วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ผมมีไม้ตาย! บุกโรงยาคุย ‘หมอแสง’ รักษามะเร็ง ฟังชัดๆ เลิกแจก-ขายสูตร? (คลิป)

ผมมีไม้ตาย! บุกโรงยาคุย ‘หมอแสง’ รักษามะเร็ง ฟังชัดๆ เลิกแจก-ขายสูตร? (คลิป)

  • Share:

เป็นอีกบุคคลแห่งปีที่ต้องตามติดอย่างใกล้ชิด สำหรับ “หมอแสง” หรือ นายแสงชัย แหเลิศตระกูล เจ้าของสูตรยาสมุนไพรรักษามะเร็ง

หลังจากกระทรวงสาธารณสุข และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ แถลงข่าวผลตรวจว่า ยาตำรับ “หมอแสง” ไม่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีผลเพียงบำรุงร่างกายเท่านั้น ทำให้เจ้าตัวถึงกับควันออกหู แสดงท่าทีว่าจะ “เลิกแจก” ยาสมุนไพร ที่มีผู้คนหลายหมื่นคนมาเฝ้ารอความหวังในการรักษาตัว

หลังจากแถลงข่าวหลายวัน... ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์  ได้มีโอกาสเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าคุยกับ “หมอแสง” ถึงบ้านพักที่ จ.ปราจีนบุรี เพื่อเปิดอกพูดคุย ซึ่งเมื่อเจอหน้าหมอแสง หมอแสงเดินถอดเสื้อมาทักทายอย่างเป็นกันเอง

ก่อนจะเปิดโอกาสให้ได้สัมภาษณ์แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อให้รู้ว่า หมอแสง ยังคงเดือดดาลกับการแถลงข่าวเมื่อวันสองวันหรือไม่ ทีมข่าวฯ จึงยิงคำถามแรกในทันที

“ตอนนี้รู้สึกอย่างไร หลังจากภาครัฐแถลงข่าวว่ายาหมอแสง ไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ นายแสงชัย ในเวลานี้แสดงท่าทีนิ่งสงบ เหมือนฟ้าฝนและคลื่นลมเริ่มนิ่งหลังผ่านพายุครั้งใหญ่มาได้สักพัก ก่อนจะกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า

“ความรู้สึกวันนี้ (28 เมษายน) รู้สึกดีขึ้น...เพราะคนที่หลบอยู่ก็เริ่มปรากฏตัว ออกมาช่วย ไม่ว่าจะเป็น ผู้พิพากษา หรือ หมอหลายคนออกมาให้ข่าว... ก็อย่างที่เคยพูดไปว่า ไม่ว่าผลการวิจัยจะออกมาเป็นอย่างไรเราไม่สนใจ ถามว่ายอมรับได้ไหม... “ผมไม่เคยยอมรับใครอยู่แล้ว ผมยอมรับแต่ตัวเอง”

หมอแสง เริ่มพรั่งพรูความรู้สึกออกมา ส่วนตัวแล้วคาดว่า เรื่องนี้เขาอาจจะตั้งธงไว้แล้วก็เป็นได้.. ความเป็นจริงสมุนไพรไทยก็ถือว่าเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ไม่ควรจะเอาแพทย์สมัยใหม่มาทำวิจัย การจะเอาสมุนไพรไทยไปตรวจได้จำเป็นต้องสกัดตัวยาออกมาก่อน ไม่ใช่เอามาละลายน้ำแล้วเอาไปฆ่า

“เรื่องนี้อยู่ที่คนที่มากิน เขายอมรับ ทำอย่างไรให้เขาเชื่อถือ คนที่เป็นนายแพทย์มีระดับมันสมองมาก คนก็เยอะกว่า ทำไมไม่ทำให้เขาเชื่อล่ะ แต่ทำไมคนก็ยังเชื่อผมอยู่ มากล่าวหาผมว่าทำให้คนอื่นหลงเชื่อ ถ้าผมเก่งขนาดนั้นก็ต้องเชื่อผมสิ” นายแสงชัย กล่าวพลางอมยิ้ม

หลังจากพูดจบ นายแสงชัย ได้เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ว่า ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ...

