วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทุกพรรควูบ สมาชิกหด! ปชป.8หมื่น พท.1หมื่น พรรคอื่นแค่หลักพัน

ทุกพรรควูบ สมาชิกหด! ปชป.8หมื่น พท.1หมื่น พรรคอื่นแค่หลักพัน

  • Share:

“ประวิตร” ปัด คสช.ลุยดูดอดีต ส.ส.ขัดรัฐธรรมนูญ โบ้ยตั้งรัฐบาลแห่งชาติเป็นเรื่องของ “ลุงตู่” ไม่เกี่ยวกับ “ลุงป้อม” ส่วน “วิษณุ” แก้ต่างคำว่า “ดูด” แค่วาทกรรมให้สะใจ “ปณิธาน” โต้ใช้คดีความมาต่อรองกันไม่ได้ พรรคการเมืองระส่ำ ปิดยอดยืนยันตัวตนสมาชิกวูบหนัก “องอาจ” โวยพิษคำสั่งเผด็จการสมาชิก ปชป. 2.5 ล้านหายวับเหลือ 8 หมื่น เผยแฟนคลับพร้อมหนุน แต่ไม่พร้อมจ่ายค่าบำรุง “นิพิฏฐ์” แฉเกมล้างไพ่ทุบฐานเสียงเก่าคู่แข่ง พท.สรุป 1.3 แสนดิ่งลงมาที่ 1 หมื่นคน “ภูมิธรรม” สวดผู้มีอำนาจใช้วิธีผิดธรรมชาติรีเซ็ตการเมือง ขณะที่ ชพน.-ชทพ.-ภท.ซบเซามีแค่หลักพัน “บิ๊กป้อม” สั่ง ผบ.ทบ-ยธ.คลอดคู่มือรับมือม็อบร้อน กลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุมนุมใหญ่ 5 พ.ค. กัดติดสกัดมือที่สามผสมโรงป่วน “วัฒนา” ยกโมเดลคนเชียงใหม่ต้านบ้านตุลาการ ปลุกคนไทยทวงคืนประชาธิปไตย

จากกรณีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยต่างรุมโจมตีว่ารัฐบาล คสช.ดูดอดีต ส.ส.เข้าร่วมงานกับพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯอีกสมัย อาจเข้าข่ายขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีการตั้งข้อสังเกตมีการใช้เรื่องคดีความมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ขณะที่ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำตามที่ฝ่ายการเมืองกล่าวหา

“ประวิตร” โต้ไม่ได้ดูด ส.ส. ขัด รธน.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 เม.ย. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนักการเมืองรุมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช.ดูด ส.ส.เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ ที่นักการเมืองวิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวจะขัดรัฐธรรมนูญนั้น คิดว่าไม่เกี่ยว เป็นเรื่องฝ่ายการเมืองที่มารุม คสช.เอง เพราะ คสช.ทำงานไป ขณะที่ ส.ส. พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่า คสช.เสนอว่าจะช่วยเหลือคดีความให้ก็ให้พูดไป เพราะไม่ทราบ และยังไม่ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เมื่อถามว่า ยืนยันว่า คสช.ไม่ได้ดูด ส.ส.อย่างที่นักการเมืองกล่าวหาหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนไม่ได้ทำจะให้มายืนยันได้อย่างไร และคนอื่นใน คสช.ก็ไม่ได้ทำ เมื่อถามต่อว่า เมื่อไม่ได้ทำแล้วนักการเมืองพูดได้อย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ให้ไปถามนักการเมืองสิมาถามตนได้อย่างไร เพราะไม่รู้ ส่วนที่นายกฯแสดงท่าทีว่าจะตั้งพรรคการเมืองนั้น จนทำให้เป็นสาเหตุว่าต้องดูด ส.ส. เรื่องดังกล่าว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ทราบ

โบ้ยผุด รบ.แห่งชาติเรื่องของ “ลุงตู่”

เมื่อถามถึงกรณีนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช. ทำนายว่า ลุงตู่หรือ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็น นายกฯอีกสมัยและจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “เป็นเรื่องของลุงตู่สิ ไม่ใช่เรื่องของลุงป้อม ผมพร้อมจะสนับสนุนท่าน แต่ไม่ได้บอกว่าจะทำงานร่วมกัน” เมื่อถามย้ำว่า จะทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ในยุค คสช.ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ผมอายุเยอะแล้ว” ส่วนผลการเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 21-27 เม.ย. ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง สหรัฐฯให้ความร่วมมือถือการรับมือภัยก่อการร้ายในภูมิภาคนี้ แบ่งปันข่าวสารร่วมกัน พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีกลุ่มไอเอสแฝงตัวอยู่ในบ้านเรา ส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ทางเขาบอกว่าอยากได้อะไรขอให้บอก เพราะตอนนี้ไม่ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย

