วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รวบนักธุรกิจอสังหาฯ หลอกขายคอนโดภูเก็ต ตรวจโครงการพบยังไม่ได้สร้าง

รวบนักธุรกิจอสังหาฯ หลอกขายคอนโดภูเก็ต ตรวจโครงการพบยังไม่ได้สร้าง

  • Share:

ตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับภูธรจังหวัดภูเก็ต จับนักธุรกิจอสังหาฯ โฆษณาหลอกขายคอนโด/ห้องชุด ในพื้นที่ภูเก็ต-กระบี่ ค่าความเสียหายนับพันล้านบาท

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 2 พ.ค. ที่ สภ.ป่าตอง ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.พีรยุทธ การะเจดีย์ และ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาในคดี “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” โดยมีผู้เสียหายร่วมให้ข้อมูลด้วย

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 1 พ.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต จับกุมตัว นายสาวิตร เกตุโรจน์ ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” จากกรณีมีกลุ่มผู้เสียหาย ร้องทุกข์กล่าวโทษว่า ถูกผู้ต้องหาหลอกให้ซื้ออาคารชุดของโครงการในเครือ “ดิ เอมเมอรัลด์ฯ” แต่ปรากฏว่า ผู้ต้องหามีเจตนาที่จะไม่ก่อสร้าง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท

โดยผู้ต้องหามีการนำเสนอขายคอนโด/ห้องชุด โดยหลอกลวงให้ผู้เสียหาย วางเงินจองและผ่อนชำระค่างวด เป็นจำนวนเงินรวม 2,857,551 บาท (ตรวจสอบมูลค่าความเสียหายที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องในคดีอื่นเป็นเงิน 127,515,345 บาท) จนกระทั่งถึงวันที่นัดโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา (31 ธ.ค.2558) ปรากฎว่า ผู้เสียหายได้ติดตาม ทวงถาม และตรวจสอบพื้นที่บริเวณก่อสร้างของโครงการ พบว่า ไม่มีการก่อสร้างอาคารหรือห้องชุดใดๆ และทางโครงการไม่ส่งคืนเงินที่ผู้เสียหายได้ชำระไว้ครบตามจำนวน และในปัจจุบัน ยังมีการเสนอขายคอนโด/ห้องชุด ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องทางเว็บไซต์ และโฆษณาขายทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

พนักงานสอบสวนจึงได้ร้องขอศาลออกหมายจับ นายสาวิตร เกตุโรจน์ ในข้อหา “ฉัอโกงประชาชน” ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นความผิดทั้งฐานความผิด “ฉ้อโกงประชาชน, โฆษณาเป็นเท็จหรือเกินความจริง และนำเข้าสู้ระบบคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน   

นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ที่คาดว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องและเข้าข่ายการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายโครงการ 

ซึ่งผู้ต้องหาให้การว่า ทำไปเพราะขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนผู้เสียหาย ซึ่งมีประมาณ 300 กว่าราย ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ขณะนี้ได้ประสานแจ้งให้สถานทูตของแต่ละประเทศประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนของตนเองทราบ และขอให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในโครงการดังกล่าว หรือโครงการอื่นๆ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนในพื้นที่รับผิดชอบทันที เพื่อทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีตลอดจนช่วยเหลือ เยียวยาให้ได้รับความยุติธรรมทางอาญาต่อไป

“สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ การยึดอายัดทรัพย์ และการนำทรัพย์มาตรวจสอบตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตนรับเรื่องมาแค่สามอาทิตย์ ก็ดำเนินการจับกุมทันทีที่พบว่ามีการกระทำผิด ก็เข้าใจหัวอกประชาชน อาจจะเดือดร้อนมานานแล้ว แต่ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เราเพิ่งทราบเรื่อง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราก็ตรวจสอบและจับกุมทันที  

ขณะนี้ตนได้รายงานข้อมูลทั้งหมด ไปยัง ป.ป.ง.แล้ว และได้หารือกับเลขาธิการ ป.ป.ง. แล้ว ในการที่จะตรวจเส้นทางการเงินทั้งหมด ก็ไม่ต้องกังวลเงินจะโอนไปไหน เราสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้วอายัดได้หมด ขณะนี้เราพอทราบประเทศปลายทางที่โอนเงินไปแล้ว ขอให้มั่นใจว่า เราจับตัวผู้ต้องหาแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนเอเย่นต์ เตรียมทยอยมามอบตัวได้ ก่อนที่จะขออนุมัติหมายจับต่อศาล จะได้ไม่ต้องไปตามจับให้เสียเวลา” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้