ศาลรธน.ลงดาบ ฟัน6ส.ส. หลุดสมาชิกภาพ

ข่าว

    ศาลรธน.ลงดาบ ฟัน6ส.ส. หลุดสมาชิกภาพ

      4 พ.ย. 2553 09:00 น.

      ซื้อหุ้นต้องห้ามหลังเข้าสภา รมช.‘บุญจง-เกื้อกูล’ติดกลุ่ม เตรียมยกร่างแก้รธน.5ฉบับ 40ส.ว.กลับลําหนุน2ประเด็น

      ศาลรัฐธรรมนูญฟัน 6 ส.ส.สิ้นสมาชิกภาพ เหตุซื้อหุ้นหลัง รับตำแหน่ง ส.ส.-ส.ว. แจง "ปตท.สผ.-ที โอที" บริษัทต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ส่งผล "บุญจง-เกื้อกูล"หลุดเก้าอี้ ส.ส. แต่ยังเหนียวเกาะเก้าอี้รัฐมนตรีไว้แน่น "บุญจง" ยันลงสมัครเลือกตั้งซ่อมอีกครั้ง โยน กก.บห.ภูมิใจไทยชี้ขาดลาออกจากตำแหน่ง มท.2 หรือไม่ "ชวรัตน์" มั่นใจศักยภาพพื้นที่โคราชแน่น "เกื้อกูล" ขอหารือผู้ใหญ่ ในพรรคก่อนตัดสินใจ "ป้าหญิง" กรี๊ดแนะเลือกขอทานเป็น ส.ส. "ถิรชัย" ส้มหล่นเลื่อนขึ้นเป็น ส.ส. แทน "ปรีชาพล" ยินดี 22 ส.ส. 16 ส.ว.รอดหวุดหวิด กรรมการแก้รัฐธรรมนูญยกร่างแก้ รธน. 5 ฉบับ ส่งให้ 49 พรรคการเมืองพิจารณาในสัปดาห์นี้ "สาทิตย์" โยน ครม.ชี้ขาดเปิดวิสามัญแก้ รธน.หรือไม่ ภูมิใจไทยไล่ประชาธิปัตย์ไปเคลียร์ในพรรค 40 ส.ว.กลับลำหนุนรัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น

      สืบเนื่องจากกรณีที่ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ว. 16 คน และ ส.ส. 28 คน ที่ถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อมวลชน และบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐนั้น

      ศาล รธน.วินิจฉัย ส.ส.-ส.ว.ถือหุ้น

      เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่สำนักงานศาล รัฐธรรมนูญ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ เรียกประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อลงมติและเขียนคำวินิจฉัยกลาง ในคดีที่ประธานวุฒิสภาและประธานสภา ผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้ร้องส่งความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ กรณีสมาชิกภาพของ ส.ว. 16 คน และ ส.ส. 28 คน ที่ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119 (5) และ 106 (6) หรือไม่ เพราะอาจกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) (4) ที่ถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อและบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ โดยมีตุลาการเข้าประชุมเพียง 8 คน เนื่องจากนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งขอลากิจทั้งสัปดาห์ จากนั้น เวลา 15.15 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 8 คน ออกนั่งบัลลังก์ เพื่ออ่านคำวินิจฉัย ตามคำร้องที่ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ว. และ ส.ส. จำนวน 44 คน ถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อและบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐอันอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงหรือไม่

      ครองหุ้นหลังเป็น ส.ส.ผิดกฎหมาย

      นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยระบุว่า ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยมี 3 ประเด็น คือ 1. การดำเนินการและการมีคำวินิจฉัยของ กกต. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2. บริษัทที่ถูกร้องเป็นบริษัทต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ 3. การถือหุ้นของผู้ถูกร้องเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยในประเด็นนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 เห็นว่าการถือครองหุ้นที่ผิดกฎหมายต้องถือครองหลังจากมีสมาชิกภาพเป็น ส.ส. และ ส.ว.แล้ว

      หุ้น ปตท.พ่นพิษเหตุผูกขาดตัดตอน

      นายบุญส่งกล่าวว่า ทั้งนี้ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ บริษัทที่ผู้ถูกร้องถือหุ้นมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรค 1 (2) (4) และวรรค 3 ประกอบมาตรา 48 หรือไม่ เห็นว่า ปตท.จำกัด (มหาชน) ค้าขายเชื้อเพลิง แม้จะมิใช่บริษัทได้รับสัมปทาน หรือคู่สัญญาจากรัฐที่มีลักษณะผูกขาดตัดตอน แต่ ปตท.เป็นผู้ลงทุนในบริษัทอื่น หรือที่เรียกว่าโฮลดิ้งคัมพานี เช่น ถือหุ้นใน ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานการสำรวจ และขุดเจาะน้ำมันจากกระทรวงพลังงานถืออยู่ 65.42% และถือหุ้นในบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับสัมปทานในการจำหน่ายน้ำประปา ไฟฟ้า จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 49.16% ซึ่งมากพอจะครอบงำกิจการได้ เมื่อบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นบริษัทเป็นการต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 วรรค 1 (2) ส่วนการถือหุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงเป็นการถือหุ้นในบริษัทอันต้องห้ามในทางอ้อม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรค 1 (2)

