วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อย.ทลายแหล่งค้าอาหารเสริม ในย่านดอนเมือง

อย.ทลายแหล่งค้าอาหารเสริม ในย่านดอนเมือง

  • Share:

ข่าวรั่วเผ่นกระเจิง มี ตร.คอยเคลียร์

ตร.ร่วมกับ อย.ปูพรมบุกทลายแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ประมาณ 200 ร้านค้า ย่านตลาดใหม่ดอนเมือง พบผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ไม่มี อย. และไม่มีหมายเลขจดแจ้งทะเบียนจำนวนมาก เจ้าของร้านรู้ทันส่วนใหญ่หลบหนี ยึดเก็บเต็ม 5 รถบรรทุกเพื่อตรวจหาสารอันตราย แฉที่ผ่านมารอดพ้นการจับกุม เนื่องจากมีอดีตนายตำรวจเป็นผู้ดูแลเคลียร์ปัญหา ด้าน ส.อ.ท.แท็กทีม อย.จ่อดึงโรงงานผลิตอาหารเสริมเครื่องสำอางเถื่อนกว่าหมื่นแห่งขึ้นบนดินให้ถูกต้อง พร้อมสุ่มตรวจจับสินค้าเถื่อน เตรียมประกาศแจ้งชื่อโรงงาน-สินค้าได้มาตรฐานขึ้นบัญชีไวท์ลิส สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค “รมว.สาธารณสุข” ยัน อย.มีศักยภาพ วอนเห็นใจผลิตภัณฑ์ความงามมีมากกว่าแสนชิ้นจะสุ่มตรวจทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ส่วน อย.ร่วมกับ กสทช. ควบคุมสื่อทุกชนิดสกัดกั้นโฆษณาเกินจริง ขณะที่แพทยสภาตั้งอนุกรรมการสอบ “หมอบอนด์” รีวิวเมจิกสกิน

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีบริษัทเมจิกสกิน จำกัด เจ้าของสินค้าเครื่องสำอางชื่อดังหลายชนิด หลังพบสินค้ามีความผิดใช้เครื่องหมายการค้าอาหารและยา (อย.) ปลอม ติดเครื่องหมายการค้าผิดประเภทและผลิตอาหารเสริมไม่ได้คุณภาพ รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 8 คน นอกจากนี้ยังทยอยเรียกสอบศิลปินดารา-เน็ตไอดอล ชื่อดังอีก 59 คน ที่รับโฆษณาและรีวิวโปรโมตสินค้ามาสอบสวนร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่ พร้อมทั้งขยายผลตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพชนิดต่างๆที่ผิดกฎหมาย

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 พ.ค. พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผบก.ทท.3 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. บก.ปคบ. กก.สส.บช.น. ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมกว่า 410 นาย ตรวจสอบร้านค้าภายในตลาดใหม่ดอนเมือง แขวงและเขต ดอนเมือง กทม. ขายอาหารเสริมมี อย.หรือไม่ เครื่องสำอางมีเลขจดแจ้งหรือไม่ ตลาดแบ่งออกเป็น 26 ล็อก มีประมาณ 200 ร้านค้า พบมีร้านจำนวนมากปิดประตูเหล็กหน้าร้านไม่ขายของบางร้านปิดทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง แต่เจ้าหน้าที่เจรจาเจ้าของร้านยอมเปิดให้ตรวจสอบ

พล.ต.อ.วิระชัยนำหมายศาลเข้าค้นร้าน “มุมเงิน” เลขที่ 199/238 ตลาดแอร์พอร์ตหรือตลาดใหม่ดอนเมือง ไม่พบเจ้าของแต่พบผลิตภัณฑ์เสริมความงามประเภทต่างๆที่ไม่มีสลากเลขจดแจ้ง และสารวัตถุดิบที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และนามบัตรรับจ้างขึ้นทะเบียน อย. จะติดตามเจ้าของร้านมาสอบสวนต่อไป จากนั้นตรวจค้นร้านดีคูณ 2 เลขที่ 199/215-216 พบผลิตภัณฑ์กาแฟและยาประเภทอาหารเสริมลดความอ้วน และร้านไม่มีชื่อ เลขที่ 199/233 พบน้ำหอมไม่มียี่ห้อ ทั้ง 2 ร้านไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงตรวจยึดสินค้าไว้ตรวจสอบทั้งหมด

