วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
MICHELIN ยัดเทคโนโลยียาง MOTOGP จากรถแข่งสู่รถบ้าน

MICHELIN ยัดเทคโนโลยียาง MOTOGP จากรถแข่งสู่รถบ้าน

  • Share:

Michelin ผู้สนับสนุนยางสำหรับการแข่งขัน MotoGP อย่างเป็นทางการ ร่วมการทดสอบช่วง winter test Motogp เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การทดสอบยางสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญมากในการพัฒนารถแข่งของทุกๆ ทีม ในปีนี้มีเพียง 3 แห่งที่ถูกเลือกให้เป็นสนามทดสอบ คือ เซปัง อินเตอร์เนชั่น เซอร์กิต มาเลเซีย, ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และโลแซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กาตาร์

ปัจจัยหลักที่จะบอกว่ายางชนิดไหนจะอยู่ได้กี่รอบ ประกอบด้วยลักษณะของแทรคด้วย สภาพของผิวของยางมะตอย จำนวนโค้ง ความเร็วที่ใช้ในโค้ง รวมไปถึงอุณหภูมิผิวแทรคในวันแข่ง ถ้าผิวยางมะตอยใหม่ ยางจะทำความร้อนได้ดี ซึ่งก็จะทำให้การสึกของยางเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหากอุณหภูมิของสนามต่ำกว่าปกติ การยืดเกาะของยางก็จะลดต่ำลง นักแข่งอาจจะต้องเลือกใช้ยางที่ทำความร้อนได้ดีกว่าปกติเช่นถอยจาก Medium ลงมาเป็น Soft

แก้มยางเป็นอีกจุดรับโหลดหลัก โดยเฉพาะกับยางสำหรับรถแข่ง MotoGP ที่ต้องทำความเร็วในโค้งที่มีมุมองศาการเอียงค่อนสูง ทั้งในโค้งความเร็วสูงและต่ำ ในจังหวะที่เข้าโค้งหนักๆ แก้มยางต้องรับแรงจากด้านข้างกว่า 2000 นิวตันและทำงานบนอุณหภูมิที่สูงถึง 120 องศาเซลเซียส สำหรับสนามที่มีจำนวนโค้งซ้ายกับขวาแตกต่างกันมากๆ จะส่งผลให้การสึกของยางนั้นไม่สมดุล เช่นถ้ามีโค้งขวาเยอะกว่าก็จะทำให้แก้มยางด้านขวาถูกใช้งานหนักและหมดก่อน ในขณะที่ยางอีกฝั่งที่ไม่ได้สัมผัสกับแทรคนานๆ อุณหภูมิของยางก็จะลดลง พอรถกลับไปเข้าโค้งซ้าย ที่อุณหภูมิยางต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เกิดโอกาสที่จะมีการล้มได้ง่ายขึ้น
(ข้อมูลจาก https://pantip.com/topic/36958032

ในการทดสอบตลอดทั้ง 3 วัน มีแฟนโมโตจีพีชาวไทยและชาวต่างประเทศนับแสนคนหมุนเวียนเข้าสู่บริเวณสนาม ชื่นชมลีลาการขับขี่สุดเร้าใจของซุปเปอร์สตาร์โมโตจีพี เช่น “เดอะด็อกเตอร์” วาเลนติโน รอสซี่, มาร์ค มาร์เกซ, ฮอร์เก ลอเรนโซ, มาเวริค บีญาเลส, อันเดรีย โดวิซิโอโซ และ แดนี เปโดรซ่า รวมถึงยอดนักบิดโมโตจีพีอีกกว่า 20 คน ก่อนจะเข้าสู่ความเร้าใจอย่างแท้จริงในสนามเปิดฤดูกาลกลางเดือนมีนาคมนี้