      รธน.เขียนชัดไม่มีสิทธิถือหุ้นทีโอที

      นายบุญส่งกล่าวว่า ส่วนบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์โดยได้รับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์ ซึ่งแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน ชื่อบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งนอกจากจะเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐแล้ว ยังเป็นบริษัทประกอบกิจการโทรคมนาคมอีกด้วย จึงเป็นบริษัทอันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 265 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 48 ชี้เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เขียนกันนักการเมืองครอบงำ "รัฐธรรมนูญห้ามการถือหุ้นในบริษัทที่ต้องห้าม โดยไม่ได้ระบุว่าจะต้องถือหุ้นจำนวนเท่าใด และไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีอำนาจบริหารงานหรือครอบงำกิจการหรือไม่ เพราะฉะนั้น การถือหุ้นเพียงแค่หุ้นเดียว ก็ย่อมเป็นการถือหุ้นตามความหมายในรัฐธรรมนูญแล้ว แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจกรรมก็ตาม  การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามการถือหุ้นชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้ง ส.ส.และ ส.ว. มีช่องทางที่จะใช้หรือถูกใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์มิชอบโดยทางใดทางหนึ่ง ดังนั้น การซื้อหุ้นของผู้ถูกร้องทั้ง 6 คน หรือคู่สมรส แม้จะเป็นการซื้อในตลาดหลักทรัพย์ แม้จะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือเก็งกำไรก็ตาม ก็เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 วรรค 1 (2) (4) วรรคสาม ประกอบมาตรา 48 แล้วแต่กรณี"

      ลงมติ 6 ส.ส.พ้นสมาชิกภาพ

      นายบุญส่งกล่าวสรุปว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เห็นว่าการถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ที่ถือว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 จะต้องเป็นการถือหุ้นภายหลังการมีสมาชิกภาพเป็น ส.ส.และ ส.ว.แล้ว ดังนั้น  ทำให้มี ส.ส.ทั้งหมด  6  คน  ที่ต้องพ้นสมาชิกภาพ  ประกอบด้วย 1.นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 2.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ถือหุ้นบริษัท ปตท.สผ. และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 3.นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน ถือหุ้นบริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) 4. ม.ร.ว.กิติวัฒนา (ไชยยันต์) ปกมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ถือหุ้นบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) 5.นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม และ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติ–ไทยพัฒนา คู่สมรสถือหุ้นบริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) และ 6.นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และ ส.ส.นครราชสีมา จากพรรคภูมิใจไทย ภรรยาถือหุ้นบริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน)

      ให้เลือกตั้งซ่อมภายใน 45 วัน

      นายบุญส่งกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ส.ส.ทั้ง 6 คนถือว่าพ้นสมาชิกภาพทันที นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย โดยหลังจากนี้ กกต.จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม ในส่วนของ ส.ส.ระบบเขตภายใน 45 วันตามกฎหมาย ส่วน ส.ส.สัดส่วนให้ใช้การเลื่อนลำดับขึ้นมา ส่วน ส.ส.ที่เหลืออีก 22 คน และ ส.ว.ทั้ง 16 คน ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่เข้าข่ายกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ

      "บุญจง" ลงสมัครอีกหลังถูกตัดสิทธิ

      นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ในฐานะอดีต ส.ส.นครราชสีมา รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ว่า เพิ่งทราบข่าว ยังอยู่ในพื้นที่ทำงานช่วยประชาชนผู้ประสบอุทกภัยอยู่ จึงยังไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยว่ามีรายละเอียดอย่างไร ได้ยินแค่ว่าสิ้นสุดสภาพความเป็น ส.ส. อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลมีคำตัดสินก็ต้องยอมรับและเคารพคำตัดสิน ส่วนขั้นตอนต่อไปคือการต้องเลือกตั้งใหม่ โดย กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง ทั้งนี้จะลงสมัครรับเลือกตั้งเองหรือไม่ จะต้องรอกรรมการบริหารพรรค ที่จะประชุมกำหนดตัวผู้สมัครในวันที่ 9 พ.ย.นี้ เมื่อถามว่ากรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ เพื่อลงสมัคร ส.ส. จะเป็นบรรทัดฐานที่ต้องปฏิบัติตามหรือไม่ นายบุญจงตอบว่า อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคกำหนด ทั้งหมดจะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเป็นสำคัญ ส่วนจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาใหม่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประชาชน โดยได้ลงพื้นที่และทำงานมาโดยตลอด รวมทั้งที่มีข่าวเรื่องการจับมือระหว่างนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา และว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อยึดพื้นที่ จ.นครราชสีมานั้น ก็เป็นเรื่องปกติทางการเมือง ที่จะยึดตรงไหนก็พูดไปได้