พล.ต.อ.วิระชัยเผยว่า จากการตรวจค้นร้านดีคูณ 2 พบผลิตภัณฑ์กาแฟและยาลดความอ้วนอยู่ระหว่างการผลิตและไม่มีเครื่องหมาย อย. ยี่ห้อบาชิ ริชู ริด้า สลิมมิ่งคอฟฟี่ กาแฟวิตาชิโน่ ในส่วนนี้ต้องตรวจสอบว่ามีสารไซกลูตามีนหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่าบางส่วนเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไม่มีการจดแจ้ง อาหารเสริมที่ไม่มี อย. ขณะที่ร้านดีคูณ 2 พบว่าผู้ดูแลเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) ด้วย ของกลางตรวจยึดไว้รวมจำนวนมากกว่า 5 คัน รถบรรทุกขนาด 6 ล้อ หลังจากนี้จะนำสินค้าไปเก็บไว้ที่ บก.ปคบ. และนำตัวอย่างไปตรวจพิสูจน์หาสารที่เป็นอันตราย หากพบว่าสินค้าชิ้นใดผิดกฎหมายจะเรียกเจ้าของร้านที่ขายผลิตภัณฑ์นั้นมาแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

รอง ผบ.ตร.เผยอีกว่า ส่วนกรณีผลิตภัณฑ์เมจิก สกิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลีนเบื้องต้นพบว่าแต่ละร้านน่าจะมีการเก็บสินค้าทั้ง 2 ยี่ห้อ ไปก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจไม่พบ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มูลค่าผลิตภัณฑ์ทั้งกาแฟ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ตรวจยึดได้มีมูลค่ารวมหลายล้านบาท แต่ที่มีค่ามากที่สุดก็คือชีวิตของประชาชนต้องปราบปรามและจับกุมทำไปจนกว่าจะครบทุกร้าน

มีรายงานว่า พล.ต.อ.วิระชัยสั่งให้ตั้งกองอำนวยการเฉพาะกิจขึ้นที่ตลาดใหม่ดอนเมือง เพื่อให้แม่ค้านำสินค้ามาแสดงจนกว่าจะตรวจสินค้าครบหมดทุกร้าน มีเจ้าของร้านจำนวนมากนำสินค้ามาให้ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดสินค้าไว้จำนวนมาก หนึ่งในผู้ค้าคือ น.ส.วนิดา โพธิบุญมา อายุ 33 ปี ตัวแทนฝ่ายขาย บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) นำผลิตภัณฑ์ชื่อเคที่ ดอร์ล เป็นผลิตภัณฑ์ลอกสิวเสี้ยน ให้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นสินค้านำเข้าถูกกฎหมาย มีเลขจดแจ้งสินค้า จะเชิญไปให้ปากคำที่ บก.ปคบ.อีกครั้ง หากพบโฆษณาเกินจริงจะถูกดำเนินคดี และจากการสืบสวนพบว่าร้านค้าในตลาดแห่งนี้รอดพ้นการตรวจสอบมาตลอด เนื่องจากมีอดีตนายตำรวจเป็นผู้ดูแล และเคลียร์ปัญหา

