วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“แช่ว่านยา” วัดเขาอ้อ ตักศิลาทางไสยเวท

“แช่ว่านยา” วัดเขาอ้อ ตักศิลาทางไสยเวท

  • Share:

ศรัทธา...ความเชื่อ “แช่ว่านยา”...สรรพยาสำนักเขาอ้อ ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง...สำนักวัดเขาอ้อ ตักศิลาทางไสยเวทภาคใต้ เป็นอีกหนึ่งศรัทธาที่นำหัวใจและจิตวิญญาณของ “ทิดเป้” คนข่าวชาวบ้าน เจ้าของประโยคฮิตติดหู “อย่างนี้ก็มีด้วยครับ” ดั้นด้นเดินทางไปแสวงหา

ทิดเป้บอกว่า “วัดเขาอ้อ” เป็นแหล่งวิทยาคมทางไสยศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเนิ่นนานมาแล้วนับตั้งแต่สมัยโบราณ พระเกจิอาจารย์ผู้สืบต่อวิชาทางไสยศาสตร์ต่างก็เป็นที่พึ่งที่เคารพศรัทธาของประชาชนทั่วไป เช่น พระอาจารย์ทองเฒ่า พระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด) พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา พระครูพิพัฒน์สิริธร (อาจารย์คง) วัดบ้านสวน พระอาจารย์ปาน วัดเขาอ้อ

และที่เป็นฆราวาสที่คนทั่วไปรู้จักกันดี ได้แก่ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ ราชเดช

ทั้งที่วัดเขาอ้อยังมีดีมากกว่านั้น แต่ชื่อเสียงของวัดเขาอ้อที่ผู้คนทั่วไปรู้จักมักจะเน้นไปในทางไสยเวทเสียมากกว่า โดยเฉพาะวิชาการแพทย์แผนโบราณพูดได้ว่าไม่มีสำนักไหนทางภาคใต้ที่จะชัดเจนและได้ผลชะงัดเท่ากับสำนักนี้...แม้ปัจจุบันจะคลายลงไปบ้าง แต่ก็หาได้สูญหายไปอย่างใดไม่

อย่างน้อยที่สุดยังมีพระอาจารย์หลายรูปที่สืบทอดกันมา...

“ทิดเป้” โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวบอกเล่าเรื่องราวตำนานสำนักเขาอ้อ เล่ากันว่า...จุดกำเนิดของสำนักวัดเขาอ้อนั้น แต่เดิมเป็นที่บำเพ็ญพรตของพราหมณ์มาหลายรุ่นเนื่องจากภายในถ้ำบนเขาอ้อนั้นเป็นทำเลที่ดีมาก ตัวเขาอ้อเองก็ตั้งอยู่บนเส้นทางสัญจรของชุมชนในอดีตเมืองที่เจริญในละแวกนั้น

ซึ่งได้แก่ “สทิงปุระ” หรือ “สะทิงพาราณสี” ซึ่งก็คืออำเภอสทิงพระในปัจจุบัน

ประวัติของเมืองสทิงปุระนั้นเกี่ยวข้องกับพราหมณ์อยู่มาก แม้กระทั่งในสมัยศรีวิชัยที่ศาสนาพุทธแผ่อิทธิพลทั่วแหลมมลายู ในบริเวณส่วนนั้น (เขตเมืองพัทลุงในปัจจุบัน) ยังเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของพราหมณ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่นที่สุด

ในขณะนั้นมีพราหมณ์ผู้ทรงวิทยาคุณ (ฤาษี) คณะหนึ่งได้ไปบำเพ็ญพรตอยู่ที่ถ้ำบนเขาอ้อ บำเพ็ญพรตจนเกิดอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ตามตำราอาถรรพณ์เวท...พระเวทอันดับสี่ของคัมภีร์พราหมณ์ แล้วได้ถ่ายทอดวิชานั้นต่อๆกันมา พร้อมกันนั้นก็ได้จัดตั้งสำนักถ่ายทอดวิชาความรู้แก่ผู้สนใจ ซึ่งตามวรรณะแล้วพราหมณ์มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เชื้อพระวงศ์หรือวรรณะกษัตริย์และลูกหลานผู้นำเพื่อจะให้นำไปเป็นความรู้ในการปกครองคนต่อไป สำนักเขาอ้อสมัยนั้น...จึงมีฐานะคล้ายๆสำนักทิศาปาโมกข์ของพราหมณ์ผู้ทรงคุณ

