผิดเข้าไปอยู่ในกระบวนการนี้ จะต้องเข้าไปเยียวยา แต่ถ้าไปตราหน้าทั้งกลุ่มนี้ ว่า โลภ เห็นแก่ตัว หวังรวย ทั้งที่จริงแล้วเขาเป็นเหยื่อ เขาไม่รู้ ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม พอเกิดปัญหาลักษณะนี้ เขาก็เลือกระหว่างฆ่าตัวตายกับหลอกคนอื่นต่อ"

วันนี้ที่ประเทศไทยมีกฎหมายมากมาย ทั้งการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จและอื่นๆ แต่ผมก็ยังไม่เห็นว่า มีใครบังคับใช้เลย นอกเสียจากรอให้ผู้เสียหายถูกหลอกก่อน กระบวนการรัฐถึงจะเข้าไปดูแล” ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ทิ้งท้ายถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์​ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ล้วงเล่ห์ขายครีม EP.1 ขายฝันเป็นหนี้ ฝีผุด คนใช้ผวามะเร็ง ถามหาดารารีวิว

ล้วงเล่ห์ขายครีม EP.2 บริการครบจบที่เดียว รวย หรือซวย หนึ่งโรงงาน หมื่นยี่ห้อ

ล้วงเล่ห์ขายครีม EP.4 กวนครีมใส่สารอันตราย จ่ายตังค์บริษัทเก๋า การันตี 3 วันได้เลข อย.

ปัจจุบันจดแจ้งเลข อย.ง่ายแค่ปลายนิ้ว ผ่านระบบ E-Submission สนองนโยบาย E-Goverment 4.0 เพื่อหวังช่วยภาคเอสเอ็มอี แต่หารู้ไม่ว่า กลับกลายทำให้มีเครื่องสำอางผิดกฎหมายเกลื่อนเมือง... 8 พ.ค. 2561 17:29 12 พ.ค. 2561 18:37 ไทยรัฐ