13 ปีแล้ว ที่สู้มาเพื่อคนไทย คิดว่าสมุนไพรน่าจะไปได้ ที่มาของความรู้ของหมอแสงนั้น มาจากบรรพบุรุษฝ่ายพ่อเป็นคนจีน มีความรู้เรื่องยาจีน ส่วนทางแม่นั้น จะมีญาติเป็นพระ มีความรู้เรื่องสมุนไพรไทย ด้วยที่ครอบครัวมีความรู้เรื่องยาไทยและจีน ทำให้หล่อหลอมออกมาเป็นความรู้สมุนไพรติดตัวมา

แต่แล้วลิขิตฟ้าก็ได้เล่นตลกกับครอบครัวเขา เมื่อจู่ๆ ลูกสาวสุดที่รักกลับต้องมาป่วยเพราะมะเร็งสมอง

หมอแสง เล่าย้อนถึงอดีตและจุดเริ่มต้นของการทดลองยารักษา “มะเร็ง” เพื่อหวังช่วยลูกสาว ว่า ในปี 2545 ลูกสาวตนป่วยเป็นมะเร็งที่สมอง จากนั้นเป็นต้นมาก็พยายามคิดค้นมาตลอดในการหาหนทางรักษา

“วันหนึ่งได้รู้จักกับชาวกัมพูชาคนหนึ่งที่มีความรู้และเก่งเรื่องสมุนไพรเช่นเดียวกัน เราก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน จากนั้นได้เอาความรู้จากหมอยาสมุนไพรกัมพูชามาผสมผสานต่อยอด แล้วก็เริ่มทดลอง ซึ่งความรู้ของหมอยาสมุนไพรกัมพูชาผู้นี้ เขาเก่งในการแก้โรคสมองบวม สมองเน่า ฝีในตับ” (สมัยก่อนคนไทยไม่รู้จักโรคมะเร็ง แต่จะเรียกมะเร็งว่า โรคฝี)

จิตอาสาช่วยกันนับยาใส่ซองละ 10 เม็ด
เปิดที่มา สูตรตำรับ “หมอแสง” มั่นใจ ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว

นายแสงชัย เล่าว่า หลังจากที่ลูกป่วยเป็นมะเร็งสมอง จึงได้เริ่มผลิตยาและนำไปทดลองเรื่อยมา จากที่เริ่มทดลองกับสัตว์ กระทั่งเริ่มมั่นใจจึงได้นำมาให้คนป่วยนอนติดเตียงตามวัด ถามว่าคนป่วยประเภทนี้ป่วยหนักต้องคอยดูแล

“ตอนนั้นผมทำงานไฟฟ้า เคยจดหน่วยไฟฟ้าตามบ้าน รู้จักคนเกือบทั้งจังหวัด ผมเดินถือยาไปถามว่า “มียาจะลองมั้ย..ผมกลัวเขาตายมากกว่าญาติของเขาเสียอีก” เพราะคนไข้ตามวัดใกล้ตายถูกญาติมาทิ้งไว้ พระก็ต้องดูแล ผมก็เลยต้องไปช่วยรักษาตามวัด”

ส่วนที่มาของสูตรยาตำรับหมอแสงนั้น เจ้าตัวเปิดเผยด้วยความมั่นใจว่า หากเราไปดูข้อมูลวิจัยของหลายสถาบันก็จะทราบว่า ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ดอกพิลังกาสา มีสรรพคุณอย่างไร ส่วนเห็ดกระถินพิมาน นั้นตัวมันเป็นพิษ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ สกัดพิษมันออก

“เราได้ทำการทดลองผลิตยาตั้งแต่ปี 2546 โดยในช่วงปี 2549 - 2550 นั้น ทำยาออกมาแจกมากมาย โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย... คนที่หมอรักษาได้ ผมจะไม่ให้ยานี้กับเขา กระทั่งลูกเริ่มป่วยหนักและจะต้องผ่าตัด ผมจึงให้ยาลูกกิน พอลูกกินไปแล้วก็ปกติ จากนั้นก็ยังให้ยานี้กับคนกลุ่มนี้อีกหลายปี กระทั่งสูตรเริ่มนิ่ง..ใน 7-8 ปี”

แสงชัย แหเลิศตระกูล หรือ หมอแสง ปราชญ์ชาวบ้านที่คนป่วยมะเร็งนับถือ

ทีมข่าวฯ ถามหมอแสงว่า นอกจากมะเร็ง ยังสามารถรักษาโรคอื่นได้ไหม นายแสงชัย นิ่งครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างฉะฉานว่า ก่อนอื่นต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าโรคใดร้ายแรงที่สุด คำตอบคือ “มะเร็ง.. ขนาดโรคมะเร็งผมยังทำยาได้ และคิดว่าป่วยชนิดอื่นจะรักษาได้ไหม..” หมอแสงกล่าวให้คิด

