วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฝาแฝดของมหาสฟิงซ์ มีจริงหรือแค่อิงนิยาย

ฝาแฝดของมหาสฟิงซ์ มีจริงหรือแค่อิงนิยาย

  • Share:

ณ ที่ราบสูงกิซ่าในประเทศอียิปต์ นอกจากมหาพีระมิดสามองค์ของเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 4 อายุราว 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ที่ถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกตลอดกาลแล้ว “มหาสฟิงซ์-แห่งกิซ่า” (Great Sphinx of Giza) ก็เป็นรูปสลักที่ดึงดูดสายตาของนักเดินทางจากอดีตจนถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากรูปสลักนี้จะแสดงภาพของสิงโตขนาดยักษ์ที่มีศีรษะเป็นฟาโรห์แล้ว มันยังมี “ปริศนา” ตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่เรื่องของจมูกที่หายไป เรื่องอายุที่แท้จริงของสฟิงซ์ เรื่องอุโมงค์ลับที่ถูกเสนอว่าอาจจะอยู่ภายในตัวสฟิงซ์ รวมถึงอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ บางทีมหาสฟิงซ์ร่างนี้อาจจะมี “ฝาแฝด” ด้วยก็เป็นได้! สำหรับคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนในครั้งนี้ เราจะมาไขปริศนาความลับของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าในประเด็นของ “ฝาแฝด” กันครับ

ว่าแต่ใครกันนะที่อุตริคิดว่าสฟิงซ์จะต้องมีฝาแฝดกับเขาด้วย?

มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า.

จุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดของชาวอียิปต์โบราณเองนั่นล่ะครับ เพราะชาวไอยคุปต์มีความเชื่อในเรื่องของความสมดุล พวกเขาเฝ้าสังเกตธรรมชาติแล้วพบว่าเมื่อมีดวงอาทิตย์ขึ้นก็ต้องมีดวงอาทิตย์ตก มีชีวิตก็ต้องมีความตาย มีชายก็ต้องมีหญิง พวกเขาจึงรับเอาความเชื่อเรื่องของ “ทวิ” หรือสิ่งของสองสิ่งเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันของตนเองตามไปด้วย และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสฟิงซ์และความสมดุลได้ดีที่สุดก็คือ “ถนนสฟิงซ์” (Sphinx Avenue) ที่ชาวไอยคุปต์นิยมสร้างเอาไว้สองฟากฝั่งของถนนต่างๆที่นำพาเข้าไปยังวิหารนั่นล่ะครับ

ปกติแล้วชาวไอยคุปต์นิยมที่จะสร้างสฟิงซ์เอาไว้เป็นคู่ๆเสมอ แต่เมื่อหันกลับมามองมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่ากลับพบว่าสิงโตยักษ์ที่มีเศียรเป็นฟาโรห์รูปนี้กลับหมอบอยู่ร่างเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ดังนั้นก็เลยมีนักวิชาการบางท่านเสนอขึ้นมาว่าบางทีในอดีตมหาสฟิงซ์องค์นี้อาจจะเคยมี “ฝาแฝด” ด้วยก็เป็นได้