      "ชวรัตน์" ไม่หวั่นชี้เป็นเรื่องธรรมดา

      นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่เป็นไร ถึงนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย พ้นจากความเป็น ส.ส. แต่ไม่ได้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และนายบุญจงก็ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ ส่วนพรรคจะมีการส่งนายบุญจงลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้น ต้องหารือกับที่ประชุมพรรค เพื่อให้พรรคลงมติในเรื่องนี้ก่อน โดยไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว ถึงแม้เก้าอี้ ส.ส.ของพรรคหายไป 1 ที่ เพราะเป็นธรรมดาของการเมือง ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่จ.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทยจะสามารถได้เก้าอี้ ส.ส.กลับมาหรือไม่ เพราะมีข่าวการจับมือกันของนายสุวัจน์กับว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ นายชวรัตน์ตอบว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ใช่คนที่ต้องขึ้นเวทีชกเอง ส่วนศักยภาพของพรรคในนครราชสีมานั้น คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา

      "เกื้อกูล-สมเกียรติ" ขอหารือผู้ใหญ่

      นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม อดีต ส.ส. พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ยอมรับและเคารพกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินออกมา แต่ทิศทางทางการเมืองหลังจากนี้นั้นยังไม่สามารถตอบชัดเจนได้ ต้องรอปรึกษาจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพก่อนว่า จะมีการดำเนินการอย่างไรหลังจากนี้ ทั้งนี้การถือครองหุ้นนั้น ไม่เคยมีเจตนาที่จะกระทำการใดๆที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย เพราะเป็นการถือครองในช่วงก่อนที่ตนดำรงตำแหน่ง ส.ส. และหุ้นดังกล่าวภรรยาของตนเป็นคนซื้อ

      นายสมเกียรติ ฉันทวานิช อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทราบข่าวจากสื่อมวลชนที่โทรศัพท์มาสัมภาษณ์ แต่ยังไม่รู้ในรายละเอียดว่าถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. จากการถือครองหุ้นตัวไหน เพราะถือครองหุ้นอยู่ในมือหลายตัว แต่คาดว่าอาจจะเป็นหุ้นของ ปตท.ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม คงต้องหารือกับผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อน

      "ป้าหญิง" ตอกกลับให้ขอทานเป็น ส.ส.

      ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยยันต์ อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่ศาลตัดสินเช่นนั้น เพราะหุ้นบริษัททีทีแอนด์ทีที่มีอยู่ แม้จะมี 50,000 หุ้น แต่มูลค่าขณะนี้เหลือเพียง 3,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนหุ้นที่เท่ากันกับนายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ส.ส. สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน แต่นายสาธิตกลับไม่ถูกตัดสินให้ผิด หากศาลมีคำวินิจฉัยแบบนี้ การเลือกตั้งครั้งต่อไปคงต้องให้ขอทานมาเป็น ส.ส.แทน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ 1 ปีคงจะพักผ่อนอยู่บ้าน หากทางพรรคส่งลงสมัครในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าอีกก็พร้อมที่จะลงเลือกตั้งอีกครั้ง

      นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เสียใจหรือติดใจกับคำตัดสิน หลังจากนี้คงต้องหารือกับผู้ใหญ่ในพรรคหากมีการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่

      "ถิรชัย" ได้เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน

      นพ.อลงกต มณีกาศ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ในส่วนของ ส.ส.ของพรรคที่โดนตัดสิทธิ์ 2 คนนั้น ถือว่าไม่กระทบ เพราะในส่วนของ ม.ร.ว.กิติวัฒนาอยู่ในระบบสัดส่วน ดังนั้นก็ต้องเลื่อนผู้สมัครอื่นๆขึ้นมาแทน ทั้งนี้เมื่อดูในสารบบพบว่าผู้สมัครที่มีลำดับถัดจาก ม.ร.ว.กิติวัฒนา คือนายถิรชัย วุฒิธรรม ส่วนของนางมลิวัลย์นั้น ต้องรอปรึกษาผู้ใหญ่ภายในพรรคก่อน เพราะตามกฎหมายสามารถลงเลือกตั้งได้อีกครั้ง
      นายถิรชัย วุฒิธรรม ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อ–แผ่นดิน กล่าวว่า ทางพรรคได้โทรศัพท์ให้ไปพบผู้ใหญ่ในวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ลุ้นกับการตัดสินของศาล เพราะเห็นว่าเหลือเวลาทำงานอีกไม่มาก และไม่คิดว่าจะตัดสินใจช่วงนี้เสียด้วยซ้ำ จากนี้ไปเมื่อมีตำแหน่ง ส.ส. ก็พร้อมทำงานอย่างเต็มที่

      "ปรีชาพล" เตรียมลงเลือกตั้งซ่อม

      ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอยืนยันไม่มีเจตนาในเรื่องนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วก็เคารพคำตัดสิน ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. แต่กฎหมายไม่ได้ลงโทษห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะลงเลือกตั้งซ่อมใหม่ได้ ถือว่าคนขอนแก่นโชคดีได้เลือกตั้งใหม่ก่อน อย่างไรก็ดีขอแสดงความยินดี 22 ส.ส. และ 16 ส.ว. ด้วยที่รอดพ้นจากคดีนี้

      นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นความผิดพลาดเรื่องเทคนิค และไม่ได้มีการตัดสิทธิ ส.ส. ดังนั้นก็ลงเลือกตั้งใหม่ได้ และเท่าที่คุยกันไว้เบื้องต้นน่าจะส่งคนเดิมลงสมัครที่ จ.ขอนแก่น คือ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส่วนจังหวัดอื่นๆจะต้องเข้าสู่การหารือของพรรคอีกครั้ง แต่วันนี้ก็มีผู้สมัครทุกพื้นที่แล้ว และพรรคน่าจะส่งลงหมดทั้ง 6 เขต