“พราหมณ์ผู้ทรงคุณได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆให้พราหมณาจารย์สืบทอดต่อๆกันมา วิชาที่ถ่ายทอดให้คณาศิษย์นอกจากวิชาในเรื่องการปกครองตามตำราธรรมศาสตร์...แล้ว ก็ยังมีเรื่องพิธีกรรม ฤกษ์ยามการจัดทัพตามตำราพิชัยสงคราม ตลอดจนไปถึงไสยเวทและการแพทย์...”

ตามตำนานบอกวิชา 2 สายสืบทอดโดยพราหมณาจารย์ผู้เฒ่า 2 คน ซึ่งสืบทอดกันคนละสาย สำนักเขาอ้อในสมัยนั้นเป็นสำนักทิศาปาโมกข์จึงมีพราหมณ์อยู่สองท่านเสมอ...การสืบทอดวิชาของสำนักเขาอ้อได้ดำเนินเช่นนั้นจนกระทั่งมาถึงพราหมณ์รุ่นสุดท้ายเห็นว่าไม่มีผู้รับสืบทอดต่อแล้ว ประกอบกับเล็งเห็นว่าเมื่อสิ้นท่านแล้ว สถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์พราหมณ์ผู้บรรลุพระเวทหลายคนได้ฝังร่างไว้ที่นั้น...สถานที่นั้นจึงสำคัญเกินที่จะปล่อยให้รกร้างไปได้ พราหมณ์ผู้เฒ่าท่านนั้นจึงได้เล็งหาผู้ที่จะมาสืบทอด

เลยตัดสินใจไปนิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่งมาจากวัดน้ำเลี้ยว...วัดที่ใกล้ที่สุดให้มาอยู่ในถ้ำแทนท่าน แล้วมอบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของบูรพาจารย์พราหมณ์ให้พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาทางไสยเวทให้ รวมทั้งวิชาทางแพทย์แผนโบราณ...“พิธีแช่ว่านยา” พิธีกรรมชั้นสูงทางไสยศาสตร์ของสำนักวัดเขาอ้อ

“การแช่ว่านยา” หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดลงไปนอนแช่ในน้ำว่านยาที่ได้ทำพิธีปลุกเสกตามหลักวิชาไสยศาสตร์ จากพระอาจารย์ผู้เรืองอาคม เพื่อประสงค์ให้ตัวเองอยู่ยงคงกระพันชาตรี

พิธีการแช่ว่านยาที่วัดเขาอ้อ นิยมประกอบพิธีบนไหล่เขาหรือภายในถ้ำฉัตรทันต์บรรพตในราวเดือน 5 เดือน 10 ของทุกๆปี โดยก่อเป็นรูปอ่างน้ำสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือใช้เรือขุดจากไม้ก็ได้ให้มีขนาดพอที่จะให้คนลงไปนอนได้ประมาณ 3-4 คน ส่วนมากไม่มีการกำหนดขนาดที่แน่นอน อ่างน้ำนี้เรียกว่า “รางยา”

พิธีกรรมแช่ว่านยาเป็นพิธีใหญ่และเป็นพิธีชั้นสูง อีกทั้งยังทำได้ยากลำบาก เครื่องบูชาครูจึงต้องมีมากเป็นธรรมดา คือ หัวหมู บายศรีใหญ่ ยอดบายศรี สวมแหวนทองคำหนัก 1 บาท หมากพลู ธูปเทียน ดอกไม้ และมีหนังสือหนังหมี เหล็กกล้า เป็นเครื่องประกอบ

“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์ ไม่เชื่อโปรดอย่า...“ลบหลู่”.

รัก-ยม

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้