“วิษณุ” สวนปั้นวาทกรรมให้สะใจ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลใช้วิธีดูด ส.ส.ให้มาเข้าร่วมว่า นายกฯระบุว่า พูดแบบนั้นมันไม่ถูก ถ้าจะเรียกว่าดูด มันดูดได้หลาย วิธี ทั้งสร้างความเข้าใจ สร้างแรงจูงใจ เพียงแต่เราสมมติคำว่าดูดเพื่อเป็นวาทกรรมให้สะใจ แต่ความจริงอาจจะเป็นการชักชวนเข้ามาร่วมอุดมการณ์ ส่วนที่มีการมองว่าขัดครรลองประชาธิปไตยนั้น คงไม่ขอตอบ เพราะวันนี้มันกลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่กล่าวหากัน และยังตอบกันไม่ถูกว่ามันคืออะไร เมื่อถามถึงกรณีหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ขัดรัฐธรรมนูญ ทางออกจะเป็นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ใครเป็นผู้บอกว่าขัดรัฐธรรมนูญ วันนี้ยังไม่มีใครลุกขึ้นมาชี้ว่าขัด รัฐบาลจึงไม่ขอสมมติด้วย ถ้าจะให้ลุกขึ้นมาบอกก่อนว่าหากขัดจะทำอย่างไรมันจะเสียรูปคดี เราเตรียมการไว้แต่ไม่ขอเปิดเผย

“ปณิธาน” โต้ใช้คดีความต่อรองไม่ได้

นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวการใช้เรื่องคดีความเป็นเงื่อนไขต่อรองดึงดูดให้อดีต ส.ส.สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกรอบว่า เป็นกังวลต่อคดีที่มีอยู่มากกว่า รัฐบาลไปสั่งเรื่องพวกนี้ไม่ได้อาจเป็นปัญหาขึ้นมา ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตบุคคลตามข่าวที่รัฐบาลไปพูดคุยส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ทราบว่ารัฐบาลไปคุยอะไร แต่ถ้าพูดถึงระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องทำงานในพื้นที่ นายกฯเป็นห่วงว่าเมื่อลงทุนแล้วชาวบ้านจะไม่เข้าใจ ถ้าไม่ให้เขามีตำแหน่งอาจไม่ค่อยทำก็ได้ บางคนมองว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบโดยตรง

นายกฯย้ำปฏิรูปต้องเร่งสร้างรับรู้

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยกล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า วันนี้ปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมานาน โดยเฉพาะการให้บริการประชาชนของภาครัฐที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่จำเป็นต้องมารอรัฐบาลนี้หรือ คสช. เป็นความบกพร่องที่มีมานานในระบบ ต้องทำให้เร็วเกิดขึ้นให้ได้ ทั้งระเบียบวิธีการปฏิบัติ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สร้างจิตสำนึก นี่คือสิ่งที่ต้องสร้างการรับรู้เป็นการปฏิรูปของเรา ไม่เช่นนั้นกลับไปแบบเดิมอีก ราวกับ 4 ปีรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย

“มาร์ค” สับสร้างสรรค์ดีกว่าตอบโต้

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯ กล่าวในรายการต้องถามทางสถานีโทรทัศน์ช่องฟ้าวันใหม่ ถึงสถานการณ์การเมืองไทยขณะนี้ว่า หากจะให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ต้องมีความโปร่งใสและสร้างสรรค์กว่าอดีตที่ผ่านมา เราคาดหวังว่า 1.เป็นการเมืองที่แก้ไขปัญหาของประเทศได้ 2.เป็นการเมืองที่ลดความขัดแย้ง และ 3.เป็นการเมืองที่สุจริต โปร่งใส ไม่มีทุจริตคอร์รัปชัน จากข้อแรกจึงพยายามเรียกร้องเหตุใดเราถึงมาหมกมุ่นกันแค่ว่าใครจะเป็นพวกใคร ไปจับมือใครมากกว่าจะบอกต่อสังคมว่าคนที่จะเสนอตัวเข้ามาสู่การเมืองและการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ละพรรคมองปัญหาของประเทศอย่างไร รวมถึงมีแนวทางแก้ปัญหาประเทศอย่างไร น่าจะเป็นเรื่องสร้างสรรค์มากกว่าการตอบโต้เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นขณะนี้

จี้ กกต.รับมือส่องโซเชียลช่วง ลต.