      กก. เตรียมยกร่างแก้ รธน. 5 ฉบับ

      ทางด้านความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  2 มาตรา ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 พ.ย.นั้น วันเดียวกันที่กรมประชาสัมพันธ์ ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ นายวุฒิสาร ตันไชย เลขานุการฯแถลงภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการฯจะยกร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็นรวม 5 ฉบับ เพื่อส่งให้ พรรคการเมือง 49 พรรคที่อยู่ในบัญชี กกต.ภายในสัปดาห์นี้ภายหลังจากที่ ครม.มีมติให้แก้รัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นคือ 1.มาตรา 190  2.เรื่องที่มาของ ส.ส. เท่าที่ทราบรัฐบาลไม่ได้จะแก้เฉพาะ 2 ประเด็นนี้  แต่เห็นว่าสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำก่อน  โดยในเรื่องระบบเขตเลือกตั้ง ครม.มีมติให้แก้ไขตามข้อสรุปของคณะกรรมการฯ คือมี ส.ส. 500 คน ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับชั้นกรรมาธิการจะแปรญัตติหรือไม่

      "สมบัติ" ย้ำเขตเดียวเบอร์เดียวเป็นสากล

      นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ กล่าวว่า การทำงาน คณะกรรมการฯไม่ได้อยู่ใต้อำนาจหรือผลประโยชน์ใคร โดยเฉพาะประเด็นเขตเลือกตั้งที่กรรมการฯเห็นไม่ตรงกับมติของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเครื่องยืนยันว่าเราทำงานเป็นอิสระ ไม่เข้าข้างใคร ผู้สื่อข่าวถามว่าระหว่างข้อสรุปเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญของคณะกรรมการฯ กับเสียงของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เห็นด้วยเรื่องการแก้ไขเขตเลือกตั้ง เสียงของใครจะดังกว่ากัน นายสมบัติตอบว่า ไม่ทราบว่าเสียงใครดังกว่ากัน เพราะไม่เคยวัด แต่เราทำงานโดยยึดหลักสากล โดยเฉพาะเรื่องเขตเดียว เบอร์เดียวเป็นหลักสากล ไม่ควรเอาเหตุผลอื่นมาอ้าง เพื่อไม่ทำตามหลักการสำคัญ ซึ่งพรรคเพื่อแผ่นดินก็ตอบรับมาแล้วว่าเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมการฯ เสนอมา

      คนร้อยละ 49.8 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยเก็บข้อมูลจากตัวอย่างประชาชน 6 พันรายทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-12 ต.ค. 2553 พบว่าประชาชนร้อยละ 49.8 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ และเคยอ่านรัฐธรรมนูญทั้งหมด ร้อยละ 2.8 ส่วนความเห็นเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ร้อยละ 34.1 เห็นว่าควรแก้ไข ร้อยละ 12.9 เห็นว่าไม่ควรแก้ไข  และร้อยละ 53 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าควรแก้ไขหรือไม่ ขณะที่เรื่องการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ประชาชนร้อยละ 45.2 เห็นว่าควรมีการตั้ง ส.ส.ร.เหมือนปี 2540 นอกจากนี้ประชาชนอีกร้อยละ 59.7 เห็นว่าควรทำประชามติเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ

      รอ ครม.ชี้ขาดเปิดวิสามัญแก้ รธน.

      นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายก–รัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ได้ตกลงกันว่าในข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯทั้งหมด รัฐบาลรับ 2 ข้อคือระบบการเลือกตั้งและเรื่องมาตรา 190 และได้มอบหมายคณะกรรมการฯไปยกร่างอีกครั้ง แล้วส่งมาให้ทุกพรรคการเมืองต่างๆพิจารณาก่อน แล้วจึงเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้งในวันที่ 16 พ.ย.นี้ เมื่อถามว่าจะพิจารณาแก้ไขได้ทันสมัยการประชุมนี้หรือไม่ เพราะสมัยการประชุมสภาฯ จะปิดลงในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เนื่องจากนายกฯ กำชับว่าอยากให้ทำในสมัยประชุมสภาฯ นี้ หากไปรอแก้ไขในช่วงเปิดการประชุมสภาสมัยสามัญในเดือน ก.พ. 54 จะยืดเยื้อ ไม่ทันใช้ในการเลือกตั้งสมัยหน้า นายสาทิตย์ตอบว่า  เราเดินหน้าไปเข้าที่ประชุม ครม. วันที่ 16 พ.ย.ก่อน แล้วฟังมติ ครม.อีกที เมื่อถามย้ำว่าจำเป็นต้องขอเปิดการประชุมสภาฯสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่  นายสาทิตย์ตอบว่า ขอให้ดูผลการประชุม ครม.วันที่ 16 พ.ย.ก่อน