เมื่อมีสมมติฐานแล้ว ก็ต้องมีการตามหาหลักฐานมาสนับสนุนในสิ่งที่ถูกเสนอขึ้นมา แนวคิดที่ว่าอาจจะมีมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าอีกองค์หนึ่งแตกออกไปเป็นสองแนวหลักๆ แนวคิดแรกเสนอว่าสฟิงซ์อีกองค์หนึ่งอาจจะตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งเสนอแตกต่างออกไปครับ ด้วยว่าถ้าลองมองแผนผังของที่ราบสูงกิซ่าดีๆแล้วก็จะพบว่า มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าร่างนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของฉนวนทางเดิน (Causeway) ที่เชื่อมวิหารหุบเขา (Valley Temple) ของฟาโรห์คาเฟร (Khafre) เข้ากับวิหารประกอบพิธีศพ (Mortuary Temple) ของพระองค์ที่สร้างติดกับองค์พีระมิด ดังนั้นบางทีสฟิงซ์องค์ที่สองน่าจะตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำไนล์นี่ล่ะครับ ทว่าตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของฉนวนทางเดิน ก็คือขนานอยู่กับองค์มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่านั่นเอง
หลักฐานสำคัญที่กลุ่มสนับสนุนการมีตัวตนของฝาแฝดแห่งมหาสฟิงซ์งัดออกมาเสนอก็คือศิลาที่รู้จักกันในชื่อ “ศิลารายการสิ่งของ” (Inventory Stela) ซึ่งจารึกภาษาอียิปต์โบราณที่ปรากฏบนศิลาแผ่นนี้ เรียกได้ว่าสร้างความฉงนฉงายให้กับนักอียิปต์วิทยาทั่วโลก เพราะมันได้กล่าวเอาไว้ว่ามหาสฟิงซ์แห่งกิซ่านั้นแท้ที่จริงแล้วมีอายุเก่าแก่กว่ามหาพีระมิดเสียอีก!

มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า.

หลักฐานชิ้นนี้ถูกใจกลุ่มนักทฤษฎีสมคบคิดที่เชื่อในเรื่องของความเก่าแก่ของมหาสฟิงซ์เป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาอยากจะเสนอกันจนตัวสั่นอยู่แล้วว่า

นี่ไง สฟิงซ์มีมายาวนานก่อนสมัยของฟาโรห์คาเฟรจริงๆด้วย! แต่ช้าก่อน ลองมาฟังแนวคิดของทางนักอียิปต์วิทยาเกี่ยวกับศิลาแผ่นนี้กันก่อนดีกว่าครับว่าในมุมมองของนักวิชาการแล้วนั้น พวกเขาคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง

ศิลารายการสิ่งของนี้ค้นพบในวิหารเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เทพีไอซิส (Isis) ในที่ราบสูงกิซ่าใกล้กับองค์มหาพีระมิด นักอียิปต์วิทยาที่ค้นพบเป็นชาวฝรั่งเศสนามว่าออกุสต์ มาริเอตต์ (Auguste Mariette) เมื่อปี ค.ศ.1858 เมื่อได้ทำการตรวจสอบศิลาแผ่นนี้แล้วพบว่ามันน่าจะมีอายุย้อนไปถึงช่วงสมัยราชวงศ์ที่ 26 ซึ่งอียิปต์โบราณถูกปกครองโดยชาวอัสซีเรีย (Assyria) เมื่อประมาณ 670 ปีก่อนคริสตกาล แต่ถึงอย่างนั้นนักอียิปต์วิทยาบางท่านก็เสนอว่าบางทีข้อความบนศิลาแผ่นนี้อาจจะถูกคัดลอกมาจากศิลาในสมัยราชอาณาจักรเก่า (Old Kingdom) ซึ่งร่วมสมัยกับการสร้างมหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟูก็เป็นได้ครับ เนื้อความในจารึกกล่าวถึงรายการสิ่งของ (ก็เลยเป็นที่มาของชื่อศิลายังไงล่ะครับ) แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าข้อความที่ “ขัดแย้ง” กับหลักฐานทางโบราณคดีที่นักอียิปต์วิทยากระแสหลักให้การยอมรับนี่ล่ะครับ

ส่วนหนึ่งของจารึกบนศิลาหินแกรนิตสูงราว 41×71 ตารางเซนติเมตร แผ่นนี้กล่าวถึงรัชสมัยของฟาโรห์คูฟูเอาไว้ว่า...

ปกติแล้วชาวไอยคุปต์นิยมสร้างสฟิงซ์ไว้เป็นคู่ๆ.

