วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ส.อ.ท.ชี้กระทบค่าไฟ-อีอีซี ประมูล 2 แหล่งก๊าซธรรมชาติส่อติดหล่ม

ส.อ.ท.ชี้กระทบค่าไฟ-อีอีซี ประมูล 2 แหล่งก๊าซธรรมชาติส่อติดหล่ม

  • Share:

ส.อ.ท.แนะรัฐบาลเรียกความเชื่อมั่น แม้เปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช-เอราวัณ แต่ก็ล่าช้าจากแผน เกรงว่าหากได้ผู้ชนะก็อาจมีเรื่องคัดค้านตามมาจนไม่สามารถผลิตได้ตามกำหนด ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า และการใช้ไฟฟ้าในอีอีซี หรือต้องนำเข้าแอลเอ็นจี ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน 4.5 แสนล้านบาทต่อปี

นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานเสวนา “บงกช-เอราวัณ ล่าช้า ตัดโอกาสลดศักยภาพ เศรษฐกิจไทย” ว่า ขณะนี้การประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกชในอ่าวไทยถือว่าล่าช้าไปมาก แม้จะมีการเปิดประมูลไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ภาครัฐก็ทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ เพราะประกาศว่าจะประมูลให้แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเมื่อสามารถเปิดประมูลได้ ก็จะได้ผู้ชนะและลงนามในสัญญากับภาครัฐในเดือน ก.พ.2562 ซึ่งตนก็ไม่เชื่ออีกว่าจะเสร็จทันตามที่กำหนดไว้เพราะจะมีผู้ออกมาคัดค้าน จนนำไปสู่การเลื่อนระยะเวลาการลงนามในสัญญาออกไปอีก จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล

ดังนั้น ภาครัฐจะต้องเร่งสร้างความเชื่อถืออย่างเร่งด่วน เพราะหากล่าช้าไปมากกว่านี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะค่าไฟฟ้าที่จะสูงขึ้นและอุตสาหกรรมเป้าหมายในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย เพราะขณะนี้ปริมาณการผลิตก๊าซจาก 2แหล่ง อยู่ที่ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็น 50% ของการใช้ในประเทศไทย ขณะที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานปี 2565-2566 เวลาก็ไล่หลังเข้ามาแล้ว กรณีเลวร้ายที่สุด ถ้าก๊าซจาก 2 แหล่งไม่สามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้ตามกำหนดที่เปิดประมูล และขาดหายไปหมด เท่ากับว่าโรงไฟฟ้าหายไป 10 โรง และต้องนำเข้าเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เข้ามา ซึ่งแอลเอ็นจีมีราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติ เช่นกรณีคิดที่ 10 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู ก็จะกระทบค่าไฟให้เพิ่มขึ้น 18 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย

นอกจากนี้ ยังไม่ได้รวมการลงทุนคลังสำรองแอลเอ็นจีและอื่นๆ และต้องเข้าใจว่า แอลเอ็นจีมีเฉพาะก๊าซมีเทนที่ผลิตไฟฟ้าได้เท่านั้น แต่ไม่มีคุณสมบัติผลิตปิโตรเคมี ที่เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี เพราะโรงงานในอีอีซีต้องใช้ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก แถมยังไม่มีไฟฟ้าใช้อีก อีอีซีจะกลายเป็นเรื่องฝันเฟื่อง ดังนั้นเมื่อคิดเป็นผลกระทบทั้งหมด รวมถึงรายได้รัฐจะหายไป 450,000 ล้านบาทต่อปี

“การขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียม กว่าจะสำรวจจนถึงผลิต นำขึ้นมาใช้งานได้ ต้องใช้เวลา 3-5 ปี แต่อายุสัมปทานของ 2 แหล่ง จะหมดปี 2565-2566 และหากระยะเวลาไม่เป็นไปตามที่กำหนดอีกจะทำเช่นไร ซึ่งหากผู้ชนะประมูลเป็นรายเดิมสถานการณ์ก็จะดีขึ้น เพราะมีประสบการณ์ทำงานต่อเนื่องได้ทันที แต่ก็จะถูกครหาและอาจถูกต่อต้าน”

นายภูวดล สุนทรวิภาค ตัวแทนผู้ประกอบการด้านผลิตและสำรวจปิโตรเลียมในประเทศไทย กล่าวว่า จากราคาน้ำมันดิบที่ลดต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับรัฐบาลไม่มีนโยบายเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียม และผลิตรอบใหม่ๆ ส่งผลให้แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมแห่งใหม่ๆลดการลงทุนไป 50% ธุรกิจผลิตแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมก็ปลดพนักงานไปแล้ว 2,000 คน ยังไม่รวมกับการปิดกิจการของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร หอพัก ร้านของชำในพื้นที่ที่พนักงานเหล่านี้พักอาศัยอยู่ เพราะต้องถือว่าธุรกิจเหล่านี้ก็เป็นธุรกิจต่อเนื่อง รัฐบาลจึงต้องเข้าใจว่าธุรกิจนี้เกี่ยวพันกันตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่ยาวมาก และมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ และส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนไทยเกือบทั้งหมด

นายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่รัฐบาลไม่มีนโยบายเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมใหม่ๆ ส่งผลให้ไม่มีการลงทุน ยังกระทบโดยตรงกับการผลิตนิสิตของภาควิชาวิศวกรรมปิโตรเลียม จากที่เคยผลิตปีละ 20 คน ขณะนี้เหลือ 10 คนต่อปี.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้