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเตรียมพร้อมการตรวจสอบสื่อโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้ง เพราะสังคมโซเชียลมีเดียจะมีอิทธิพลสูงมากทางการเมืองไทย จะมีทั้งคนที่มีอิทธิพลสูงและมีผู้ติดตามในโซเชียลจำนวนมาก หากเขาเริ่มโฆษณาทางการเมือง เชียร์ใครหรือด่าใคร หากแสดงความเห็นโดยสุจริตไม่มีปัญหา แต่หากมีใครนำค่าจ้างหรือผลประโยชน์ต่างตอบแทนไปให้คนเหล่านี้เชียร์หรือด่าอีกฝ่าย ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นความเห็นของคนนั้นโดยสุจริต ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลอกลวงมีผลถึงกระแสความนิยมได้

จี้เปิดสัญญากับ “อาลีบาบา”

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีบริษัทอาลีบาบาเข้ามาลงทุนในไทยว่า สิ่งที่เราจะได้คือเข้าถึงตลาดผ่านกลไกของอาลีบาบา จะมาช่วยอบรมทักษะศักยภาพและความพร้อมให้คนไทย แต่ไม่ทราบว่าให้เปล่าหรือเก็บค่าตอบแทน จะถ่ายทอดหรือให้ใช้กลไกทางเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด แต่ผลเสียคือเมื่อมีมาตรการส่งเสริมได้สิทธิประโยชน์หลายอย่าง ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมในการแข่งขันจะได้รับผลกระทบผู้ประกอบการไทยมากขึ้น และรายหนึ่งรายใดมีฐานข้อมูลมากๆ จะได้เปรียบอย่างมหาศาล รัฐบาลทั้งปัจจุบันและในอนาคตจะมีมาตรการดูแลความได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้าอย่างไร จึงอยากให้เปิดเผยข้อตกลงทั้งหลาย ให้รัฐบาลชี้แจงว่าได้เตรียมการเรื่องที่เราเป็นห่วงอย่างไร ทั้งในแง่ของการใช้ข้อมูลและอำนาจเหนือตลาด รวมทั้งควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม

“นิพิฏฐ์” ฉะไดโว่ผิดตรรกะปฏิรูป

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุว่า การดูด ส.ส.เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยของไทยว่า สังคมไทยมีทั้งฝ่ายเชียร์แนวคิดของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่ดูดอดีต ส.ส.หรือตกปลาในบ่อเพื่อนมีทั้งคนที่เห็นด้วยและเห็นต่างว่าหาก คสช.และรัฐบาลไม่สนใจที่มาหรือวิธีการรวบรวมเสียงนักการเมือง ให้มาอยู่พรรคใหม่สนับสนุนทหารหรือ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่แนวทางปฏิรูปการเมืองเป็นตรรกะที่ผิด แนวทางจะได้มาเพื่อใช้แก้ปัญหาก็ผิด สวนทางการปฏิรูป อ้างว่าเป็นวัฒนธรรมที่ทำกันมานานแล้วคงไม่ได้ ถ้า ต้องการปฏิรูปการเมืองใหม่จริงต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ มาทำเหมือนเดิมแล้วอ้างว่าเป็นครรลองประชาธิปไตย

ซัดใช้วิธีโจรปราบโจรชาวบ้านถูกปล้น

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า มีบางคนเชียร์ว่านายสมคิด และ พล.อ.ประยุทธ์ จะสู้กับนักการเมืองต้องใช้วิธีโจรปราบโจร เมื่อมีโจรคนเก่าแล้วเราสร้างหรือเอาโจรอีกคนมาปราบให้มาสู้กัน ในที่สุดเราจะได้โจรคนที่ชนะมาปกครอง อยากบอกประชาชนเจ้าของบ้านเตรียมตัวถูกปล้นต่อได้เลย ทฤษฎีโจรปราบโจรไม่ควรนำมาใช้ในทางการเมือง แต่ควรให้ภูมิความรู้ชาวบ้าน ให้รู้เท่าทันดูนโยบายพรรครับผิดชอบต่อสังคมประเทศชาติ ดูตัวบุคคลเคยทุจริตคดโกงหรือไม่ ไม่ใช่ทำตัวเป็นโจรไปปราบโจร ยืนยันพรรคจะยึดมั่นอุดมการณ์ ไม่กลัวจะแพ้เลือกตั้งหรือไม่ ยอมแพ้แล้วตายในเมืองไทย ดีกว่าชนะแล้วต้องไปตายต่างประเทศ กระดูกต้องฝังในเมืองไทย นายนิพิฏฐ์กล่าว

