วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กินอย่างไรให้ห่างไกล “โรคไต”

กินอย่างไรให้ห่างไกล “โรคไต”

  • Share:

“โรคไต” เป็นโรคหนึ่งที่คนไทยเป็นกันมาก ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดพบว่ามีจำนวนคนไข้โรคไตมากถึง 8 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณปีละ 10,000 คน และมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคไตประมาณ 13,000 รายต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก ซึ่งสาเหตุหลักของการเป็นโรคไตนั้นมาจากการเป็นโรคเบาหวานร้อยละ 49 และโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 81 ซึ่งปัญหาของทั้งสองโรคนี้ล้วนมาจากการกินอาหารรสหวาน รสเค็ม และอาหารมัน หากเราสามารถหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ช่วยลดโอกาสที่จะเป็นโรคดังกล่าว รวมถึงโรคไตได้ด้วย

อาหารรสหวาน

การกินอาหารที่มีรสหวานสะสมในปริมาณมากๆ จะส่งผลให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคไตในที่สุด

อาหารหวานได้แก่ กลุ่มของขนม โดนัท เบเกอรี่ น้ำอัดลม เครื่องดื่มทุกชนิดที่มีรสหวาน ไอศกรีมต่างๆ เพราะเป็นกลุ่มอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น น้ำอัดลม 1 ขวด มีปริมาณน้ำตาลมากถึง 8 ช้อนชา ชาเขียว 1 ขวด มีน้ำตาลประมาณ 13 ช้อนชา เป็นต้น ซึ่งใน 1 วัน เราควรกินน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา

คำแนะนำ

- ไม่กินเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม อาทิ น้ำอัดลม ชาเขียว น้ำหวานต่างๆ
- งดปรุงอาหารด้วยน้ำตาล
- ลดการกินน้ำซุปต่างๆ เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่
- งดกินขนมหวาน อาหารหวานต่างๆ

อาหารมันและทอด

อาหารมันๆ อาหารทอด รวมถึงเบเกอรี่ต่างๆ เป็นอาหารที่มีไขมันและให้พลังงานสูง หากได้รับในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย จะทำให้เกิดการสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด โรคไต เป็นต้น

คำแนะนำ

- ร่างกายควรได้รับปริมาณไขมันร้อยละ 25-30 ต่อวัน
- หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ติดหนัง ติดมันทุกชนิด
- งดกินเนื้อสัตว์แปรรูป เพราะโดยส่วนใหญ่จะมีปริมาณของไขมันสูง
- หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยการทอด แล้วเปลี่ยนมาเป็นการต้ม นึ่ง และย่างแทน

อาหารรสเค็ม

การกินอาหารที่มีรสเค็มมากๆ ส่งผลให้ปริมาณโซเดียมในร่างกายสูงเกินไป จะทำให้ความดันโลหิตสูง ไตทำงานหนักและนำไปสู่การเป็นโรคไต ซึ่งคนเราควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นปริมาณเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4-5 ช้อนชา แต่ในความเป็นจริง คนไทยบริโภคโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ในอนาคตได้ รวมถึงอาหารที่มีส่วนผสมของผงฟู เช่น เบเกอรี่ ซาลาเปา จะมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูงด้วย

คำแนะนำ

- หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยเกลือ ควรเลือกใช้น้ำปลา ซีอิ๊วแทน เพราะมีปริมาณโซเดียมน้อยกว่าในปริมาณที่เท่ากัน
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารแปรรูปทุกชนิด อาทิ ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว เนื้อแดดเดียว อาหารหมักดอง เพราะเป็นกลุ่มอาหารที่มีโซเดียมสูง
- เวลาไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการกินน้ำซุปต่างๆ เพราะเป็นแหล่งโซเดียม
- งดการปรุงรสด้วยน้ำปลาหรือซีอิ๊วขาวเพิ่ม เพราะจะเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมมากขึ้นไปอีก

กินอย่างไรให้เพียงพอกับชีวิตประจำวัน

อาหาร 1 จาน จะต้องประกอบไปด้วยผักต่างๆ ครึ่งหนึ่งของจาน จะเป็นผักอะไรก็ได้ การกินผัก ร่างกายจะได้รับวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาล และชะลอการดูดซึมไขมัน

ส่วนต่อมา 1 ใน 4 ของจาน จะเป็นส่วนของคาร์โบไฮเดรต เลือกกินเป็นข้าวที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนมปังโฮลวีท ธัญพืชต่างๆ เนื่องจากมีกากใยอาหารสูง

1 ใน 4 ส่วนสุดท้าย เป็นส่วนของโปรตีน เลือกกินโปรตีนไขมันต่ำ นั่นคือเนื้อสัตว์ไม่ติดหนังติดมัน เช่น ปลา ไก่ เนื้อหมูส่วนของสันใน และหลีกเลี่ยงการปรุงด้วยการทอด หากใครที่กินมังสวิรัติ สามารถเลือกกินถั่วเหลือง เต้าหู้แทนเนื้อสัตว์

เมื่ออิ่มจากอาหารคาว สามารถกินผลไม้ประมาณ 6-8 ชิ้นพอดีคำ หรือส้ม 1 ลูก แอปเปิ้ล 1 ลูก และไม่ควรจิ้มพริกเกลือ บ๊วย กะปิหวาน น้ำปลาหวาน เพื่อลดปริมาณน้ำตาลและโซเดียม

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าอาหารรสหวาน อาหารมัน และอาหารรสเค็ม หากได้รับในปริมาณมากเกินที่ร่างกายต้องการ ก็จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น “โรคไต” ได้ แต่หากคุณสามารถคุมอาหารทั้งหวาน มัน เค็มได้ ก็จะทำให้มีสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากโรคไต

รักไต ดูแลไต ก่อน “โรคไต” มาเยือน (ตอน 1)

รักไต ดูแลไต ก่อน “โรคไต” มาเยือน (ตอน 2)

------------------------------------------------------------

แหล่งข้อมูล

มุจลินทร์ พงษ์ประวัติ นักวิชาการโภชนาการ ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้