เมื่อการถ่ายภาพเข้ามาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ให้แชะกันทุกอิริยาบถ มีภาพสวยงามอย่างมืออาชีพ แต่อาจจะเก๋กว่าถ้ามีภาพจากมุมสูงบ้าง
สำหรับใครที่ชอบท่องเที่ยวคนเดียว เป็นบล็อกเกอร์ หรือชื่นชอบการทำ Vlog คงต้องถูกใจเจ้าโดรนจิ๋วพับได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพสูง ใช้งานง่าย ตอบโจทย์สำหรับมือใหม่และมืออาชีพ
ใช่แล้ว "แกะกล่องไอที" สัปดาห์นี้ IT by Choice ต้องบอกว่า ช้อยได้เลือกโดรนที่เจ๋งที่สุด ณ เวลานี้ นั่นคือ DJI Mavic Air มาแกะกล่องให้คุณดูแล้ว รับรองว่าตอบโจทย์นักเดินทางแน่นอน เนื่องจากเจ้าโดรนตัวนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างเจ้าตัวเล็กอย่าง Spark และตัวท็อปอย่าง Marvic Pro ซึ่งพอได้ลองก็ต้องยอมรับว่า จิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ
เริ่มต้นกันที่...อุปกรณ์ที่มาในกล่อง
...
- โดรน Mavic Air
- กระเป๋าใส่โดรน
- รีโมทคอนโทรล
- ปุ่มเสริมรีโมทคอนโทรล 2 ชิ้น
- ใบพัดสำรอง 4 ชิ้น
- ชุดป้องกันใบพัด 4 ชิ้น
- แท่นชาร์จ
- สายชาร์จ
- สาย USB
คุณสมบัติ...โดนใจอย่างไร
ดีไซน์ดูเรียบง่าย มีน้ำหนักเบาเพียง 430 กรัมเท่านั้น อีกทั้งแขนทั้ง 4 ยังสามารถพับเก็บได้ในกระเป๋าใบเล็ก ถือว่าค่อนข้างสะดวกในการพกพา มาพร้อมฟังก์ชั่นอัจฉริยะตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางแบบผจญภัยด้วยโหมดการบินแบบ SmartCapture ที่สามารถสั่งการได้ด้วยฝ่ามือ และฟีเจอร์ใหม่เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการถ่ายภาพอย่าง Asteroid และ Boomerang ที่จะช่วยให้คุณได้ภาพแปลกใหม่ คมชัด
ภาพสวย...คมชัด
Mavic Air มาพร้อมกับกล้องถ่ายวิดีโอ 4K และถ่ายภาพนิ่งมีถึงความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ด้วยรายละเอียดขนาด 100Mbps และยังสามารถถ่ายสโลว์โมชั่นที่ 120fps บนความละเอียด Full HD 1080p ได้ แถมยังมีระบบกันสั่น 3 แกน ลดการสั่นไหวของภาพขณะบันทึก สามารถบินได้ต่อเนื่องนาน 21 นาที พร้อมระบบช่วยบิน FlightAutonomy 2.0 ที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์เพื่อช่วยหลบหลีกสิ่งกีดขวาง
นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายทอดสดจากโดรนด้วยความละเอียด 720p กลับมาที่รีโมทในระยะ 4 กิโลเมตร แถมยังบินได้สูงถึง 5,000 เมตรอีกด้วย (แต่เราก็ไม่ได้ลองถึงความสูงขนาดนั้นด้วยสถานที่ไม่อำนวย)
...
สรุป...ต้องรู้
สำหรับภาพรวมของ Marvic Air ตัวนี้ เปรียบเสมือนลูกผสมที่อยู่ตรงกลางระหว่าง Spark กับ Marvic Pro ดังนั้น IT by Choice มองว่าสามารถใช้งานได้ง่ายและคล่องตัวกว่า DJI SPARK ทำให้มือใหม่ที่ไม่เคยบินโดรนมาก่อนก็สามารถบินได้สบาย โดยเฉพาะกับโหมด Hand Gesture หรือควบคุมด้วยมือเปล่าก็พัฒนาได้แม่นยำขึ้น อีกทั้งแบตเตอรี่ยังอยู่ได้นานกว่าด้วย (Spark อยู่ได้ประมาณ 9-11 นาที)
...
เมื่อพับเครื่องเรียบร้อย ตัวเครื่องค่อนข้างมีขนาดกะทัดรัด สามารถถือได้ในมือเดียว แถมยังพกใส่กระเป๋าสาวๆ ได้ด้วย ข้อนี้ช้อยชอบมากกกก
DJI Marvic Air มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Onyx Black, Arctic White และ Flame Red ชุดมาตรฐานราคา 30,000 บาท ส่วนชุดคอมโบ้ราคา 37,500 บาท
และนี่คือภาพส่วนหนึ่งที่ได้มาจากกล้อง DJI Marvic Air ตัวใหม่นี้จ้า ชัดแจ๋ว ถ้าได้เอาไปบินในธรรมชาติสวยๆ รับรองว่าออกมาสวยแน่นอน
...