วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“คลัง” เชื่อมข้อมูล “บิ๊กดาต้า” กำหนดนโยบายเศรษฐกิจได้ตรงเป้าหมาย

“คลัง” เชื่อมข้อมูล “บิ๊กดาต้า” กำหนดนโยบายเศรษฐกิจได้ตรงเป้าหมาย

  • Share:

กระทรวงการคลังลงนามร่วมกับ 9 ธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจกลุ่มสาธารณูปการ สร้างจุดเริ่มต้นการเชื่อมโยงข้อมูลบิ๊กดาต้า ของภาครัฐ มาใช้ประกอบการวางนโยบาย เช่น ให้บริการน้ำประปา ไฟฟ้า ในจุดที่ยังไม่ทั่วถึง ใช้พิจารณาปล่อยสินเชื่อ วิเคราะห์สถานะเอสเอ็มอี พร้อมสั่ง สศช.ทำบิ๊กดาต้าเชื่อมข้อมูลกับทุกกระทรวง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลด้านการเงิน-สาธารณูปการ เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนสู่การเป็นบิ๊กดาต้า ของรัฐวิสาหกิจว่า กระทรวงการคลังได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 9 แห่ง และรัฐวิสาหกิจกลุ่มสาธารณูปการ 4 แห่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊ก ดาต้า ของประเทศ อีกทั้งยังเชื่อมโยงและนำข้อมูล มาประกอบการวางนโยบายต่างๆ เช่น การให้บริการน้ำประปา ไฟฟ้า บิ๊กดาต้าทำให้ทราบว่าพื้นที่ใดยังไม่มีการให้บริการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง และได้ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ไปสร้างฐานบิ๊กดาต้า และเป็นแกนกลางสำคัญเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างส่วนราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำคัญให้การวางนโยบายให้เป็นไปได้อย่างตรงจุด

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ดำเนินโครงการเอสเอ็มอี ไฟแนนเชียล อินเทลลิเจนท์ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ออกแบบนโยบายเพื่อตอบโจทย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ตรงจุด เช่น การกำหนดอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีเป้าหมายที่ต้องสนับสนุนได้อย่างชัดเจน และนำฐานข้อมูลบิ๊กดาต้ามาใช้ประโยชน์กับเอสเอ็มอี ผ่านดิจิทัล แพลตฟอร์ม เพื่อให้ประชาชนทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น ขอ สินเชื่อ ผ่อนชำระ ปรับโครงสร้างหนี้ รีไฟแนนซ์ ได้ผ่านทางมือถือ สร้างเครือข่ายเอสเอ็มอีให้ต่อยอดธุรกิจ มีระบบอี-คอมเมิร์ซซื้อ-ขายสินค้าได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“ข้อมูลที่ได้จากดิจิทัล แพลตฟอร์ม สามารถนำไปพัฒนาบริการทางการเงินให้เอสเอ็มอี โดยไม่ต้องพึ่งพิงหลักประกันเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ข้อมูลอื่นๆ เช่น พฤติกรรมของเอสเอ็มอีมาเป็นข้อมูลในการให้สินเชื่อได้อีกด้วย เช่น การใช้น้ำ ใช้ไฟของเอสเอ็มอีว่ามีอัตราเท่าไหร่ สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจว่ามีกิจการจริงๆ”

นายสมคิดกล่าวว่า การมอบให้ สศช.ร่วมทำงานกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสากิจทั้งหมด เพื่อเป็นฐานข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่การรวบรวมข้อมูล แต่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ จัดทำนโยบายด้านเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุดมากขึ้น ทำให้เป็นรากฐานของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับธนาคารพาณิชย์ของรัฐ 9 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และรัฐวิสาหกิจกลุ่มสาธารณูปการ 4 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การใช้บิ๊กดาต้าจะช่วยด้านการออกนโยบายการคลัง เช่น ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทำให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้รายงานข้อมูลต่างๆให้รับทราบทุกเดือน แต่จะมีการประเมินผลดำเนินนโยบายอีกครั้งช่วงสิ้นปี หากผู้มีรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ดีขึ้นก็จะต่อยอดโครงการสวัสดิการแห่งรัฐในระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ต่อไป

“กรณีที่มีผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.5 ล้านคน ไม่เข้าร่วมการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาตนเอง ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ สำหรับรายที่มีอายุมาก หรือเป็นผู้ป่วยติดเตียง ขณะที่บางส่วนไม่อยากพัฒนาตัวเอง ก็จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มตามที่ตกลงกันไว้ กระทรวงการคลังจะไม่มีการบังคับ หรือตัดสิทธิ์กับบุคคลเหล่านี้ ซึ่งยังคงได้รับการช่วยเหลือเท่าเดิม”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้