สิ่งที่เผชิญในปัจจุบันกับในอดีตนั้น แตกต่างกันอย่างไร ครั้งไหนหนักหนาสาหัสกว่า หมอแสง กล่าวว่า จริงๆ แล้วเกิดมาครั้งหนึ่งในชีวิต ก็อยากที่จะทำอะไรเพื่อทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ตนอยากสร้างอะไรดีๆ ให้กับคนไทย สำหรับคนที่ไม่เชื่อก็อย่ามากิน คนที่หมอไม่เอาก็มารักษากับเรา หรือคนที่เริ่มเป็น ก็ควรที่จะรักษาแบบควบคู่กันไป

เช่นเดียวกัน สิ่งที่เราใส่ลงไปในการทำยา เรามีรำข้าว 70-80% มันมีประโยชน์มั้ย เคยเห็นหมูกินรำแล้วผอมมั้ย.. รำที่ตนใช้มีโรงสีอยู่ในมือเรา คนป่วยที่เป็นเจ้าของโรงสีนั้นกินยาของตนมาหลายปี ถามว่า เขาจะให้รำที่ไม่ดีกับเราได้ไหม ก็เพราะเขาก็กินยาของเรา

ผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมารับยาทุกเดือน ซึ่งเปรียบเสมือน "ความหวังสุดท้าย"

เมื่อถามว่า มีข่าวว่า “เห็ดกระถินพิมาน” มีราคาสูง เอามาจากที่ไหน นายแสงชัย ยอมรับว่าสมัยก่อนมีราคาแพงมาก เพราะพวกฝรั่งเศสที่จะซื้อสูตรเรา เขาก็พยายามหาวัตถุดิบเหล่านี้มาตุนไว้ แต่พอเราไม่ขายให้เขา ตอนนี้ราคาเริ่มตก เรียกว่าถูกมาก “เขาใช้ไม่เป็น ก็ไม่รู้จะเอาเห็ดนี้ไปทำอะไร”

ตอนนี้ยังคิดจะขายสูตรอยู่มั้ย หมอแสง กล่าวว่า เราแจกยาให้คนไข้มาสิบกว่าปีมีความผูกพันกับคนไข้ และตอนนี้ก็มีหลายๆ คนที่เคยกินยาของเราออกมาช่วย “พอมีกำลังมาช่วยต่อสู้ ผมเลยรู้สึกว่าไม่อยากทิ้งเขา”

ฟังชัดๆ หมอแสง จะขายสูตรให้ต่างชาติหรือไม่ แย้ม “ไม้ตายผมก็มี”

เมื่อพูดคุยกันมาถึงตรงนี้ ทีมข่าวฯ จึงยิงคำถามที่ทุกคนอยากรู้ ว่า “หมอแสงจะขายสูตรยาให้ต่างชาติจริงหรือไม่...?” หมอแสง ตอบอย่างเยือกเย็นว่า “หากจะขายจริง...ผมคงโดนก๊อบปี้สูตรยา วันหนึ่งผมอยากหาคนไทยมาร่วมทำ แต่คิดว่าอย่าขายให้ชาวต่างชาติ แต่ทำแล้วก็ขอให้ผมสัก 30,000 - 40,000 ชุด เพื่อมาแจก ที่เหลือคุณจะไปขายยาให้ต่างประเทศ แบบนี้เราไม่ว่า”

เป็นห่วงมั้ยว่าสูตรจะหลุดออกไป นายแสงชัย กล่าวว่า ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าสูตรมีอะไรบ้าง แต่ปริมาณที่ใช้คนไม่รู้ ยกตัวอย่าง ตนให้องุ่นทุกคนไปคนละ 10 กิโลกรัม ถามว่าทุกคนที่ทำไวน์รสชาติที่ออกมาเหมือนกันไหม... องุ่นเหมือนกัน แต่ผลิตไวน์ราคาแตกต่างกัน ตั้งแต่ 200 บาท ถึงเป็นแสนบาท

มีไหม ที่มีคนพยายามล้วงสูตรของเรา นายแสงชัย ยอมรับว่ามีเยอะ มีคนจีนบางคนพยายามกว้านซื้อยาที่รับแจกจากคนที่มารอ ตอนนี้ที่จีนพยายามแกะสูตรอยู่ ประเทศเยอรมนีก็ยังไม่ได้ เขาเอาคนป่วยมารักษาในบ้านเรา