โวยคำสั่งเผด็จการสมาชิกเหลือ 8 หมื่น

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการยืนยันสมาชิกพรรควันสุดท้ายตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ว่ามีสมาชิกมายืนยันประมาณ 8 หมื่นคนทั่วประเทศ จากเดิม 2.5 ล้านคน เป็นไปตามที่คาดการณ์ปัญหาอุปสรรคที่สมาชิกมายืนยันน้อย ตามที่รวบรวมมาจากศูนย์รับการยืนยันสมาชิกทั่วประเทศ เพราะ 1.ข้อห้ามจัดกิจกรรมทางการเมือง ห้ามประชาสัมพันธ์ ให้สื่อสารอย่างเดียว 2.การชำระค่าสมาชิก พอทราบว่าต้องจ่ายค่าบำรุง ส่วนมากไม่ประสงค์จะจ่าย เพราะไม่เคยต้องจ่ายมาก่อนและที่ผ่านมาไม่มีการบังคับ 3.ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ทำให้สมาชิกที่ฐานะไม่ดี ไม่ประสงค์จะจ่ายค่าบำรุงพรรค อาจมองว่าเงิน 100 บาทหรือ 2,000 บาทไม่มาก แต่สำหรับคนที่เศรษฐกิจไม่ดีมีความหมาย ทำให้สมาชิกไม่น้อยไม่พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรค ไม่ยืนยันการเป็นสมาชิก 4.มีคนจำนวนหนึ่งแจ้งว่าที่ไม่ยืนยันการเป็นสมาชิก เพราะไม่ยอมรับคำสั่งเผด็จการตามมาตรา 44 ที่ 53/2560 เขาเป็นคำสั่งลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เขาเป็นสมาชิกอยู่แล้วยังต้องมายืนยันและจ่ายเงินค่าบำรุงพรรคอีก และ 5.มีสมาชิกมายืนยันแต่ไม่จ่ายค่าบำรุงพรรค เพราะบอกว่ายังมีสิทธิเป็นสมาชิกได้อีก 4 ปีตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

เชื่อถึงมีคนออกฐานเสียงยังแน่น

เมื่อถามว่า การที่สมาชิกมายืนยันจำนวนน้อย มีผลกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า คิดว่าไม่มีอะไร เมื่อมีการปลดล็อกทางการเมือง ให้เปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ เราก็ทำกิจกรรมได้มากขึ้น เปิดรับได้ทั้งสมาชิกใหม่และเก่า ส่วนตัวได้หารือกับหัวหน้าพรรค ยืนยันว่าพรรคไม่ได้กังวลการลาออกของอดีต ส.ส.พรรคที่ยื่นใบลาออก 4 คน อดีต ส.ส.ของพรรคเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ยังประสงค์จะอยู่กับพรรค แม้จะมีข่าวว่านายณัฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.กทม.เตรียมลาออกจากพรรคก็ตาม ในฐานะที่ดูแลพื้นที่ กทม.ยังเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้ว ประชาชนในพื้นที่ฐานเสียงหลักของพรรคจะยังเหนียวแน่นและสนับสนุนผู้สมัครของพรรค รวมถึงประชาชนทั่วประเทศที่มั่นใจและพร้อมให้การสนับ-สนุนผู้สมัครของพรรคเช่นเดียวกัน

แฉเกมล้างไพ่ทุบฐานเสียงพรรคเก่า

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่สมาชิกพรรคมายืนยันน้อยลงมี 3 ปัจจัย คือ 1.มีขั้นตอนยุ่งยาก ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติ 2.คสช.ไม่อนุญาตให้พรรคประชาสัมพันธ์ ทำให้สื่อสารไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร 3.สมาชิกจำนวนมาก ไม่พร้อมจ่ายค่าอุดหนุนบำรุงพรรคตามที่กำหนด ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทุกคนที่ได้มีโอกาสสื่อสารยืนยันว่ายังคงสนับสนุนและเลือกพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป แต่ไม่พร้อมจะชำระเงิน เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นหาก คสช.ไม่มีคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการรีเซ็ตสมาชิกพรรค หรือการล้างฐานสมาชิกพรรคการเมืองเดิม โดยกำหนดให้คนที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่ต้องยืนยันเป็นสมาชิกซ้ำโดยต้องจ่ายเงินอีก