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เผยว่า ส.อ.ท.เตรียมร่วมกับ อย. ให้การส่งเสริมโรงงานที่รับผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ยังไม่ได้มาตรฐาน 10,000 แห่งทั่วประเทศ ให้มาผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน อย. โรงงานเหล่านี้เรียกว่าโรงงานใต้ดิน มีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นพวกรายเล็กผลิตสินค้าถูกต้อง แต่ไม่รู้ขั้นตอนการขอ อย. หรือการบริหารจัดการแหล่งผลิตสินค้าต้องดำเนินการอย่างไร หรือกลัวว่าการขอ อย. ขั้นตอนยุ่งยากมีค่าใช้จ่าย ประเภทนี้จะดึงขึ้นมาบนดินได้ไม่ยากเพราะมีความต้องการอยู่แล้ว ส่วนอีกประเภทหนึ่งเป็นกลุ่มที่ตั้งใจผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานใส่สารต้องห้าม เช่น สารไซบูทรามีน เป็นสารตั้งต้นยาบ้าสารปรอท เพื่อให้ผู้บริโภคใช้แล้วเกิดผลลัพธ์เร็วและการปลอมแปลงหมายเลข อย. กลุ่มนี้ต้องเพิ่มโทษจากผลิตอาหารปลอม จำคุก 3-5 ปี เป็นผลิตยาปลอม จำคุกสูงสุดตลอดชีวิตเพื่อให้หลาบจำ

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. จะร่วมกับ อย. และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง จัดทำรายชื่อโรงงานที่ได้มาตรฐาน และผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานแจ้งไว้ในไวท์ลิส เพื่อให้ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการแบรนด์สินค้าที่ต้องการจ้างโรงงานผลิตสินค้า หรือกลุ่มดาราที่รับจ้างรีวิวสินค้าตรวจสอบโรงงานหรือสินค้าว่าได้มาตรฐานจริงหรือไม่ รายชื่อที่ประกาศในไวท์ลิสนี้จะเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการ หรือโรงงานที่ผลิตเสริมอาหาร เครื่องสำอางทุกกลุ่มไม่เฉพาะเจาะจงจะต้องเป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.เท่านั้น จะตรวจสอบตามเงื่อนไขที่กำหนด คาดว่าจะเปิดตัวภายใน 3 เดือนนับจากนี้

นายนาคาญ์กล่าวอีกว่า ส.อ.ท.จะร่วมกับ อย. ส่งทีมลงไปสุ่มตรวจสอบสินค้าว่าเป็นไปตามมาตรฐาน มีการปลอมปนผสมยาต้องห้ามหรือไม่ ทั้งนี้ ในปัจจุบันหลายๆฝ่ายเริ่มตื่นตัวในเรื่องสินค้าเสริมอาหาร และเครื่องสำอางปลอมกันมากขึ้น นอกจากการทำไวท์ลิสแล้ว กลุ่มเสริมอาหาร ส.อ.ท. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จัดทำตราสัญลักษณ์ด้วยเทคโนโลยีดราก้อนโค้ดที่เป็นตราสัญลักษณ์ที่ติดกับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ สามารถให้ผู้บริโภคใช้แอพพลิเคชั่นตรวจสอบได้ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ปลอม หรือผลิตภัณฑ์จริง จะเปิดใช้เชิงพาณิชย์ในเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ ตราสัญลักษณ์นี้จะเป็นสติกเกอร์มีค่าใช้จ่ายประมาณดวงละ 2 บาท ติดสินค้า 1 ชิ้น ค่าใช้จ่ายนี้มาจากการสุ่มซื้อสินค้า และค่าตรวจสอบ ต่อไปหากใช้เผยแพร่มากขึ้นราคาจะลดลง ราคานี้ยังถูกกว่าแบบแถบขูดราคา 4 บาทต่อชิ้น หรือระบบอาร์เอฟไอดี ราคา 8-9 บาทต่อชิ้น