“ฮอรัสผู้ทรงพระชนม์ชีพ กษัตริย์แห่งสองแผ่นดิน คูฟู ขอพระองค์ทรงมีอายุยืนยาว พระองค์ค้นพบวิหารแห่งเทพีไอซิส เทพีแห่งพีระมิด ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโพรงของมหาสฟิงซ์ พระองค์ได้สร้างพีระมิดของตนเองเอาไว้ข้างๆวิหาร และยังได้สร้างพีระมิดของ “ธิดาแห่งกษัตริย์” ที่ชื่อว่าเฮนุตเซน (Henutsen) เอาไว้ข้างๆวิหารด้วยเช่นกัน ส่วนองค์สฟิงซ์นั้นตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวิหารแห่งเทพีไอซิส เทพีแห่งพีระมิด พระองค์บูรณะรูปสลัก ทาสีใหม่และเปลี่ยนส่วนหลังของมงกุฎเนเมสให้กับสฟิงซ์ ซึ่งเดิมทีเคยเป็นหินที่ฉาบด้วยทองคำ ทว่าได้หลุดหายไป รูปสลักนี้ได้รับการแกะสลักอย่างดีจากหิน เพื่อให้คงอยู่และจ้องมองไปยังฝั่งตะวันออกชั่วนิรันดร์”

ถ้าอ้างอิงจากข้อความที่ได้กล่าวไปนี้ก็ดูเหมือนว่าก่อนที่ฟาโรห์คูฟูจะลงมือสร้างมหาพีระมิดของพระองค์ขึ้นมานั้น สฟิงซ์ได้ตั้งอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วแถมยังทรุดโทรมไปบ้างแล้วด้วย ข้อความนี้ทำให้นักทฤษฎีสมคบคิดได้ใจเพราะเป็นหลักฐานจากชาวอียิปต์โบราณเองบอกเอาไว้ชัดเจนว่าสฟิงซ์ไม่ได้สร้างในสมัยของฟาโรห์คาเฟรอย่างที่นักอียิปต์วิทยากระแสหลักเสนอกันแน่นอน เพราะนี่คือฉบับแปลของศิลาที่จารึกโดยชาวอียิปต์โบราณเองเลยนะ หรือจะเถียง!?

ศิลายังบอกเอาไว้ด้วยครับว่าสฟิงซ์ได้ถูกทำลายลงไปเพราะโดน “ฟ้าผ่า” ข้อความจากจารึกในศิลารายการสิ่งของทำให้นักอียิปต์วิทยาและนักวิชาการสามท่าน คือ บัสซัม เอล-ชัมมา (Bassam el-Shammaa) เกอร์รีแคนนอน (Gerry Cannon) และมัลคอล์ม ฮัตตอน (Malcolm Hutton) นำมาเชื่อมโยงกับมหาสฟิงซ์องค์ที่สองที่หายไป พวกเขาเชื่อว่าสฟิงซ์ร่างนี้จะต้องเป็น “สตรี” และน่าจะต้องถูกแกะสลักขึ้นมาเนิ่นนานนับหมื่นปีแล้ว ตั้งแต่ในช่วงที่ทวีปแอฟริกายังคงเขียวชอุ่ม ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดของนักทฤษฎีสมคบคิดอีกกลุ่มหนึ่งที่เสนอว่าบางทีร่องรอยของการกัดเซาะบริเวณสฟิงซ์ที่เกิดจากน้ำซึ่งดูคล้ายจะเป็นน้ำฝนจะสนับสนุนว่ามหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าถูกสร้างขึ้นมาในช่วงก่อนที่แอฟริกาจะแห้งแล้งดังเช่นปัจจุบัน

ภาพวาดสฟิงซ์ เมื่อประมาณปี 1839 น่าจะมีสภาพไม่ต่างจากวันที่เจ้าชายทุธโมซิสไปนอนหลับฝันเท่าใดนัก.