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกพรรคภาคอีสานที่มายืนยันการเป็นสมาชิก ทำให้เห็นได้ว่าพื้นที่อีสานมีความตื่นตัว ขอให้สมาชิกทุกคนหาข้อมูลเกี่ยวกับเขตของตนเองที่เกี่ยวกับปัญหาเร่งด่วนและความต้องการในพื้นที่ หลังจากนี้ไปจะรอให้ถึงวันปลดล็อกคำสั่ง คสช.พรรคพร้อมจะเดินหน้าหาสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น

อัดคำสั่งมิชอบทำลายสิทธิพื้นฐาน

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เหลือแค่ 8 หมื่นเศษ จากเดิม 2.5 ล้านคน ว่า สิ่งที่สะท้อนจากสมาชิกคือเมื่อเป็นสมาชิกตลอดชีวิตแล้ว มีบัตรพร้อมสำเนาทะเบียนราษฎรเป็นหลักฐานที่ กกต. ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนได้รับแล้ว แต่เหตุใดจึงมาตัดสิทธิสมาชิกหรือประชาชนที่มี เท่ากับคำสั่ง คสช.เป็นคำสั่งมิชอบที่ทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน สมาชิกพรรคกว่า 2 ล้านคน มีสิทธิตลอดชีพเพราะจ่ายเงินค่าสมาชิกไปแล้ว หากจะมาเซ็นเอกสารยืนยันว่าเป็นสมาชิกรายปีเท่ากับสิทธิตลอดชีพหายไป ถือเป็นการยินยอมตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเอง ทั้งนี้การสมัครใหม่อาจไม่สมัครสมาชิกพรรคใดเลย เพื่อรอให้สิทธิที่ถูกตัดไปด้วยคำสั่งมิชอบนั้นคืนกลับมา ส่วนใครจะลาออกค่อยแสดงความจำนงเป็นรายบุคคล

พท.สรุปตัวเลขคร่าวๆ 1 หมื่นคน

พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงตัวเลขสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคว่า จากเดิมพรรคเพื่อไทย มีสมาชิกประมาณ 1.3 แสน ล่าสุดวันที่ 26 เม.ย. มีสมาชิกมายืนยันความเป็นสมาชิกแล้ว 6,000 คน แต่ตัวเลขสรุปวันนี้เจ้าหน้าที่ของพรรคกำลังตรวจสอบเอกสารหลักฐานอยู่ คาดว่าจะมีผู้มายืนยันความเป็นสมาชิกประมาณ 10,000 คน เหตุที่คนมายืนยันความเป็นสมาชิกน้อย เป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงินค่าสมาชิก

สวดวิถีผิดธรรมชาติรีเซ็ตการเมือง

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ภาพรวมการยืนยันสมาชิกของพรรคเพื่อไทย ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน ต้องดูความถูกต้องการจ่ายเงินบำรุงพรรคและหลักฐานการแสดงตน แต่พอได้ตัวเลขคร่าวๆประมาณ 10,000 บวกลบ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตัวแทนพรรคในจังหวัดต่างๆยังส่งตัวเลขมาไม่ครบยังอยู่ในกระบวนการรวบรวม คาดว่ามีผู้ยืนยันสมาชิกประมาณ 8-10% ของจำนวนสมาชิก 1.3 แสนคน ไม่จำเป็นต้องครบ 10% เพราะเป็นกระบวนการผิดธรรมชาติ ไม่ใช่ภาวะปกติเป็นความพยายามรีเซ็ตพรรคการเมือง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีผลกับฐานเสียงสนับสนุนของพรรค วิธีการดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองยุ่งยากทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ผู้มี อำนาจต้องการให้สมาชิกพรรคน้อยลง อย่างไรก็ตามผู้สมัครเก่าไม่เปลี่ยนแปลงอดีต ส.ส.ทุกภาคส่วนใหญ่มายืนยันความเป็นสมาชิกเกือบครบ ยืนยันว่าแม้สมาชิกตอนนี้จะลดลงแต่ไม่สามารถทำลายความนิยมของพรรคเพื่อไทยได้ และต่อไปเมื่อปลดล็อกคนใหม่ยังมาสมัครได้ทันที ในส่วนของแกนนำพรรค อาทิ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ได้เข้ายืนยันความเป็นสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ส่วนนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แกนนำกลุ่มวาดะห์ เบื้องต้นยังไม่ได้ตรวจสอบเอกสาร จึงยังไม่รู้ว่ากลับมายืนยันสมาชิกหรือไม่