ด้าน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีการตรวจจับผลิตภัณฑ์เมจิก สกินว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจในศักยภาพของ อย. อยากให้ประชาชนเห็นใจ เนื่องจากสินค้าและผลิตภัณฑ์ความงามมีมากกว่าแสนชิ้น การจะสุ่มตรวจทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ แม้แต่สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถตรวจผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด ส่วนที่นายกรัฐมนตรีให้ความห่วงใยในเรื่องอัตรากำลัง เจ้าหน้าที่ในการสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ต้องย้ำว่าเรากำลังดำเนินการปรับระบบ และจัดหาอัตรากำลังเพิ่มเติม ปัจจุบันกลุ่มการตลาดของธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางทำในรูปแบบออนไลน์ ต้นทางการเฝ้าระวังต้องเริ่มจากประชาชน มีสติ อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องรู้จักใช้วิจารณญาณ หากไม่แน่ใจโทร.ถาม อย. ที่สายด่วน 1556 อย่าเชื่อรีวิวดารา นักแสดงคนดังต่างๆ มาโฆษณา หรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ สธ. ประกาศเตือนไปแล้วว่า บุคลากรทางการแพทย์ต้องระวังในการรีวิวสินค้าเหล่านี้

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในวันที่ 3 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 11.00 น. อย.จะแถลงข่าวร่วมกับ กสทช. ถึงเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในสื่อที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. 3 ประเภท คือ ทีวี วิทยุ เคเบิล รวมถึงจะมีประเด็นเรื่องการควบคุมออนไลน์ว่า จะทำอย่างไรในการสกัดกั้นการโฆษณาเกินจริง หลอกลวงผู้บริโภค ทั้งนี้ กรอบการหารือจะระบุถึงถ้อยความที่ใช้ในการโฆษณา เช่น รักษาได้ผล หรือใช้แล้วได้ผล แม้จะไม่พูดอย่างชัดเจน แต่หากก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเห็นผล ก็จะถือว่ามีความผิดด้วย

เลขาธิการ อย.เผยอีกว่า สำหรับกรณีที่ยังมีความไม่มั่นใจในสินค้าตรา อย. และเกิดคำถามว่า เพราะอะไรถึงปล่อยให้มีการโฆษณาเกินจริง ทำไมไม่ควบคุมให้หมดนั้น จริงๆผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพก็มีอยู่จริงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของที่ไม่มีคุณภาพและอันตรายมีน้อย แต่ก็เพราะว่านิสัยคนไทยชอบความรวดเร็วอยากผอมอยากขาว อยากสวยเร็วไปหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แม้ของมีคุณภาพก็ต้องใช้ระยะเวลา และไม่ได้จริงด้วย อีกทั้งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีราคาแพงขอให้ผู้บริโภคใช้วิจารณญาณ และเวลาเสียค่าใช้จ่ายสูงๆต้องคิดด้วย

ที่ รพ.ศิริราช นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณี นพ.ปิยะพงษ์ โหวิไลลักษณ์ หรือหมอบอนด์ รีวิวผลิตภัณฑ์เมจิกสกินว่า เรื่องนี้จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการและตั้งอนุกรรมการสอบจริยธรรมแน่นอน อย่างไรก็ตาม พูดถึงกรณีทั่วไปหากพบว่าแพทย์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แพทยสภาจะตั้งอนุกรรมการสอบจริยธรรมเพื่อพิจารณาว่าการกระทำเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์สามารถเข้ามาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงในชั้นอนุกรรมการได้ ทั้งนี้ การอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดจริยธรรม จรรยาบรรณแพทย์อยู่ที่การพิจารณาของอนุกรรมการจะสอบถามข้อคิดเห็นไปยังราชวิทยาลัยแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพออกมาเยอะ การจะประกาศห้ามหรือประกาศเตือนแพทย์เรื่องการโฆษณา รีวิวต่างๆ จำเป็นต้องรอให้ผลการพิสูจน์สารต่างๆ ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ ออกมาก่อนจะสามารถบอกได้ การประกาศไปก่อนอาจจะทำให้มีผลกระทบ รวมถึงปัจจุบันมีกฎหมายที่ควบคุมเรื่องการโฆษณาที่รุนแรงอยู่แล้ว ถ้าโฆษณาเกินจริงโทษถึงจำคุก

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้