อีกหนึ่งหลักฐานที่กลุ่มสนับสนุนแนวคิดเรื่องฝาแฝดของมหาสฟิงซ์งัดออกมาเสนอก็คือศิลาที่ชื่อว่า “ศิลาแห่งความฝัน” (Dream Stela) ครับ ซึ่งเป็นจารึกที่ฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 4 (Tuthmosis IV) ที่ครองราชย์อยู่เมื่อราว 1,400 ปีก่อนคริสตกาล ได้บัญชาให้สลักเอาไว้ ด้วยว่าเมื่อครั้งที่พระองค์ยังเป็นเพียงแค่เจ้าชายนั้นก็ได้ผล็อยหลับไปใต้เงาของมหาสฟิงซ์ ซึ่งในขณะนั้นถูกกลบไปด้วยทรายมิดเกือบถึงคอ (นั่นก็เพราะว่าในสมัยของฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 4 กับฟาโรห์คาเฟรนั้นห่างกันราวพันปี) และได้ฝันว่าสฟิงซ์กล่าวกับพระองค์ว่าถ้าทำการขุดทรายที่ฝังกลบสฟิงซ์อยู่ออกไปจนหมด ก็จะได้ขึ้นเป็นฟาโรห์ และเมื่อพระองค์ได้ทำตามประสงค์ของสฟิงซ์ก็ได้ขึ้นเป็นฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 4 จริงๆดังคำทำนายเสียด้วย ก็เลยมาสลัก ศิลาแห่งความฝันแผ่นนี้เอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้

ในปัจจุบันศิลาแห่งความฝันยังคงตั้งอยู่ระหว่างอุ้งเท้าทั้งสองของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า ประเด็นของเราไม่ได้อยู่ในตำนานอันน่าทึ่งนี้หรอกครับ ทว่าอยู่ที่ส่วนบนของจารึกแผ่นนี้ต่างหาก เพราะเมื่อลองดูจารึกศิลาแห่งความฝันด้านบนดีๆแล้วก็จะพบว่า ฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 4 กำลังถวายเครื่องบรรณาการแด่สฟิงซ์สององค์! ใช่ครับ มีสฟิงซ์ปรากฏบนแผ่นศิลาทั้งหมดสององค์ถ้วน ด้วยเหตุนี้ศิลาแห่งความฝันก็เลยกลายมาเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่กลุ่มนักทฤษฎีสมคบคิดที่เชื่อว่าในอดีตมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าจะต้องมีสององค์นำเอามาใช้สนับสนุนแนวคิดของตนเอง

ศิลาแห่งความฝันสลักภาพฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 4 ถวายบรรณาการแด่มหาสฟิงซ์ซึ่งมีอยู่สององค์.

ว่าแต่นั่นหมายความว่ามหา สฟิงซ์ แห่งกิซ่าสร้างขึ้นมาเป็นหมื่นๆปีแล้ว แถมยังมีสององค์ องค์หนึ่งเป็นบุรุษ อีกองค์เป็นสตรี และองค์ที่เป็นสตรีถูกทำลายไปเพราะฟ้าผ่าตามที่บันทึกเอาไว้ในศิลารายการสิ่งของจริงๆน่ะหรือ? ลองมาฟังทางฝ่ายนักอียิปต์วิทยาแถลงไขกันบ้างดีกว่าครับ

นักอียิปต์วิทยาที่โด่งดังที่สุดในโลก คือ ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ได้ออกมาให้คำนิยามเกี่ยวกับประเด็นเรื่องฝาแฝดของมหาสฟิงซ์เอาไว้สั้นๆแต่ได้ใจความว่ามันเป็นแค่เรื่อง “เพ้อเจ้อ” (Hallucination)!

ถึงแม้ว่าศิลารายการสิ่งของและศิลาแห่งความฝันจะจารึกโดยชาวอียิปต์โบราณจริงๆ แต่ ดร. ฮาวาสส์ก็เสนอว่านั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันจะจารึกตามความเป็นจริงเสมอไปหรอกครับ และนักอียิปต์วิทยาก็ต้องตีความหลักฐานทางโบราณคดีอย่างระมัดระวังด้วย ตัวอย่างแรกเลยก็คือศิลารายการสิ่งของนั้น อย่างที่ได้เกริ่นไปว่าเป็นศิลาที่เพิ่งจารึกขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ที่ 26 เท่านั้น ก็คือหลังจากยุคของฟาโรห์คูฟูราวสองพันปี ซึ่งก็เทียบเท่ากับการนับย้อนจากปัจจุบันกลับไปหายุคของพระเยซูนั่นล่ะครับ เรายังไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยของพระเยซูอย่างแน่ชัดเลย แล้วศิลาที่จารึกขึ้นมาหลังจากที่ฟาโรห์คูฟูสิ้นพระชนม์ไปแล้วตั้งสองพันปีจะถูกต้องทั้งหมดได้ยังไง

ศิลารายการสิ่งของ.