ปิเอโร ทารามัสโซ่ ผู้อำนวยการ มอเตอร์สปอร์ต ผลิตภัณฑ์ 2 ล้อ ของ Michelin ผู้ดูแลยางสำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทุกประเภททั่วโลก รวมถึงศึก Motogp ให้ทัศนะถึงการทดสอบวินเทอร์เทสต์ โมโตจีพี ในประเทศไทยว่า “รูปแบบของสนามช้างฯ สุดทางตรงความเร็วสูงก่อนการเข้าโค้งจำเป็นต้องใช้เบรกหนัก โดยเฉพาะ โค้ง 1 และ 3 รวมถึงในเซ็กเตอร์ที่ 2-3 ก็เป็นโค้งต่อเนื่องที่ต้องใช้เทคนิค โดยรวมถือว่ามีความท้าทายในเรื่องการขับขี่และการเซตอัพที่ต้องเหมาะสมกับสนามที่มีคาแรกเตอร์ที่หลากหลาย นักบิดต้องใช้ทุกอย่างเต็มกำลัง และมีสภาพอากาศร้อนใกล้เคียงกับที่เซบัง เซอร์กิต แต่ที่ยอดเยี่ยมคือมีผู้ชมคนดูให้ความสนใจมากแม้จะเป็นการซ้อมเตรียมพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลแข่งขัน

ทีมงาน Michelin ที่เดินทางไปทุกสนามแข่งขัน จะเตรียมความพร้อมให้กับยางด้วยการถอดใส่ด้วยมือพร้อมกับเครื่องมือที่ได้มาตรฐานรวมถึงกำหนดความดันลมยางอย่างแม่นยำ และตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้งด้วยการใช้เครื่องวัดความสมดุลที่มีเลเซอร์ถึง 5 จุดเพื่อไม่ให้มีความคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย

ยาง Michelin มากกว่า 1,000 เส้นต่อสนาม ได้รับการผลิตสำหรับการแข่งขันเพื่อใช้ในแต่ละสนาม ตั้งแต่ส่วนผสมของยางหน้า/หลัง และด้านซ้าย/ขวาให้เหมาะสมกับแต่ละสนาม โดยเฉพาะจากข้อมูลที่ได้รับจัดเก็บไว้อย่างละเอียดทั้งความดันลมยางที่แปรผันจากอุณหภูมิและแรงเสียดทานอย่างรุนแรงจากทุกทิศทาง ซึ่งส่งผลถึงความสึกหรอระหว่างการแข่งขัน และยังสามารถผลิตยางตามสูตรที่มีความเห็นร่วมกับทีมแข่งและมีความต้องการในเวลาไม่ถึงสัปดาห์เพื่อใช้ในสนามต่อไปได้ทันที

Michelin มียางให้เลือกถึงสามแบบ S ซ๊อฟ M มีเดียม H ฮาร์ท ไม่รวมยางสำหรับทางเปียก โดยได้รับการจัดส่งทางเครื่องบินภายในตู้คอนเทนเนอร์ปรับอุณหภูมิ 20 อาศาเซลเซียส ส่งตรงจากสำนักงานใหญ่ของ Michelin ที่เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ประเทศฝรั่งเศส ด้วยการควบคุมอย่างดีเพื่อไม่ให้ยางได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ภายใต้บรรจุภัณฑ์แบบมีตัวซับแรงสั่นสะเทือนเพื่อป้องกันความเสียหาย นำมาเตรียมไว้ให้ทุกๆ ทีมใน MotoGP ได้ใช้เป็นส่วนสำคัญในการทำความเร็วเพื่อลดเวลาต่อรอบและที่สำคัญกว่านั้นคือต้องปลอดภัยที่สุด

Michelin วิจัยและพัฒนายางสำหรับการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกในรายการ MotoGP ในฐานะผู้นำของยางในวงการยางมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก รวบรวมข้อมูลและส่งผ่านเทคโนโลยีจากการแข่งขันสู่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์บนทุกสภาพการใช้งาน สามารถส่งผ่านเทคโนโลยีจาก MotoGP มาปรับใช้กับยางรถจักรยานยนต์ทั่วไปได้กว่าร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ในด้านของส่วนผสมในเนื้อยางที่เน้นความคงทน อีก 30 เปอร์เซ็นต์จากเทคโนโลยีของยางที่ใช้ในการแข่งขันถูกนำมาปรับใช้ในด้านโครงสร้างของยาง

อีกอย่างที่แสดงถึงความตั้งใจของ Michelin ได้อย่างชัดเจนก็คือเดิมในการแข่งขันใช้ยางขนาด 16.5 นิ้ว ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นขนาด 17 นิ้ว เหมือนกับยางที่ใช้บนถนนในชีวิตประจำวัน แต่ยางที่ผลิตสำหรับการแข่งขัน MotoGP ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย รวมถึงยังไม่สามารถประเมินราคายางได้ เนื่องจากยางของรถแข่งนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ และเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลที่จะนำมาพัฒนายางสำหรับผู้ใช้รถจักรยานยนต์บนท้องถนน 

