วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทำจิตให้ประภัสสรทุกข์ก็ไม่มี

ทำจิตให้ประภัสสรทุกข์ก็ไม่มี

  • Share:

วันนี้เป็น “วันมาฆบูชา” วันที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแด่ พระสงฆ์ 1,250 รูป ที่สำเร็จเป็น พระอรหันต์ทรงอภิญญา 6 ที่มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายกัน ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระอรหันต์เหล่านี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอุปสมบทให้ด้วยการประทาน “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” โดยการตรัสว่า “เธอจงมาเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำให้ที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” วันมาฆบูชา นี้ผมขอชวนท่านผู้อ่านไปคุยถึงคำสอนใน โอวาทปาติโมกข์ กันนะครับ

โอวาทปาติโมกข์ ที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแก่ พระอรหันต์ 1,250 รูป มีด้วยกัน 3 ข้อคือ ข้อแรก ตรัสถึง พระนิพพาน ที่เป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธบริษัท ข้อสอง ตรัสถึงหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาคือ การไม่ทำชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี การทำจิตของตนเองให้ผ่องใสเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง ข้อสาม ตรัสถึงหลักการปฏิบัติของพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พุทธศาสนา 6 ประการคือ การไม่กล่าวร้ายใคร การไม่ทำร้ายใคร การมีความสำรวมในปาติโมกข์ทั้งหลาย การเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การรู้จักที่นั่งนอนอันสงัด และ การบำเพ็ญเพียรในอธิจิต

หนึ่งใน โอวาทปาติโมกข์ ที่ผมจะนำมาคุยกันในวันนี้ก็คือ การทำจิตใจของตนเองให้ผ่องใสเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง ถ้าใครสามารถทำได้สักเสี้ยวหนึ่งของคำสอน ผมเชื่อว่าจะทำให้ผู้ปฏิบัติมีชีวิตที่มีแต่ความสงบสุข ไม่มีทุกข์ใดที่จะมารบกวนได้

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงกล่าวถึงจิตว่า จิตกับกายเป็นของคู่กัน มีอยู่ในทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย จิตก็หมายถึง “จิตใจ” ของทุกคน “กาย” ก็หมายถึงร่างกาย เพราะจิตเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ วัตถุที่จะมองเห็นได้ด้วยตา จึงมักมีความเห็นในปัญหาว่า จิตคืออะไร อยู่ที่ไหนกันแน่ มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบัน บ้างก็ว่า เป็นความคิดนึก เป็นธาตุรู้ เป็นที่ก่อเก็บกิเลสต่างๆ บ้างก็ว่า จิตอาศัยอยู่ที่หทัยคือ เนื้อหัวใจที่เต้นสูบฉีดโลหิตอยู่นี้

ไม่ว่าจะมีความเห็นต่างกันอย่างไร แต่ทุกคนก็คงรับรองตรงกันว่า จิตใจมีอยู่จริง และย่อมรู้ว่า จิตนี้เป็นดวงชีวิตทีเดียว ดับจิตเสียเมื่อไหร่ ชีวิตนี้ก็ดับเมื่อนั้น และร่างกายก็จะเน่าเปื่อยผุพังไปสิ้น เมื่อจิตดำรงอยู่ ชีวิตจึงดำรงอยู่ด้วย ร่างกายนี้จึงคุมอยู่และปฏิบัติหน้าที่ต่างๆได้ เช่น ตามองเห็น หูได้ยิน ประสาทต่างๆทำหน้าที่ของตนได้ คนจึงนึกคิดอะไรได้ แต่ถ้าร่างกายบกพร่องเสียหาย จิตก็ประสบความขัดข้องเหมือนกัน เช่น ถ้าตาบอดหูหนวก จิตก็ออกมาเห็นมาฟังไม่ได้ ถ้าร่างกายชำรุดอย่างมาก จนถึงขั้นที่เรียกว่าแตกทำลาย จิตก็ต้องดับ หรือออกจากร่างที่แตกทำลายนั้น

หลวงปู่ชา สุภัทโท แห่ง วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ได้พูดถึงเรื่องจิตว่า ความจริงจิตนี้ไม่เป็นอะไร มันเป็นประภัสสรของมันอยู่อย่างนั้น (จิตประภัสสร หมายถึง จิตที่มีความบริสุทธิ์ผ่องใส เพราะยังไม่มีกิเลสมาเจือปน) มันสงบอยู่แล้ว แต่ที่ไม่สงบทุกวันนี้ เพราะจิตมันหลงอารมณ์ ตัวจิตแท้ๆไม่มีอะไร เป็นธรรมชาติอยู่เฉยๆ แต่ที่ไม่สงบ ก็เพราะมีอารมณ์มาหลอกลวง จิตที่ไม่ได้ฝึกมา ก็เป็นจิตที่ไม่มีความฉลาด มันก็โง่ ถูกอารมณ์มาหลอกลวง ให้เป็นสุข เป็นทุกข์ ดีใจ เสียใจ

จิตของคนตามธรรมชาติ ไม่มีความดีใจเสียใจ ที่มีความดีใจเสียใจนั้นไม่ใช่จิต แต่เป็นอารมณ์ที่มาหลอกลวง จิตก็หลงไปตามอารมณ์โดยไม่รู้ตัว แล้วก็เป็นสุขเป็นทุกข์ไปตามอารมณ์

หลวงปู่ชา บอกว่า ถ้าจิตไม่หลงอารมณ์แล้วจิตก็ไม่กวัดแกว่ง ถ้ารู้เท่าทันอารมณ์แล้ว มันก็เฉย ที่เรามาปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อให้เห็นจิตเดิม ฝึกจิตให้ฉลาดขึ้น ให้รู้จักอารมณ์ ไม่ให้เป็นไปตามอารมณ์ จิตก็สงบ ก็เรื่องแค่นี้เองแหละ ที่เราต้องมาทำกรรมฐานกันยุ่งยากอยู่ทุกวันนี้.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้