วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สงครามเศรษฐกิจ จีน-สหรัฐฯ

สงครามเศรษฐกิจ จีน-สหรัฐฯ

โดย หมัดเหล็ก
2 เม.ย. 2561 05:01 น.
  • Share:

การลงนามในคำสั่งให้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พิจารณา เก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้า ที่นำเข้าจากจีน กว่า 128 ชนิด รวมทั้ง การขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม อีกร้อยละ 25 ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกมองว่าเป็นบริบทของปรากฏการณ์มาตรการกีดกันทางการค้าครั้งสำคัญของ สหรัฐฯ เพื่อลดการเสียเปรียบดุลการค้า ที่ ทรัมป์ เคยประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ถือว่าเป็นการยิงนกทีเดียว เข้าหลายเป้า เพราะนอกจาก จีน จะกระเทือนซางแล้ว ประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ประเทศในเอเชีย ที่เป็นคู่ค้ากับ สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบไปด้วย

สหรัฐฯนั้นระแวงจีนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีของสหรัฐฯ การใช้ข้อจำกัดการลงทุนของจีน การเลือกปฏิบัติในการออกใบอนุญาตอย่างไม่เป็นธรรม หรือการที่ จีน สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าซื้อกิจการใน สหรัฐฯ เพื่อนำไปสู่การครอบครองเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา มีการสนับสนุนการบุกรุกทางไซเบอร์ เพื่อเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลลับทางธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้ เป็นที่รู้กันอยู่ว่า สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับจีน มากที่สุดถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีน เมด อิน ไชน่า 2025 โดยมีการชดเชยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หันมาผลิตสินค้าใช้เองในประเทศ

จีนเองก็ไม่ได้ยิ่งหย่อน มีการออกมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ โดยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และให้สิทธิพิเศษทางการค้าการลงทุนกับประเทศคู่ค้าอื่น การจำกัดขอบเขตและความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจของสหรัฐฯ ลดจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนที่จะเดินทางไปสหรัฐฯ ลดการถือพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ

กลายเป็นสงครามทางการค้าระลอกใหม่

กระทบต่อตลาดทุนและตลาดเงินไปทั่วโลกทันที ในขณะที่สหรัฐฯเองก็เดินแผนสร้างพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นการโทร.สายตรง ไปหารือถึงสถานการณ์โลกกับผู้นำประเทศต่างๆ รวมทั้ง เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ รัฐบาลอังกฤษ ในการตอบโต้ทางการทูตกับประเทศรัสเซีย

ในเวลาเดียวกัน จีนเองก็แสดงความเป็นเอกภาพของประเทศมหาอำนาจ โดยให้อำนาจ สี จิ้นผิง ครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ชูความแข็งแกร่งของผู้นำจีน แสดงถึงความเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีประชากรมากที่สุดในโลก พร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด

กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศโดยการให้ หลี่ เค่อเฉียง นายกฯจีน ประกาศลดการจัดเก็บภาษีภาคธุรกิจและภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ลงมากว่า 8 แสนล้านหยวน

การประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้มีการยกสถานะของ สี จิ้นผิง ให้เทียบเท่า เหมา เจ๋อ ตุง และ เติ้ง เสี่ยว ผิง ประกาศใช้ ความคิดสี จิ้นผิง เป็นแนวทางสังคมนิยมแบบจีน ที่นำไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ

เพิ่มศักยภาพพร้อมรบเต็มร้อย.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้