นอกจากนั้นแล้ว ศิลารายการสิ่งของสลักขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่ 26 ซึ่งเป็นช่วง “คลั่งของเก่า” (Archaism) ชาวไอยคุปต์นิยมสลักอักขระอียิปต์โบราณตามแบบฉบับที่เคยกระทำในสมัยราชอาณาจักรเก่า ภาพสลักที่ปรากฏบนผนัง เช่นภาพของชาวไอยคุปต์เอง หรือภาพลวดลายประดับต่างๆก็ดูแล้วแทบจะไม่แตกต่างจากศิลปะสมัยราชอาณาจักรเก่าสักเท่าใดนัก ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือพระนามของเทพีไอซิสไม่เคยได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพีแห่งพีระมิด” ในจารึกแผ่นใดมาก่อนเลยครับ ดังนั้นในประเด็นนี้ ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ จึงเสนอว่าบางทีศิลารายการสิ่งของชิ้นนี้ ก็น่าจะเป็นเพียงจารึกที่ชาวไอยคุปต์ในสมัยราชวงศ์ที่ 26 ต้องการที่จะ “อวย” เทพีไอซิส ด้วยการเสนอว่าวิหารแห่งเทพีไอซิสนั้นเก่าแก่ยาวนานมากกว่ามหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟูเสียอีก ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

จุดที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ถึงแม้ว่าปรากฏการณ์ฟ้าผ่าจะสามารถทำลายวัตถุอย่างเช่นต้นไม้ได้ แต่มันก็ไม่สามารถทำลายสฟิงซ์ที่สลักขึ้นมาจากหินขนาดยักษ์ทั้งก้อนได้หรอกครับ และถ้าคิดว่าฟ้าผ่าทำลายมหาสฟิงซ์องค์ที่สองไปจริงๆ เราก็ควรที่จะต้องเห็นหลักฐานของการมีอยู่ของก้อนหินขนาดยักษ์ที่น่าจะเคยเป็นมหาสฟิงซ์มาก่อน ทว่าการขุดค้นโดยนักอียิปต์วิทยาในบริเวณที่เสนอกันว่าอาจจะเป็นที่ตั้งของมหาสฟิงซ์ที่หายไปกลับไม่พบหลักฐานการมีอยู่ของรูปสลักขนาดใหญ่ใดๆเลยสักรูปเดียว

ศิลาแห่งความฝันตั้งอยู่หน้ามหาสฟิงซ์.

ดร.ฮาวาสส์ปิดท้ายประเด็นฝาแฝดของมหาสฟิงซ์เอาไว้ว่า ปกติแล้วสฟิงซ์ที่ปรากฏเป็นคู่แบบสมดุลนั้นมักจะตั้งอยู่ด้านหน้าวิหาร แต่กรณีนี้แตกต่างออกไปเพราะว่าวิหารกลับมาตั้งอยู่ด้านหน้าของมหาสฟิงซ์แทน รูปสลักนี้จึงถือเป็นกรณีเฉพาะ ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่าชาว ไอยคุปต์จะต้องสร้างสฟิงซ์องค์ที่สองเอาไว้ให้เกิดความสมดุลเสมอไปตราบเท่าที่นักอียิปต์วิทยา

ยังไม่มีหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับฝาแฝดที่หายไปของมหาสฟิงซ์ที่มีน้ำหนักทางด้านความน่าเชื่อถือมากกว่าศิลารายการสิ่งของและศิลาแห่งความฝัน แนวคิดเรื่องฝาแฝดของสฟิงซ์ที่สาบสูญก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมคบคิดที่ห่างไกลจากความเป็นจริงเท่านั้นเอง.

โดย :สืบ สิบสาม
ทีมงาน นิตยสารต่วย'ตูน

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้