      ชงแก้ รธน.เข้า ปชป.สัปดาห์หน้า

      นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อมติ ครม.ได้ยืนยันที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น ก็คงจะเป็นเพราะทั้งมาตรา 190 และระบบการเลือกตั้ง เป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายยอมรับได้  และไม่มีข้อขัดแย้ง ส่วนอีก 4 ประเด็นเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ทับซ้อนของบางพรรค  อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน หากแก้ไขก็อาจจะเกิดความขัดแย้ง มีการวิพากษ์วิจารณ์ จนไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะนายกฯยืนยันมาตลอดว่าหากมีความขัดแย้ง ก็ไม่ควรนำมาแก้ไข ส่วนกรณีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์นั้น ก็เป็นธรรมชาติของพรรคเพื่อไทย ที่ไม่เคยเห็นด้วยกับพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาล  แต่พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจน มติพรรคก็สนับสนุนแนวทางนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่มีเหตุผลหรือเรื่องใดๆ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องมาหักหลังหรือล้มล้าง ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเห็นด้วยก็ต้องร่วมกันผลักดัน หากพรรคเพื่อไทยไม่เห็นชอบก็ไม่เป็นไร ไม่ควรตีปลาหน้าไซใส่ร้ายเสียดสี ทำให้เสียบรรยากาศทางการเมือง  หากจะใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ควรรอให้ มีเสียงข้างมากในสภา อดใจรอโอกาสนั้นในการผลักดัน

      ภท.ไล่ ปชป.เคลียร์ปัญหาเรื่อง รธน.

      นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี ครม.เห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นคือ มาตรา 190 และเรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้งว่า ในส่วนของพรรคจะมีการหารือกันวันที่ 9 พ.ย. แต่ในแนวทางทั้ง 2 ประเด็นตรงกับเจตนาของพรรค แต่ในบางประเด็น เช่น มาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค เรายังไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าอาจจะไปช่วยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทั้งนี้เรื่องปัญหาต่างๆ คณะกรรมการศึกษาก็ได้ศึกษามาแล้วและได้ชี้แจงใน ครม.ไปแล้ว ส่วนกรณีที่ ส.ส.บางส่วนไม่เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้งเขตเล็กนั้น มองว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่เข้าใจก็มาคุยกันด้วยเหตุผลว่าเพราะอะไร ส่วนตัวเห็นว่าเขตเล็กจะทำให้สิทธิ์ประชาชนเท่ากัน และคาดว่าน่าจะเสนอทันก่อนปิดสมัยประชุม เมื่อถามว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาด้วยจะทำอย่างไร นายบุญจงตอบว่า เมื่อความชัดเจน ครม.ออกมา แต่ละพรรคก็เอาไปพิจารณา แต่ถ้าพรรคการเมืองใดมีความเห็นแตกต่าง ก็เป็นเรื่องผู้ใหญ่ของแต่ละพรรคจะบริหารเอง พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยไม่เห็นด้วยมาแล้ว จึงตั้งคณะกรรมการมาศึกษา และขณะนี้ผลการศึกษาออกมาแล้ว ก็น่าจะเอาไปพิจารณา

      "ชัย" เชื่อแก้ รธน.ทันเลือกตั้ง

      นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุดของนายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เป็นประธานพิจารณาเสร็จแล้วว่า ยังไม่ทราบ แต่ถ้านำเข้าสู่ที่ประชุมสภาก็ต้องมีการตรวจสอบก่อนที่จะแก้ไข และหากทุกฝ่ายเห็นควรก็สามารถแก้ไขได้ตามกระบวนการ เพราะเรื่องนี้ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบหรือได้เปรียบ ซึ่งผู้แทนทุกคนต้องทำหน้าที่แทนประชาชนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญคาดว่า จะสามารถพิจารณาได้ก่อนปิดสมัยประชุม และก่อนที่จะมีการเลือกตั้งแน่นอน

      "ดิเรก" รับแก้ รธน.ดีกว่าไม่ได้แก้

      นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงมติ ครม.ที่เห็นด้วยกับข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียง 2 ประเด็นจาก 6 ประเด็น ได้แก่ มาตรา 190 และระบบเลือกตั้ง ส.ส.ว่า ทั้ง 2 เรื่องเป็นไปตามแนวทางที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเคยเสนอ ส่วนเรื่องอื่นโดยเฉพาะมาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค นายกฯยังไม่ได้ชี้แจงอย่างละเอียด ท่านอาจเห็นว่าถ้าไปแตะต้องเรื่องนี้โดยที่ยังไม่ทำความเข้าใจกับสังคม ประกอบกับพรรคประชาธิปัตย์มีคดียุบพรรคอยู่ อาจเกิดปัญหามีม็อบมาอีก ถ้าจะแก้แค่ 2 เรื่องก่อน ก็ถือว่ายังดีกว่าไม่แก้อะไรเลย ส่วนการแก้ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่มองว่าเอาใจพรรคร่วมนั้น เรื่องนี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหา แต่ยังยืนยันว่ามาตรา 237 ยังจำเป็น เพราะเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาในช่วงที่ผ่านมา

      40 ส.ว.กลับลำพลิกหนุน รบ.แก้ รธน.

      นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวถึงมติ ครม.เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น คือมาตรา 190 และเรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้งว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นดังกล่าว เพราะถ้าแก้ไปมากกว่านี้จะทำให้เกิดความแตกแยก การแก้รัฐธรรมนูญจริงๆจะต้องศึกษาทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่ 6 ประเด็นตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน ที่เสนอมายังรัฐบาลจะต้องศึกษาทั้งหมด โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งจากที่มี ส.ส. 400 คน เหลือ 375 คน เขตเลือกตั้งจะใหญ่ขึ้นทันที ส่วนมาตรา 190 นั้น แม้ว่าเดิมทีจะไม่เห็นด้วย แต่ถ้าหากมีปัญหาในทางปฏิบัติจะแก้เพื่อให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ เพราะไม่ได้แก้ในหลักการ แต่เป็นเพียงการแก้ทาง เทคนิค อยากให้แก้ไขเพียง 2 ประเด็นเท่านั้นไม่อยากให้เข้าสภาแล้วไปเพิ่มประเด็นอื่นเข้าไป ถ้าหากอยากทำประชามติก็ทำได้ เพื่อถามความคิดเห็นประชาชนก่อน

      พท.เย้ยพวกงี่เง่าเชื่อ  ปชป.จะแก้  รธน.

      นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรค เพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ ครม.มีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นว่า ในประเด็นของการแก้ไขมาตรา 190 นั้น คงเป็นเพราะรัฐบาลกลัวจะเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวที่เกิดขึ้นกับนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ จึงหาทาง ทำอะไรเพื่อปกป้องตัวเอง ส่วนเรื่องการแก้ไขระบบเลือก ตั้งเป็นเขตเดียวเบอร์เดียวนั้น เป็นเพียงการหลอกเอาใจพรรคร่วมรัฐบาล ประวิงเวลาให้อยู่บนอำนาจต่อไป เพราะ เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาจริงมีการโหวตในสภาก็จะไม่ผ่านแน่นอน นี่คือนิสัยชอบหลอกคนอื่นจนเคยตัวของพรรคประชาธิปัตย์ ใครหลงเชื่อก็ถือว่าโง่งี่เง่า เห็นพฤติกรรมแบบนี้ก็รู้แล้วว่าไม่มีความจริงใจ เอาแต่เล่นเกมหลอกคนอื่นไปวันๆ พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีอยู่แล้วว่าหากเลือกตั้งในระบบเขตเดียวเบอร์เดียวจะเสียเปรียบ และเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ บอกว่าจะไม่อยู่ครบวาระนั้น ก็อาจจะลาออกก่อนครบวาระ 1 วันก็ได้

      ยัน "วิรัช" อาจไม่โดนแค่ภาคทัณฑ์

      ทางด้านความคืบหน้ากรณีคลิปฉาวคดียุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงโทษนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปรากฏอยู่ในคลิปที่พบกับนายพนิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะโดนลงโทษแค่ภาคทัณฑ์ว่า ยังไม่ได้มีอะไรเลย เพิ่งได้รับรายงานการสอบสวนจากนายเทอด–พงษ์ ไชยนันท์ ประธานคณะกรรมการสอบสวน เมื่อวันที่ 2 พ.ย. และจะเป็นอำนาจของตนที่จะดำเนินการต่อ ซึ่งยังไม่ได้มีการสั่งการอะไรเลย เพราะกำลังพิจารณาดูรายงานและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ ผู้สื่อข่าวถามว่าปัจจัยประกอบการตัดสินใจจะพิจารณาอย่างไร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า จะดูจากรายงานสอบสวนข้อเท็จจริงที่ส่งมา และคำนึงถึงหลักความรับผิดชอบ ซึ่งเบื้องต้นระบุว่าไม่เหมาะสม แม้จะไม่มีเจตนาหรือที่มาที่ไปจะเป็นอย่างไร แต่ระบุว่าไม่เหมาะสม เมื่อไม่เหมาะสมตนต้องสอบถามเจ้าตัวนายวิรัชว่าคิดอย่างไร และจะดำเนินการ

      ไม่ถึงขั้นต้องสอบสวนสมาชิกภาพ

      เมื่อถามว่านายกฯ ตัดสินลงโทษได้เลย หรือต้องนำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค นายอภิสิทธิ์ตอบว่า จริงๆแล้วข้อบังคับพรรคค่อนข้างมีช่องว่าง เพราะอำนาจของตนจะมีแค่ประเภทภาคทัณฑ์ ตักเตือน ยุติเรื่องไปเลย หรือตั้งกรรมการสอบสวนเพิ่ม และถัดจากนั้นไปมันกลายเป็นเรื่องของการสอบสวนเรื่องของสมาชิกภาพเลย ซึ่งคิดว่ามันก็สุดโต่งเกินไปทั้ง 2 ทาง เมื่อถามว่า หมายความว่ากรณีของนายวิรัช ยังไม่ถึงขั้นต้องสอบสวนเรื่องสมาชิกภาพ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คิดว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น แต่ความไม่เหมาะสมต้องมีการดำเนินการตามมา