ภท.หลักหมื่นหดเหลือหลักพัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงทะเบียนยืนยันการเป็นสมาชิกพรรค ตั้งแต่วันที่ 1-30 เม.ย.ของพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดพบว่า มีสมาชิกมาแสดงตนประมาณ 1,700 คน จากเดิม 1.2 แสนคน เนื่องจากขั้นตอนการยืนยันสมาชิกตามที่ คสช.ได้ออกเป็นประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ได้สร้างปัญหาให้พรรคการเมืองจาก 4 สาเหตุหลัก คือ 1.ความยุ่งยากและอุปสรรคเรื่องเอกสาร 2.ประชาชนห่างหายจากการเมืองไปตั้งนาน ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจเลือกสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆได้ 3.สมาชิกของพรรคภูมิใจไทยส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด จะต้องใช้บุคลากรลงไปเคาะประตูบ้าน พรรคมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ 4.สมาชิกส่วนใหญ่เดิมเป็นของอดีต ส.ส.ในกลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต ส.ส.สุโขทัย ผู้ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย ก่อนแยกตัวออกไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย

“ลูกยอด” มาซบแน่หลังปลดล็อก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับรายชื่ออดีต ส.ส.ที่ไม่มายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย คือนายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ อดีต ส.ส.ปัตตานี ที่มีกระแสข่าวว่าจะย้ายไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่กลุ่มบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ อดีต รมช.มหาดไทย ที่มีกระแสข่าวจะไปอยู่กับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯนั้น นายสุชาติไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคยังมาสมัครไม่ได้ แต่นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ พี่ชายและนายณัชพล ตันเจริญ หลานชายของนายสุชาติมายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หาก คสช. เปิดรับสมาชิกใหม่ จะมีอดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา มาร่วมอย่างแน่นอน อาทิ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต รมช.พาณิชย์ ลูกชาย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รวมไปถึงพื้นที่ จ.นราธิวาส ที่มีนายกูเซ็ง ยาวอฮะซัน นายก อบจ.และนายกูเฮง ยาวอฮะซัน อดีต ส.ส.นราธิวาส ชาติไทยพัฒนา ลูกชายนายกูเซ็งที่จะมาร่วมด้วย

“นิกร” รับสภาพ ชทพ.มีจิ๊บๆ 2,500 คน

นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงยอดยืนยันสมาชิกพรรคชาติ-ไทยพัฒนา (ชทพ.) เบื้องต้นมีราว 2,500 คน จากที่มี 24,710 คน ไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ต้องจำใจยอมรับ จากนี้ต้องหาวิธีอธิบายผู้ที่เคยเป็นสมาชิกพรรคอีกครั้งผ่านจดหมาย เพื่อให้บุคคลที่ไม่ยืนยันกลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคอีกครั้ง หลัง คสช.ปลดล็อกคำสั่งห้ามพรรคทำกิจกรรมทางการเมือง เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อระบบการเมืองแน่นอน โดยเฉพาะการทำระบบเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารีโหวต) ที่ต้องใช้สมาชิกพรรคเป็นเกณฑ์กำหนด เมื่อแต่ละพรรคมีสมาชิกพรรคที่ยืนยันหลักพันคน การทำระบบไพรมารีโหวตเพื่อส่ง ส.ส.ให้ครบ 350 เขต หรือครบ 77 จังหวัดยาก การทำไพรมารีโหวตพรรคหนึ่งต้องใช้สมาชิกทั่วประเทศอย่างน้อย 7,000 คน หรือใช้สาขาอย่างน้อย 500 คน หรือตัวแทนจังหวัดไม่น้อยกว่า 120 คน อย่างพรรค ชทพ.ที่มียอดเบื้องต้น 2,500 คน ต้องหาสมาชิกอีก 6,000 คนเพื่อให้เพียงพอ ไม่ง่าย ประกอบกับมีเวลาสั้น จึงอยากให้ทบทวนการทำไพรมารีโหวต ให้นำไปใช้ในการเลือกตั้งรอบหน้าจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นทั้งพรรคเก่าในระบบกับพรรคการเมืองเกิดใหม่จะลำบากมาก ระบบนี้อาจกระทบต่อทั้งระบบพรรคการเมือง

อัด ก.ม.พรรคการเมืองตัดสิทธิ ปชช.