เครื่องผลิตยาที่ได้รับบริจาคมา

มีส่วนผสมตัวไหนไหมที่ไม่ได้บอก หรือไม่สามารถบอกได้ นายแสงชัย ตอบว่า คุณคิดว่าครูมวยเก่งๆ เขาถ่ายทอดวิชากับลูกศิษย์หมดหรือไม่... (ผู้สื่อข่าวตอบว่าต้องมีไม้ตาย...) นายแสงชัย ตอบสวนทันควันอย่างเรียบเฉย “ผมก็มีไม้ตาย”

“ถ้าบอกหมดก็ทำขาย ทำกินกันเละเทะ ทำให้สมุนไพรไทยเสียชื่อ สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ คือ อยากให้สมุนไพรไทยได้ต่อสู้กับเคมี...”

ยืนยันใช่ไหมว่าทั้งหมดคือสมุนไพรไทย นายแสงชัย ตอบทันที “ทุกชิ้น”

ยาของตนได้มีการทดลองมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งเด็ก เด็กเล็ก หรือคนตั้งครรภ์ มีอยู่เคสหนึ่งกำลังท้อง เราให้กินแล้วลูกออกมาปกติ จากที่ตอนแรกหมอบอกให้เอาเด็กออกด้วยซ้ำ

“สมุนไพรไทยสามารถยับยั้ง และสร้างภูมิคุ้มกัน หากเราใช้เคมีฆ่า มันฆ่าได้หมด แต่มันอาจจะมีผลข้างเคียง แต่สมุนไพรฆ่าได้ไหม เชื่อว่าไม่ถึง 50% แต่ถามว่าแล้วคุณภาพชีวิตเป็นอย่างไรล่ะ..”

ส่วนผสมของตัวยา ตำรับของ "หมอแสง"
ครั้งหนึ่งเคยคิดเอายาไปทิ้ง..แต่ตัดใจทำไม่ได้ เพราะนึกถึงคนป่วยที่มารอ มาก้มกราบ

ที่ผ่านมา เราได้ช่วยเหลือคนป่วยมาโดยตลอด เวลาที่เรายื่นยาให้กับคนที่มีหวัง ตัวเราเองรู้สึกอย่างไรบ้าง หมอแสง กล่าวจากใจอย่างเชื่องช้าว่า “เราบอกเขาเสมอ..ผมไม่ใช่หมอ เราคือผู้แบ่งปันกับคนหมดหนทาง..” เพราะการช่วยเหลือในช่วงแรกนั้น จะช่วยกับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และหมอปฏิเสธการรักษาทั้งสิ้น ทำแบบนี้จะมีความสุขมากกว่า

แต่ปัจจุบันโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กมันเร็ว..แต่ความเป็นจริงเราพูดกับเขาทุกครั้งว่า คุณควรไปรักษาควบคู่กับแพทย์สมัยใหม่ แต่..บางคนทนกับเคมีไม่ไหว เขาก็มาหาเรา เราจะผลักไสเขาไปก็ไม่ได้

การใช้สมุนไพรเพื่อเอาไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ในตัวคนเรามีเม็ดเลือดขาวเพื่อฆ่าเชื้อร้าย สมุนไพรไปช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว หากคุณภาพชีวิตดี อารมณ์ดี เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดี

อะไรเป็นกำลังใจให้ต่อสู้ได้ยาวนานสิบกว่าปี หมอแสง กล่าวว่า เราได้รักษาลูกตัวเองแล้ว เรายังได้รักษาคนรอบข้างด้วย “แท้ที่จริงแล้วยาตัวนี้ไม่ได้รักษาคนที่ป่วยนะ คุณไม่รู้หรอกว่าเวลาคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเป็นมะเร็ง คนรอบข้างนั้นทุกข์ทรมานแสนสาหัส คนที่ทุกข์ทรมานใจรอบข้างคนป่วยนั้นเป็นสิบชีวิต ทุกคนห่อเหี่ยว ท้อแท้หมดกำลังใจ เพราะตรงนี้แหละจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ช่วยสร้างมันขึ้นมา

ที่ลงทะเบียนรับยา ที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี

ทางครอบครัวให้กำลังใจยังไงบ้าง นายแสงชัย เล่าว่า ลูกเมียตนพร้อมที่จะสู้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามีบ้างไหมเจอแรงกดดันเยอะๆ จนเริ่มท้อ...นายแสงชัยยอมรับว่ามี มีอยู่ครั้งหนึ่งเตรียมที่จะเอายาไปทิ้ง แต่เห็นคนมารอ มากราบเท้าเป็นร้อยเป็นพันคน มันทำให้เราทิ้งเขาไม่ลง วันที่แจกยาลองมาดูสิ