      พท.ฉะผลสอบคลิป ปชป.แค่ปาหี่

      นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงคลิปกรณีการโกงข้อสอบเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญว่า หลังจากที่มีคลิปฉาว 2 ชุด เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้สังคมอย่าคล้อยตามการชี้นำแบบเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง มุ่งแต่ไปเอาผิดเฉพาะคนถ่ายและคนเผยแพร่ โดยไม่สนใจว่าเนื้อหามีการกระทำความผิด หรือไม่ อย่างไร เรื่องนี้ถ้าประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่ ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง จะเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สำหรับกรณีที่นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรม–การสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏตัวในคลิปที่พบกับนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ สรุปว่า นายวิรัชมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้น เรื่องนี้คณะทำงานของพรรคเพื่อไทยมองว่าการเตือนหรือภาคทัณฑ์ เท่ากับยอมรับว่านายวิรัชมีความผิด ที่น่าจะมีส่วนไปวิ่งเต้นคดียุบพรรค แต่ดูเหมือนคณะกรรมการน่าจะตั้งธงกันไว้ก่อนสอบสวนแล้ว ดังนั้น จึงเป็นปาหี่ มวยล้ม ต้มคนดู เป็นการอุ้มพวกเดียวกัน และที่สำคัญน่าจะเป็นการตัดตอน ไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับทีมทนายความสู้คดียุบพรรค

      15 ส.ส.จับมือตั้งกลุ่ม "ไมตรีจิต"

      ที่รัฐสภาได้มี ส.ส.จำนวน 15 คน จาก 7 พรรคการเมือง อาทิ ดร.เจริญ คันธวงศ์ นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ จากพรรคประชาธิปัตย์ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย น.ส.กฤษฎา สีหลักษณ์ นายสุเมธ ฤทธาคนี นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ นายธเนศ เครือรัตน์ จากพรรคเพื่อไทย นายพิกิฏ ศรีชนะ และนายรณฤทธิชัย คานเขต จากพรรคเพื่อแผ่นดิน นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ จากพรรคภูมิใจไทย นางตรีนุช เทียนทองจากพรรคประชาราช นายนัจมุดดีน อูมา พรรคมาตุภูมิ และนายตุ่น จินตะเวช จากพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายเจริญกล่าวว่า ส.ส.ทั้ง 15 คนจากหลายพรรคการเมืองได้หารือกันที่โรงแรมสยามซิตี้ เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อต้องการแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เป็นวิกฤติการเมืองและสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ และมีมติร่วมกันที่จะตั้งกลุ่ม "ไมตรีจิต" เป็นสื่อนำไปขยายแนวคิดในการพูดคุยฉันมิตรให้เกิดขึ้นในสังคม ถือเป็นการเริ่มต้นสร้างบรรยากาศที่ดีในหมู่สมาชิกสภาฯเป็นครั้งแรก และมอบหมายให้นายทนุศักดิ์เป็นประธานกลุ่ม มีนายบรรพตเป็นเลขาฯ

      สร้างบรรยากาศพูดคุยฉันมิตร

      นายทนุศักดิ์กล่าวว่า พวกตนถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่จะขยายไปสู่กลุ่มสมาชิกสภาฯที่กว้างขึ้น รู้ดีว่ามีกำลังไม่มาก แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่คิดทำอะไรให้เป็นประโยชน์ ดังนั้น การดำเนินงานของกลุ่มจะเริ่มต้นจากสมาชิกในกลุ่ม ที่จะใช้กระบวนการพูดคุย รับฟัง และแลกเปลี่ยนปัญหาระหว่างกัน เพื่อหาทางออกจากปัญหาเหล่านี้ให้ได้ ทั้งนี้ยังมีสมาชิกจากพรรครวมชาติพัฒนาและกิจสังคมซึ่งมีแนวคิดเดียวกันแต่ไม่สามารถมาร่วมแถลงข่าวได้ เพราะติดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่

      นายบรรพตกล่าวเพิ่มเติมว่า   นอกจากนี้ยังมีปัญหาทัศนคติของนักการเมืองด้วยกันเอง ที่มีความขัดแย้งจนทำให้เสียสัมพันธภาพระหว่างนักการเมืองด้วยกันเอง สมาชิกฯจึงเห็นรวมกันขอเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมที่ทำได้ทันที คือสร้างบรรยากาศฉันมิตรในกลุ่มสมาชิกสภาฯไม่แบ่งพรรคพวก

      ขณะที่นายรณฤทธิชัยกล่าวว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีจุดเริ่มต้นจากนักการเมือง จนทำให้ทุกอย่างบานปลาย ในฐานะนักการเมืองจึงควรเป็นตัวขับเคลื่อนดึง ส.ส.ที่มีแนวคิดความรุนแรงมาพูดคุย เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและหาทางออกร่วมกัน

      พท.ทำโพลหาแคนดิเดตนายกฯ

      ว่าที่ ร.ต.พงษ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ภายหลังคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นโฉมหน้าการเมืองชัดเจน หากมีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคภูมิใจไทยจะถูกปรับออก เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโกยแต้มก่อนเลือกตั้ง หลังจากถูกพรรคภูมิใจไทยกดขี่อยู่นาน แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบรัฐบาลน่าจะอยู่ยาว อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งตลอดเวลา ขณะนี้ได้จัดตัวผู้สมัครไว้เกือบพร้อมหมดแล้ว ยังติดเพียงบางเขตที่มีผู้สมัครเยอะมาก จนต้องทำโพลสำรวจครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ ในการทำโพลอีสานภาพรวมพบว่าเก้าอี้ ส.ส. 135 ที่นั่ง วันนี้เราจะได้ประมาณ 120-125 ที่นั่ง และเร็วๆนี้เราจะจัดทำโพลสำรวจเรตติ้งคนที่เหมาะสมเป็นนายกฯ โดยจะมีชื่อจากทุกพรรค เช่น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา

      "วิสุทธิ์" ซัดนักการเมืองภาค 9 เลว

      อีกเรื่องหนึ่งที่รัฐสภาได้มีการประชุมกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทน ราษฎร ที่มีนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ได้เชิญ พล.ต.ต. วิสุทธิ์ วานิชบุตร รักษาการแทนรอง ผบช.สำนักกฎหมาย และคดี เข้าให้ข้อมูลกรณีที่ออกมาเปิดเผยว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะขัดผลประโยชน์ ของนักการเมืองภาคใต้ โดยนายประชาขอให้ พล.ต.ต. วิสุทธิ์ส่งรายชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องต่อกรรมาธิการ แต่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ระบุว่า 1 ปี ที่รับราชการพื้นที่ที่ภาค 9 มีผลงานเป็นประจักษ์ในการจับกุมสิ่งผิดกฎหมาย เป็นจระเข้ขวางคลองจับกุมการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและลิ่วล้อ ที่พบว่าในพื้นที่ภาค 9 มีการค้าน้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน หวย โต๊ะบอล และยาเสพติดเต็มพื้นที่ โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งผิดกฎหมายเป็นของนักการเมืองและลิ่วล้อ โดยมีนักการเมืองสระอิและนักการเมืองสระอาเกี่ยวข้อง โดยนักการเมืองสระอาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังน้ำมันเถื่อน จึงกล่าวได้ว่านักการเมืองในพื้นที่ภาค 9 เลวทั้งนั้น ขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้ปราบปรามการทุจริตจากคนใกล้ตัวและในพรรคร่วมรัฐบาลเสียก่อน ค่อยมาปราบปรามหน่วยงานที่ไกลตัว

      พร้อมออกหากไม่พบผิดกฎหมาย

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ พล.ต.ต.วิสุทธิ์กล่าวจบ นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุมได้ขอให้ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ถอนคำพูด ที่พาดพิงบุคคลต่างๆ ซึ่ง พล.ต.ต.วิสุทธิ์ก็ยอมถอนคำพูดดังกล่าว และระบุว่าไม่เคยพูดถึงนักการเมือง  ช.  ที่ออกมากินปูนร้อนท้องในเวลานี้ จึงอยากให้ประธานกรรมาธิการลงไปสืบหาข่าวจากพ่อค้าแม่ค้าหรือข้าราชการในพื้นที่ว่า ทราบหรือไม่ว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังบ่อนการพนัน น้ำมันเถื่อนและสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ หากชาวบ้านบอกว่ามีสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่จริง ไม่ถึงร้อยละ 70 พร้อมที่จะลาออกจากราชการทันที แต่ถ้าจริงขอให้คนที่ทำชั่วกับบ้านเมืองให้มีอันเป็นไปใน 3 วัน 7 วัน ทั้งนี้นายประชาได้ขอให้ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ทำรายงานเส้นทางผลประโยชน์นักการเมืองในพื้นที่ เพื่อที่จะใช้เอกสิทธิ์ประธาน กมธ.สอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้องในการประชุมสภา เพื่อชี้ให้เห็นว่านายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการยังถูกกระทำแบบนี้ แต่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์กล่าวว่า คงจะไม่สามารถทำให้ได้ เพราะอยู่ในช่วงน้ำท่วม เชื่อว่าเรื่องนี้ ส.ส.ประชาธิปัตย์น่าจะรู้ดีที่สุด

      ตร.เอาผิด พธม.ชุมนุมหน้ารัฐสภา

      พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้รับสำนวนสรุปความเห็นคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯปิดล้อมท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ จากพนักงานสอบสวนแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาความเห็น คาดว่าจะสรุปความเห็นไปในทิศทางเดียวกับพนักงานสอบสวน คือให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 114 ราย คาดว่าจะแล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 2 พ.ย. เบื้องต้นพบการกระทำผิด คือการใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ ส่วนความผิดอื่น บช.น.อยู่ระหว่างการถอดเทปภาพและเสียงของการชุมนุม เพื่อพิจารณาว่าผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ ขณะที่ความผิดฐานปิดกั้นการจราจร จะต้องดูเจตนาว่าตั้งใจหรือไม่ หรือเป็นเพราะเป็นไปตามสภาพที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องปิดการจราจรโดยปริยาย

      อ่านเพิ่มเติม...

      วิดีโอแนะนำ

      มือมีด สุดเหิมเกริมจอดดักรอ ก่อนขี่สะกดรอยตาม จี้ชิงทรัพย์เด็กหน้าโรงเรียน
      04:03

      มือมีด สุดเหิมเกริมจอดดักรอ ก่อนขี่สะกดรอยตาม จี้ชิงทรัพย์เด็กหน้าโรงเรียน

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2565 เวลา 18:35 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์