นายนิกรกล่าวว่า หลังจากครบกำหนดเวลายืนยันตัวตนในวันที่ 30 เม.ย. เห็นชัดเจนว่าตามเนื้อหาของกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองสร้างผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะการตัดสิทธิด้านการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ดังนั้น จะไม่ร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่อนปรนกติกาใด หรือร้องขอไปยัง คสช.ให้หามาตรการช่วยเหลือ อย่างไรก็ดีประเด็นต่อการยืนยันสมาชิกพรรคภายในเวลากำหนด และหากไม่ยืนยันเท่ากับความเป็นสมาชิกพรรคนั้นสิ้นสุด เป็นบทบัญญัติที่ขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญต่อสิทธิประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่ก่อนที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ สูญเสียการเป็นสมาชิกพรรคดังกล่าว ไม่มีเหตุผลอันควร ยังคาดหวังต่อผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวเร็วๆนี้

ชพน.พอใจสมาชิกกลับมา 30%

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า สมาชิกพรรคชาติพัฒนาได้มายืนยันความเป็นสมาชิกและแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติ โดยไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 รวมทั้งชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ตั้งแต่วันที่ 1- 30 เม.ย.2561 พบว่ามีสมาชิกได้มายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคทั้งหมด 5,583 คน จากจำนวนสมาชิกที่มีอยู่เดิม 18,163 คน หรือคิดเป็น 30.7 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และเมื่อปลดล็อกทางการเมืองแล้วพรรคจะดำเนินการหาสมาชิกเพิ่มต่อไป เพื่อให้มีจำนวนสมาชิกครบตามจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คนขึ้นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงสมาชิกที่เป็นอดีต ส.ส.ก็ยืนยันครบ ทั้งนี้ พรรคมีความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง

กกต.ประกาศวิธีแจ้งยอดสมาชิก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง วิธีรายงานทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง ที่ประสงค์ยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 โดยให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งรายละเอียดและจำนวนสมาชิกพรรคที่ประสงค์ยืนยันเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไปให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในวันที่ 30 พ.ค.2561 โดยบันทึกข้อมูลของสมาชิกพรรคการเมืองที่ประสงค์ยืนยันเป็นสมาชิกพรรคตามแบบฟอร์มในรูปแบบโปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ แอกเซส หรือเอกซ์เซล ลงในแผ่นดีวีดี/ซีดีรอม 1 แผ่น และบันทึกไฟล์ข้อมูลตามแบบฟอร์มในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟ ลงในแผ่นดีวีดี/ซีดีรอมอีก 1 แผ่น โดยให้หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคที่ได้รับมอบหมาย ลงลายมือชื่อบนแผ่นดีวีดี/ซีดีรอม ทั้ง 2 แผ่น ที่บันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้ด้วย

“บิ๊กป้อม” สั่ง ผบ.ทบ.-ยธ.จัดคู่มือรับม็อบ

อีกเรื่อง ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานว่า พล.อ.ประวิตรมอบหมายให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. จัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายหรือตามคำสั่ง คสช. เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนในอดีต ตามที่นายกฯห่วงใยต่อการปฏิบัติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานมีขั้นตอนปฏิบัติตามขอบเขตอำนาจหน้าที่และเหมาะสมกับประชาชน มุ่งเน้นการปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก โดยชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน หากไม่ร่วมมือจะมีขั้นตอนแจ้งเตือน ฉีดน้ำ หรือมาตราอื่นๆตามลำดับ การปฏิบัติต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายและไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดยให้ประสานงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมอย่างใกล้ชิดในการจัดทำคู่มือการปฏิบัติดังกล่าว ส่วนที่กังวลว่าจะมีความพยายามปลุกกระแสทำให้เหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้น เป็นคนละเงื่อนไข ฝ่ายความมั่นคงติดตามดูแลเรื่องนี้อยู่

กัดติดสกัดมือที่ 3 ผสมโรงป่วน

พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 ในฐานะทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 5 พ.ค.ว่า เลขาธิการ คสช.สั่งให้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ผู้ชุมนุมประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อ เรามีมาตรการดูแลไม่ว่าด้านการข่าว การชี้แจงทำความเข้าใจเจ้าหน้าที่ตามจุดชุมนุมต้องดูเรื่องการจราจรให้เหมาะสมไม่ ให้มีภาพการกระทบกระทั่ง หรือยื้อยุดฉุดกระชากลากดึงกันไปมา ไม่ให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นและดูแลติดตามบุคคลที่สามที่อาจจะเข้ามาก่อความวุ่นวาย เรามีเจ้าหน้าที่ติดตามกลุ่มบุคคล หรือคนที่อาจมีรายชื่อที่เคยก่อเหตุสร้างสถานการณ์ จะดูว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่มีการเชิญแกนนำมาพูดคุย ขอชี้แจงผ่านสื่อขอความร่วมมือว่าบ้านเมืองกำลังเดินไปด้วยดี อะไรที่เป็นปัญหามานั่งพูดคุยกันจะเหมาะสมที่สุด