อดัม สโตเรย์ ผู้อำนวยการ ผลิตภัณฑ์ 2 ล้อ ภูมิภาคเอเชีย กล่าวเสริมว่า Michelin ร่วมปลุกกระแสความนิยมรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ตั้งแต่ 250 ซีซี. ขึ้นไปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเมืองไทย รวมถึงเกือบทุกประเทศในเอเชีย เป็นการเปิดศักราชกับกิจกรรมใหญ่ระดับนานาชาติ เริ่มจากการพิสูจน์สมรรถนะของยาง Michelin ใน winter test MotoGP ที่บุรีรัมย์ ก่อนเปิดฤดูกาล

แนวคิด From Track to Street จากการแข่งขัน สู่การใช้งานจริงบนท้องถนน ปัจจุบัน Michelin ผลิตและจัดส่งยางให้กับรถจักรยานยนต์ BMW, Harley-Davidsion, Honda โดยนำเทคโนโลยีของยางที่ใช้ในการแข่งขัน มาปรับปรุงและบรรจุไว้ในผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับอนาคตอันใกล้

หลังการเปิดแทร็กต้อนรับ 24 นักบิด จาก 12 ทีมในศึก MotoGP ลงทดสอบด้วยความเร็วสุดทางตรงระดับ 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นักแข่งต่างนำรถแข่งรุ่นล่าสุดลงทดสอบอย่างเข้มข้น โดยผลการทดสอบรวมทั้ง 3 วัน ปรากฏว่า แดนี เปโดรซ่า นักบิดชาวสเปนจาก เรปโซล ฮอนด้า พร้อมกับยาง Michelin ทำเวลาได้ดีที่สุดของการทดสอบด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 29.781 วินาที เป็นสถิติใหม่ของช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กับระยะทางต่อรอบ 4.554 กิโลเมตร มีทั้งหมด 12 โค้ง แบ่งเป็นโค้งขวา 7 และซ้าย 5 โค้ง

ยางที่ใช้ในการทดสอบและแข่งขันที่ Michelin สนับสนุนสำหรับทีมแข่งเมื่อผ่านการใช้งานแล้ว ยางทุกเส้นต้องส่งคืนให้กับบริษัท Michelin ทำการเก็บข้อมูลหลังการใช้งานก่อนจะถูกส่งกลับไปฝรั่งเศสเพื่อทำลายด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยางที่ใช้งานสำหรับการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกคือเวทีสำหรับโชว์เทคโนโลยีของค่ายยาง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถือเป็นงบประมาณส่วนหนึ่งของฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ยางทุกเส้นเป็นกรรมสิทธิ์ของ Michelin ที่อนุญาตให้ทีมแข่งนำไปใช้ และต้องส่งคืนหลังแข่งเสร็จ ยางทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปยังโรงงานของมิชลินเพื่อทำการตรวจสอบและทำลาย

ในแต่ละปี โมโตจีพีตระเวนแข่งขันไปใน 4 ทวีป บนผิวแทรคที่หลากหลาย ในสภาพอากาศที่แตกต่างกันทั้งอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่มีผลต่อการตอบสนองของยาง ในแต่ละสนามจะมีนักเคมีและวิศวกรจากมิชลินเข้าไปเก็บข้อมูลในสนามแข่ง เพื่อนำกลับไปพัฒนายางต่อทั้งในส่วนที่ใช้สำหรับการแข่งขันและที่ใช้งานบนท้องถนน

ค่าใช้จ่ายของ Michelin ในแต่ละสนามนั้นสูงมาก ประกอบไปด้วยต้นทุนการผลิตยางแข่ง ค่าแรงของทีมช่าง ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการถอดและประกอบ รวมไปถึงการควบคุมดูคุณภาพของยางและต้นทุนในการขนส่ง ทั้งหมดนี้แลกกับการประชาสัมพันธ์แบรนด์ผ่านการถ่ายทอดสด วิดีโอไฮไลต์ รวมถึงการโฆษณาผ่านสื่ออื่น ถือเป็นการลงทุนที่ใช้เงินมหาศาลเพื่อโชว์ศักยภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชน.


อาคม รวมสุวรรณ

E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้