วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“มะม่วงหิมพานต์” กับสรรพคุณน่ารู้

“มะม่วงหิมพานต์” กับสรรพคุณน่ารู้

  • Share:

มะม่วงหิมพานต์สมัยก่อนนิยมปลูกในประเทศไทยเฉพาะถิ่นทางภาคใต้เท่านั้น ปัจจุบันมีปลูกทั่วไปเกือบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมะม่วงดังกล่าวมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ ANACARDIUM OCCIDENTALE LINN. อยู่ในวงศ์ ANACAR-DIACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 8-10 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับหนาแน่นที่ปลายยอด เนื้อใบค่อนข้างหนาและแข็ง ใบเป็นรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบมนโคนใบสอบ ใบแก่สีเขียวสด ยอดอ่อนสีของใบจะเป็นสีนํ้าตาลแดงชัดเจน

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก มีกลีบเลี้ยงขนาดเล็กสีเขียว ดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอมอ่อนมาก หลังดอกร่วงจะติดผล “ผล” รูปทรงกลมคล้ายผลชมพู่ ติดผลเป็นพวง 3-5 ผลห้อยลง ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อผลสุกเป็นสีแดงอมส้ม เมล็ดเหมือนกับเมล็ดถั่ว งอกติดอยู่บริเวณก้นผล มีเปลือกสีนํ้าตาลเข้มหุ้มเมล็ดอยู่ มีดอกและติดผลตลอดทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร เมล็ดแก่คั่วสุกกินแก้กลากเกลื้อนและทำให้เนื้อชาบริเวณที่เป็นโรคเรื้อน ยางกัดทำลายเนื้อที่เป็นไตแข็ง เช่น ตาปลาและหูดจึงนิยมใช้ยางกัดหูด น้ำมันสกัดจากเมล็ด “มะม่วงหิมพานต์” ใช้รักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนังได้ดีมาก ในยุคสมัยก่อนเอายางที่กรีดจากเมล็ดสดทาบริเวณที่สักตามร่างกายที่ผู้สักต้องการลบรอยสักออก โดยทาบางๆวันละครั้ง หากทามากยางจะกัดแรงจนเป็นแผลต้องทาบางมากและทาประมาณ 5 วันครั้ง รอยสักตามร่างกายที่ต้องการลบออกจะค่อยๆดีขึ้น

ปัจจุบันมีต้นแท้ขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ หลายแผงหลายเจ้า ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขนาดของต้น ผู้ซื้อต้นไปปลูกจึงต้องเดินสอบถามและดูความแข็งแรงของต้นก่อนตัดสินใจซื้อไปปลูกครับ.

“นายเกษตร”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้