วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ต่อยอด..ศาสตร์พระราชา เพิ่มหนทางสู้หมอกควันพิษ

ต่อยอด..ศาสตร์พระราชา เพิ่มหนทางสู้หมอกควันพิษ

  • Share:

นับวันปัญหาหมอกควันพิษปกคลุมประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เอาแต่โทษการจุดไฟเผาป่า เผาฟาง...เพราะขนาดเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ไร้ป่า นามีน้อยนิด ยังเกิดปัญหาได้เช่นกัน

เป็นเรื่องโชคดีที่คนไทยมีศาสตร์พระราชาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ให้...วันนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หาได้มีภารกิจโปรยฝนแก้แล้งเท่านั้น ยังต้องปฏิบัติการชะล้างหมอกควันพิษคลุมเมืองด้วย

“นักวิทยาศาสตร์กรมฝนหลวงฯ ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะนำศาสตร์พระราชามาต่อยอด จากการที่เราปล่อยบอลลูนขึ้นไปสำรวจสภาพอากาศ นำ ข้อมูลมาวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ทราบว่า ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้หมอกควันปกคลุมเมืองแบบหยุดนิ่งไม่ยอมไปไหนเป็นเวลานาน มาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกกันว่า Inversion Layer หรือ ชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผัน

ปกติชั้นบรรยากาศของโลกเรา ยิ่งสูงจะยิ่งหนาว ทุกความสูง 1,000 ม. อุณหภูมิจะลดลง 6.4 ํ c แต่ในช่วงฤดูจุดไฟเผาป่าเผานา ชั้นบรรยากาศที่ความสูง 7,000-15,000 ฟิต เกิดอุณหภูมิผกผัน แทนที่ยิ่งสูงจะยิ่งหนาว กลายเป็นร้อน ประกอบชั้นบรรยากาศเหนือขึ้นไปอีกขั้น มีความกดอากาศสูงมากดทับไว้อีกชั้น เลยเกิดสภาพเหมือนมีฝ้าเพดาน กั้นหมอกควันละอองพิษไม่ให้ลอยทะลุขึ้นไปได้ ควันพิษเลยถูกขังให้อยู่กับที่ ไปไหนไม่ได้”

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เผยถึงความก้าวหน้าอีกขั้นของการนำศาสตร์พระราชามาคิดต่อยอด...นำสารฝนหลวงสูตร 4 (น้ำแข็งแห้งอุณหภูมิ -80 ํ c มาโปรยเพื่อปรับอุณหภูมิผกผัน ให้กลับเข้าสู่สภาพภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว เปิดทางให้ฝุ่นควันลอยขึ้นไปบรรยากาศระดับบนได้

ผลการทดลอง 2 เดือนที่ผ่านมา...ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะการตรวจวัดอากาศหลังโปรยน้ำแข็งแห้งไปแล้ว ชั้นบรรยากาศระดับบนขึ้นไปมีปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มมากขึ้น...นั่นแสดงว่า หมอกควันพิษสามารถลอยทะลุขึ้นไปได้ ไม่ถูกขังให้อยู่กับที่ ช่วยลดปริมาณควันพิษที่เราสูดดมในระดับใกล้พื้นโลก

กระนั้นการจะเอาชนะหมอกควันพิษปกคลุมเมืองที่ได้ผลดีที่สุด...ยังหนีไม่พ้นการทำ “ฝนหลวง” เพราะหนทางเห็นผลเร็วกว่าวิธีข้างต้น

“ปัญหาที่เราเจอมากที่สุดในฤดูหมอกควันพิษ ก.พ.-กลาง เม.ย. สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยให้ทำฝนหลวงได้ เพราะในอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ไม่ถึง 60% เราเลยนำศาสตร์พระราชามาต่อยอดหาสารทำฝนหลวงที่สามารถทำฝนได้ในสภาพอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์ 50-60% การทดลองในห้องแล็บ เราได้สารตัวใหม่มา 5 สูตร โดยนำแคลเซียมคลอไรด์, ยูเรีย, โปแตสเซียมคลอไรด์ มาผสมกับเกลือแป้งสูตรเดิม ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน”

เมื่อนำมาทดลองในสภาพอากาศจริงในพื้นที่ภาคเหนือ...หลังจากโปรยสารไปแล้ว พบว่าแกนเมฆที่จะก่อตัวเป็นเมฆฝนมีปริมาณมากขึ้น

ความก้าวหน้าอีกขั้น ทดลองเลือกหาสารฝนหลวงทางเลือกใหม่ สูตรไหนจะให้ผลดีที่สุด อธิบดีกรมฝนหลวง ตั้งความหวังปีหน้า คนไทยจะได้เห็นผลงาน.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้