เตือนล้ำเส้นบังคับใช้ ก.ม.เข้ม

นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่าพล.อ.ประวิตรเข้าใจดีว่าเดือน พ.ค. เป็นเดือนการเมืองเหมือนเดือน ต.ค. จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้เคลื่อนไหวในรูปแบบที่เหมาะสม หากอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรม-ศาสตร์ และขออนุญาตถูกต้องไม่มีปัญหา เจ้าหน้าที่ต้องดูแลให้เรียบร้อยและทุกคนปลอดภัย คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าอะไรเลยกรอบไปเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะบังคับใช้กฎหมาย ยืนยันรัฐบาลไม่เคยไปกดดันอะไร ส่วนที่พรรคการเมืองเรียกร้องให้เลือกตั้งเร็วๆนั้น ทุกคนมีสิทธิเพียงแต่อยากให้จัดการให้เรียบร้อย ถ้าไม่พร้อมอาจจะรอได้นิดหน่อย

“วัฒนา” ปลุกคนไทยทวงคืน ปชต.

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ป่าแหว่ง ประชาธิปไตยโหว่” ขอชื่นชมพี่น้องชาวเชียงใหม่ ที่ร่วมกันแสดงพลังอย่างกล้าหาญ ปกป้องผืนป่าดอยสุเทพจนได้รับชัยชนะ บ่งบอกถึงนัยสำคัญว่าแม้จะชุมนุมทางการเมืองเกินกว่าห้าคน ผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. แต่เมื่อประชาชนรวมตัวกันได้เป็นจำนวนมากเผด็จการไม่กล้าดำเนินคดี เราทนเห็นผืนป่าถูกทำลายไม่ได้ แต่กลับทนได้ที่เห็นเผด็จการทำลายประชาธิปไตย ทำลายการเมืองและหลักนิติธรรม กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจเพื่อสืบทอดอำนาจ เช่น ใช้ทำเนียบรัฐบาลตั้งพรรคทหาร ดูดนักการเมืองเข้าก๊วน หาเสียงด้วยเงินภาษีประชาชน ยื้อการเลือกตั้งโดยไม่ละอาย ไม่เคยเห็นหัวประชาชน หากคนไทยเห็นว่าประชาธิปไตยที่หายไป มีค่าไม่น้อยกว่าป่าแหว่ง เราคงได้ร่วมกันทวงคืนศักดิ์ศรีเจ้าของประเทศกลับคืนได้ในเร็ววัน วันที่ 5 พ.ค. น้องๆกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อหยุดระบอบ คสช. ใครสนใจจะไปร่วมรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาก็เชิญได้ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระ-จันทร์ การรวมตัวของพี่น้องชาวเชียงใหม่ได้สร้างบรรทัดฐานให้เห็นแล้วว่า หากประชาชนพร้อมใจกันเมื่อไรต่อให้ร้อยประยุทธ์ก็เอาไม่อยู่ เพราะเผด็จการไม่เคยชนะประชาชน

“สมยศ” พ้นคุกหนุนผู้ชุมนุม

เมื่อเวลา 06.00 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดงไปต้อนรับนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตนักเคลื่อนไหวสิทธิแรงงานแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา และบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ ที่ได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษหลังถูกศาลตัดสินจำคุกข้อหาตีพิมพ์บทความเข้าข่ายหมิ่น ประมาทเบื้องสูง มาตรา 112 และข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลอื่นรวม 7 ปี โดยนายสมยศ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้น่าห่วง เพราะมีปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรงเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 53 โดยเฉพาะการเลื่อนเลือกตั้ง ขอสนับสนุนประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้ง ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ขอเตือนผู้มีอำนาจว่าการใช้อำนาจเผด็จการกับประชาชนมากไม่เป็นผลดี ทั้งนี้ก่อนเดินทางกลับนายสมยศยังได้ชูสามนิ้ว เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มต่อต้าน คสช.ก่อนขึ้นรถออกจากเรือนจำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้