“ผมแจกยาให้กับทุกคน ผมรู้สึกภาคภูมิใจนะ เพราะเห็นคนกินแล้วดี จากที่เคยถูกหามมา แต่กินแล้วเดินมาเอาได้ ก็รู้สึกภูมิใจ” หมอแสงพูดแล้วยังน้ำตาคลอ 

หมอแสง ระบุ ยาตำรับนี้ รักษาส่วนไหนได้บ้าง

เท่าที่รักษามา คิดว่ายาที่ใช้รักษามะเร็งส่วนไหนดีที่สุด หมอแสง อ้างว่า “ต่อมลูกหมาก มดลูก เต้านม รังไข่... เอาเป็นว่าไม่บอกดีกว่าว่าดียังไง แต่ที่ผ่านมาก็มีหน่วยกล้าตายที่จะทดลองกินยา โดยมีการลงชื่อไว้ ซึ่งต่อมาได้ไปตรวจก็พบว่าสารบ่งชี้มะเร็งลดลง เราเห็นก็ดีใจ..เราก็แถม

“เช้าๆ วันเสาร์ จะมีพวกขอนอกระบบอยู่ 600-700 คน ในระบบที่มารับ 27,000 - 30,000 คน ยังมีนอกระบบอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มเพื่อน ญาติ ที่มาขอรับแล้วนำไปฝากกัน รวมๆ แล้วครั้งหนึ่งที่แจกทำยา 350,000 - 400,000 เม็ด”

บางคนบอกว่าเราให้เขาไปแจ้งความทำประวัติไม่ได้ แต่..หากเราไม่ทำ เราจะควบคุมไม่ได้ “แต่ถ้าคุณไม่ยอม ผมก็ไม่ว่า คุณก็หาหมอที่รักษาคุณ” แต่สิ่งที่เราจะเอา คือ ชื่อ นามสกุล เลข 13 หลัก เป็นมะเร็งที่ไหน ระยะที่เท่าไหร่ รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอะไร เราไม่เคยยึดบัตรประชาชนคุณ​ เพียงแต่เราต้องการสแกน

เราต้องการทราบว่าป่วยขนาดไหน บางคนหมอบอกว่าอยู่ได้ไม่กี่วัน เพราะระบบในร่างกายล้ม แต่ก็ยังเห็นอยู่มาหลายปี ทั้งนี้ ความเป็นจริงคนป่วยที่เรารักษาเขาก็ยินยอมให้เราเก็บประวัติกันทุกคน เราแค่ต้องการให้ทำตามกติกาของเรา

ไขข้อสงสัย เงินทุนมาจากที่ไหน... 

หลายคนข้องใจว่าเอาเงินจากไหนมาทำ เพราะของที่ใช้ราคาไม่สูง รำข้าวกิโลกรัมละ 10 กว่าบาท.. กลุ่มโรงสีที่สีข้าววันละ 400-500 ตัน เขาอยากจะเอามาให้เยอะแยะ แต่เราไม่มีที่เก็บ"

แล้วมีเงินสนับสนุนหรือไม่ นายแสงชัย กล่าวว่า เรามีทุนเอง จากการเลี้ยงกุ้ง มีกลุ่มเพื่อนที่ซื้อตัวยามาให้ ซึ่งซื้อเองจริงๆ ไม่มาก คนที่สนับสนุนมากคือ กลุ่มเพื่อนที่รักกันมานาน จะทำบุญแต่ละที่ ก็ช่วยกัน จิตอาสา ก็มาจากพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

จริงๆ แล้วเราไม่เคยคาดหวังที่จะขึ้นทะเบียน ไม่ได้หวังว่าจะกลายเป็นยาวิทยาศาสตร์ เราต้องการให้เป็นแค่สมุนไพรไทย ช่วยเหลือคนไทย...ผมเป็นคนไทย เกิดบนผืนแผ่นดินไทย อะไรที่ดีต่อคนไทยผมพยายามรั้งไว้ให้จนได้ ไม่เช่นนั้น ผมขายไปนานแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้ว ที่คนจะมาขอซื้อ แต่ผมยังไม่อยากขาย" นายแสงชัย หมอชาวบ้านกล่าวทิ้งท้าย. 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้